“เอ๋?”
เมื่อได้ยินคำพูดของอั้นจิ่ว หยวนเป่าพลันขมวดคิ้ว มารดาของเขาคือผู้มีบุญคุณของจวนไท่จื่อหรือ?
“คุณชายน้อย นายของข้าน้อยได้รับาเ็สาหัส อันตรายถึงชีวิต เวลาเร่งด่วนยิ่ง มิอาจล่าช้าไปกว่านี้ หากคุณชายน้อย้าทราบเื่ใด ขอให้อั้นจิ่วได้อธิบายระหว่างเดินทางได้หรือไม่ขอรับ?”
อั้นจิ่วร้อนใจจนแทบจะคุกเข่าให้หยวนเป่าแล้ว ทว่าก็ถูกมู่เอ้าเทียนขวางเอาไว้
หยวนเป่าเหลือบมองอั้นจิ่ว ดวงตาของบุรุษผู้นี้เป็สีแดงก่ำ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะพยายามอดกลั้นเอาไว้ เหงื่อเย็นไหลซึมบนหน้าผาก เมื่อเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นหอมจางๆ บนร่างกายของคนตรงหน้า
ประกายตาของหยวนเป่าทอแสงวาบผ่าน
“ยื่นมือออกมา”
จู่ๆ หยวนเป่าก็เอ่ยขึ้น
อั้นจิ่วมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง เห็นเพียงเด็กน้อยตรงหน้ากำลังเงยหน้ามองตนนิ่ง อั้นจิ่วยื่นมือออกไปโดยมิรู้ตัว เมื่อนั้นหยวนเป่าจึงวางนิ้วลงบนข้อมือเขา
“เ้าได้รับาเ็สาหัสภายใน อวัยวะภายในทั้งห้าและอวัยวะกลวงทั้งหกของเ้าได้รับความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากการวิ่งเมื่อครู่ของเ้าเร่งการเคลื่อนไหวของพลังลมปราณในร่างกาย ส่งผลให้ความเ็ปเพิ่มขึ้น มีเืออกในปอดของเ้า ทว่า...!”
ดวงตาของหยวนเป่าสงบนิ่งฉายแววชาญฉลาด ขณะนี้ตัวเขาแผ่บรรยากาศของความฉลาดเฉลียวจนน่าเชื่อถือออกมา
ทั้งมู่เอ้าเทียนและอั้นจิ่วมิได้เอ่ยคำใด
คนรับใช้ในจวนต่างได้รับคำสั่งจากพ่อบ้านหวังมิให้โผล่หัวออกมา ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าเกิดเื่ใดขึ้นที่นี่
“เ้าทานโอสถต่อชีวิตแล้ว แม้จะทานในปริมาณไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าเพียงพอ เป็มารดาของข้าเอาให้เ้าทานหรือ?”
หยวนเป่าเงยหน้าขึ้นถาม
ดวงหน้าเล็กของเขาสง่างาม ั์ตาเปี่ยมด้วยสติปัญญา สุขุมเยือกเย็น ทว่าภายนอกเขาก็ยังคงเป็เด็กอายุห้าขวบ
อั้นจิ่วตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ เพียงตรวจชีพจรก็รู้สภาพร่างกายของเขาได้ ทั้งยังรู้ว่าเขาทานโอสถต่อชีวิตเข้าไปด้วย แม้เขาจะทานเข้าไปเพียงโอสถที่ละลายด้วยน้ำจิบเดียวก็ตาม
อั้นจิ่วเป็องครักษ์เงามานานปี ไม่ว่าคลื่นลมพายุใดล้วนเคยพบเจอทั้งสิ้น
หากถามว่าเขาเคารพผู้ใด นายท่านย่อมเป็อันดับหนึ่ง
ทว่าในวันนี้ เขาได้เห็นแววอัจฉริยะแบบเดียวกับนายท่านแผ่ออกมาจากเด็กน้อยผู้นี้
“แม่นางมู่ละลายโอสถต่อชีวิตในน้ำ และให้องครักษ์ใต้บังคับบัญชาทั้งเก้าจิบคนละอึกขอรับ”
อั้นจิ่วตอบกลับตามความเป็จริง
“เพียงพอแล้ว”
หยวนเป่ากล่าว
อั้นจิ่วพลันตกตะลึง อันใดที่ว่าเพียงพอ? เขา้าจะถามบางสิ่ง ทันใดนั้นหยวนเป่าก็พูดขึ้นอีกว่า “ในเมื่อองครักษ์เงาทั้งเก้าได้รับโอสถต่อชีวิตจากมารดาข้าแล้ว เช่นนั้นองค์รัชทายาทเองก็คงได้รับยาแล้วเช่นกันกระมัง”
อั้นจิ่วพยักหน้า “ขอรับ แม่นางมู่ให้นายท่านทานไปสามเม็ดขอรับ”
“สามเม็ด?”
ทันทีที่คำพูดสิ้นสุดลง ดวงตาของหยวนเป่าพลันเบิกกว้าง เป็ครั้งแรกในค่ำคืนนี้ที่เด็กน้อยผู้เงียบขรึมแสดงท่าทีใออกมา
“ใช่ ใช่แล้วขอรับ”
อั้นจิ่วพยักหน้า ใบหน้าของคุณชายน้อยเ็ปรวดร้าว ทั้งคิ้วก็ขมวดแน่นเป็ปม ท่าทางเดือดดาล ดวงตากะพริบปริบ และคล้ายว่า...ใกล้จะร้องไห้แล้ว...
“หลานรัก เป็อันใดไปหรือ?”
มู่เอ้าเทียนรีบถาม เขาอุ้มหยวนเป่าน้อยขึ้นมา แค่เห็นหลานชายขมวดคิ้ว ใจเขาก็รู้สึกเป็ทุกข์จนแทบทนไม่ไหว
“สามเม็ด? องค์รัชทายาทของพวกเ้าทานโอสถต่อชีวิตของท่านแม่ไปถึงสามเม็ด พวกเ้ารู้ค่าของโอสถต่อชีวิตหรือไม่? เพียงเพราะเงินสามล้านตำลึง พวกเ้าถึงกับต้องบีบบังคับท่านแม่ ตอนนี้ยังมีหน้ามาใช้โอสถต่อชีวิตของท่านแม่อีกหรือ?”
หยวนเป่าน้อยผู้เงียบขรึมสงบนิ่งอยู่เสมอพลันเกิดคลื่นอารมณ์ เพราะไม่มีผู้ใดรู้คุณค่าของโอสถต่อชีวิตได้ดีไปกว่าเขา
“เื่นั้น...”
เมื่อเห็นความไม่พอใจของหยวนเป่า อั้นจิ่วพลันรู้สึกร้อนใจ ใบหน้ากระอักกระอ่วน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเด็กน้อยผู้นี้ เขาก็มิอาจพูดจาได้คล่องแคล่ว เขาไม่รู้จริงๆ ว่าโอสถต่อชีวิตมีคุณค่ามากเพียงใด ทว่าตนเองดื่มไปแค่อึกเดียวก็สามารถอดกลั้นจนวิ่งมาถึงจวนตระกูลมู่ได้ เมื่อรวมกับนามของโอสถและบุตรชายของแม่นางมู่ที่ตื่นตระหนกเช่นนี้ เขาย่อมทราบว่าแม้แต่ทั่วทั้งต้าโจวหรือหออู๋ิก็คงมิอาจปรุงยานี้ขึ้นมาได้
ชั่วขณะนั้น ความรู้สึกซาบซึ้งพลันผุดขึ้นมาเต็มหัวใจเขา
พวกเขาเป็องครักษ์เงา พูดตามตรงก็เป็เพียงข้ารับใช้ ทว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่กลับหักใจให้โอสถล้ำค่าแก่พวกเขา ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้
แม่นางมู่ผู้นี้ การกระทำอาจไม่เหมือนเหล่าสตรีสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่ ทว่าในใจกลับมีความอาทรยิ่ง
“อีกทั้งเ้ายังร้อนใจวิ่งมาหาข้า เพื่อให้ข้าไปช่วยนายท่านของเ้า เขากินโอสถต่อชีวิตไปแล้วสามเม็ด ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เขาก็สามารถมีชีวิตต่อไปได้ รอไปสามวันอย่างไรลมหายใจก็มิขาด”
หยวนเป่าพูดด้วยความโกรธ
อั้นจิ่ว “...!”
สมกับที่เป็บุตรชายของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ ความสามารถด้านวาจาพิษนี้ต้องสืบทอดทางสายเืเป็แน่ แต่ท้ายที่สุดอั้นจิ่วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาเชื่อในตัวหยวนเป่าอย่างไร้คำอธิบาย หากอีกฝ่ายกล่าวว่านายท่านของเขาจะไม่เป็อันตรายถึงชีวิตชั่วคราว เช่นนั้นก็หมายความว่าไม่เป็อันใดจริงๆ
“หยวนเป่า มิอาจเสียมารยาทต่อองค์รัชทายาทได้”
มู่เอ้าเทียนตำหนิเสียงเบา ดูแล้วเหมือนเป็การตำหนิเบาๆ ทว่าน้ำเสียงกลับมิอาจหักใจเน้นหนักได้ สามส่วนเคร่งครัด เจ็ดส่วนเอาใจ
“เข้าใจแล้วขอรับ”
หยวนเป่าพยักหน้า ดวงหน้าเล็กของเขายังคงมีความขุ่นเคือง
“ไป พวกเรารีบไปที่จวนไท่จื่อเถิด ตามิรู้เลยว่าทักษะทางการแพทย์ของหลานจะเก่งกาจถึงเพียงนี้”
มู่เอ้าเทียนเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
เขาไม่รู้ระดับทักษะทางการแพทย์ของหยวนเป่า ทว่าการที่สามารถจับชีพจรจนรู้สภาพร่างกายของอั้นจิ่ว ทั้งยังสามารถปรุงโอสถต่อชีวิตได้ เช่นนั้นย่อมมิธรรมดาเป็แน่
หลานชายตัวน้อยช่างยอดเยี่ยมนัก! สมแล้วที่เป็สายเืของบุตรสาวเขา เป็ทายาทตระกูลมู่
“ขอรับ...ท่านตา เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถิด!”
หลังจากะเิคลื่นอารมณ์ไปเมื่อครู่ ท่าทางของเขาก็กลับมาเป็เด็กดีว่านอนสอนง่ายอีกครา
“อืม”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพมู่ ขอบคุณคุณชายน้อยขอรับ”
อั้นจิ่วโค้งคำนับให้อย่างเอาจริงเอาจัง เขามีความรู้สึกสายหนึ่ง บางคราเด็กน้อยผู้นี้ บุตรชายของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่อาจสามารถช่วยนายท่านได้จริงก็เป็ได้ เขาทราบว่าคุณชายอู๋ซวงมักพูดอยู่บ่อยครั้งว่าเื้ัคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่มีนักปรุงยาอัจฉริยะ เพียงแต่ทุกคนล้วนคิดว่าจะต้องเป็นักปรุงยาที่มีอายุเกินครึ่งร้อย และเป็ผู้าุโอย่างแน่นอน ทว่าหากลองตรึกตรองดูให้ดี เกรงว่าอาจเป็แค่เด็กห้าขวบที่อยู่ตรงหน้า!
เืของอั้นจิ่วพลุ่งพล่านด้วยความตื่นตระหนก ทันใดนั้นเขาก็ไอออกมาถึงสองหน
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเห็นหยวนเป่าะโลงมาจากอกของมู่เอ้าเทียน เด็กน้อยเปิดล่วมยาแล้วหยิบโอสถิญญาหนึ่งเม็ดออกมาจากขวดกระเบื้องเคลือบหนึ่งในนั้น “เ้าทานยานี่เสีย อิงตามสภาพร่างกายแต่เดิมของเ้า แท้จริงแล้วไม่ง่ายเลยที่จะออกแรงอย่างหนัก ทว่าข้ารู้ว่าเ้าเป็กังวลเื่นายท่านของเ้า แน่นอนว่าย่อมมิอาจสงบใจพักได้ แม้ยานี้จะมีประสิทธิภาพน้อยกว่าโอสถต่อชีวิต แต่ก็สามารถระงับจุดเืออกภายในร่างกายของเ้าได้ และไม่เป็อันตรายถึงชีวิต”
อั้นจิ่วหยิบยาเม็ดนั้นเข้าปากโดยไม่ลังเลแม้สักน้อย ครานี้เขาคุกเข่าลงและโขกหัวให้หยวนเป่าถึงสามครั้ง
ชั่วขณะนั้น หัวใจของเขาจะไม่หวั่นไหวได้อย่างไร?
เด็กน้อยผู้นี้อายุเพียงห้าขวบ ทว่ากลับฉลาดหลักแหลมไร้ผู้ใดเทียบเทียม มีทักษะทางการแพทย์อันน่าทึ่ง อนาคตย่อมไม่อยู่ในสระ [1] เป็แน่
ความภาคภูมิใจที่ฉายอยู่ในดวงตาของมู่เอ้าเทียนถึงอย่างไรก็มิอาจปกปิดได้
หลานชายตัวน้อยของเขา ทั้งฉลาดหลักแหลมและมีจิตใจที่งดงามยิ่ง
“ไปกันเถิด”
ทั้งสามคนรีบมุ่งหน้าไปยังจวนไท่จื่อโดยไม่ชักช้าต่ออีก
อีกด้านหนึ่ง อั้นปาเคาะประตูจวนที่จีอู๋ซวง หลงจู้แห่งหออู๋ิอาศัยอยู่ พวกเขามีรหัสลับการเคาะระหว่างกัน ด้วยเหตุนี้เมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้น จีอู๋ซวงก็รีบเปิดประตูทันที ทว่ากลับเห็นเขาสวมเสื้อคลุมตัวนอก ถือล่วมยาเอาไว้ ทั้งมีสีหน้าจริงจังและวิตกกังวล
“อาหาน เกิดอันใดขึ้นกับเขา?”
เชิงอรรถ
[1] ไม่อยู่ในสระ 非池中物 (fēi chí zhōnɡ wù) เป็สำนวนจีนหมายถึง ไม่ใช่สัตว์ตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในสระน้ำเป็เวลานาน อุปมาถึงผู้ที่มีแรงบันดาลใจอันสูงส่งในการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่
