เฉียวรุ่ยพาหลิ่วเทียนฉีที่มีสีหน้าซีดเผือดบินไปข้างหน้าสุดชีวิต ไปยังทิศทางของค่ายกลสังหาร
ส่วนวานรปีกยาวที่ถูกหลิ่วเทียนฉีลอบโจมตี เืเนื้อเละเทะท่ามกลางการะเิ เห็นได้ชัดว่าคราวนี้ได้รับาเ็ไม่เบา
“อู้ๆๆ...” วานรปีกยาวกู่ร้องคำรามอย่างโกรธแค้น ทุบหน้าอกตนเอง สยายปีกทั้งคู่ไล่ตามพวกเขามา
หลิ่วเทียนฉีเห็นวานรปีกยาวร่างท่วมเื าแทั่วตัวไล่ตามมาอีกก็หยิบยันต์ขั้นสี่ระดับสูงห้าแผ่นออกมาอีกครั้ง โจมตีเข้าใส่อีกฝ่ายทันที
“ตูม...”
ท่ามกลางเสียงะเิครั้งหนึ่ง ปีกข้างหนึ่งของวานรปีกยาวได้รับาเ็ มันร่วงลงมาจากกลางท้องฟ้า
“ปีกได้รับาเ็แล้วหรือ!” เฉียวรุ่ยเห็นอีกฝ่ายร่วงลงไปก็ดีใจอย่างยิ่ง
“พรวด!” หลิ่วเทียนฉีอ้าปากพ่นเืคำหนึ่งออกมา
“เทียนฉี เ้าเป็อะไร?” เฉียวรุ่ยเห็นคนรักกระอักเืจึงอุ้มเขาแน่นกว่าเดิม
“ไม่เป็ไร!” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะพลางบอก
“ไม่เป็ไรได้อย่างไรเล่า เดี๋ยวใช้กระบวนท่าใหญ่ เดี๋ยวกระตุ้นยันต์ขั้นสี่ระดับสูงมากปานนั้น จะไม่เป็ไรได้อย่างไรกันเล่า?” เฉียวรุ่ยพูดพลางรีบร้อนเอาโอสถบำรุงพลังทิพย์ป้อนให้
“ข้า พลังทิพย์ของข้าใช้เกินไปนิด เกรงว่าคงไม่อาจใช้ได้อีก ป้ายหยกนี้เป็ของที่ท่านปู่มอบให้ข้า มีการโจมตีของผู้บรรลุดวงปราณสายหนึ่งอยู่ หากล่อมันเข้าไปในค่ายกลสังหารไม่ได้ เ้าก็กระตุ้นป้ายหยกแผ่นนี้สังหารมันเสีย!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอาป้ายหยกออกมาส่งให้
“อืม เข้าใจแล้ว!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า อุ้มคนรักของตนร่อนลงพื้นดินช้าๆ
“อู้ๆ...” วานรปีกยาวเห็นคนร้ายสองคนก็โถมเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง
เฉียวรุ่ยทะยานร่าง พาหลิ่วเทียนฉีบินขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่เพียงบินขึ้นมา เขายังกระตุ้นยันต์ป้องกันทั้งหมดบนร่างตนกับหลิ่วเทียนฉีด้วย อีกหนึ่งร้อยเมตรจะถึงในเขตค่ายกลยันต์หมื่นกระบี่ ป้ายหยกใช้ครั้งหนึ่งก็หมด ไม่ใช้แล้วเก็บไว้ย่อมดีที่สุด
“อู้ๆๆ...” วานรปีกยาวบินไม่ได้ มันได้แต่ไล่ตามอยู่ข้างล่างพลางใช้กำปั้นทุบพื้นดินอย่างเคียดแค้น ส่งเสียงทุ้มต่ำเสียดหูครั้งแล้วครั้งเล่า
“ตึง ตึงๆ...” เสียงมันทุบพื้นดิน กลายเป็แสงสีทองเส้นแล้วเส้นเล่าโจมตีเข้าใส่พวกเขา
“คลื่นเสียงโจมตี?” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเทียนฉีก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางคิด ‘ไม่เสียทีที่เป็ถึงสัตว์อสูรขั้นสี่ มีความสามารถอยู่บ้างสินะ’
“ไม่เป็ไร พวกเรามียันต์ป้องกันอยู่!” เฉียวรุ่ยส่ายศีรษะ คิดว่ายันต์ป้องกันคงขวางการโจมตีของอีกฝ่ายได้ ทว่า...
“ป้าบ ป้าบๆ...”
ได้ยินเสียงยันต์ป้องกันถูกกระแทกสลายทีละชั้น เฉียวรุ่ยก็ขมวดคิ้วฉับ ในใจคิด ‘คลื่นเสียงโจมตีของเ้าตัวนี้ร้ายกาจจริงเชียว!’
“เสี่ยวรุ่ย ใช้ร่มหมื่นตะวัน เร็ว!” หากเป็เช่นนี้ต่อไป ยันต์ป้องกันบนร่างคงต้านไม่ไหว
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า รีบร้อนเอาร่มหมื่นตะวันออกมา
ทันทีที่ถือร่มหมื่นตะวันที่เต็มไปด้วยรูคันนั้นขึ้นมา แสงสีแดงเส้นแล้วเส้นเล่าพลันห่อหุ้มทั่วร่างเฉียวรุ่ยกับหลิ่วเทียนฉีไว้ กันแสงสีทองที่โจมตีเข้ามาอีกครั้งไว้ได้
“ร่มหมื่นตะวันใช้ได้ดีทีเดียว!” เฉียวรุ่ยมองร่มหมื่นตะวันในมือตนเอง ดีใจเป็อย่างยิ่ง
“ระวังหน่อย ถึงค่ายกลสังหารแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีเตือนเสียงเบา
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า จดจ่อกับการบินอีกครั้ง ค่ายกลสังหารนี่เล่นไม่ได้เชียว หากบินผิดไปก้าวหนึ่ง ไม่ต้องรอเ้าตัวใหญ่นั่นตายหรอก เขากับเทียนฉีคงตายก่อน
หลิ่วเทียนฉีหันกลับมามอง เห็นวานรปีกยาวตามเข้ามาก็ยกมุมปาก
วานรปีกยาวไล่ตามเข้ามาในค่ายกลสังหารอย่างโกรธแค้น มันตระหนักถึงความไม่ถูกต้องได้ในทันที ทว่า เข้ามาง่ายออกไปยากนัก เมื่อมันได้สติคิดอยากออกไป กลับเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้เสียแล้ว
มองเห็นวานรปีกยาวถูกแสงกระบี่สายแล้วสายเล่าโจมตีอยู่ในกำแพงแข็งสี่ด้านข้างในค่ายกลสังหาร เฉียวรุ่ยยกมุมปาก พาหลิ่วเทียนฉีบินออกจากค่ายกลสังหารอย่างระมัดระวัง
เพื่อรับประกันไม่ให้มีเื่ผิดพลาด พวกเขารออยู่นอกค่ายกลสังหารอยู่ครึ่งเดือน กระทั่งไม่ได้ยินเสียงคำรามและเสียงร้องโหยหวนของวานรปีกยาวอีกต่อไป หลิ่วเทียนฉีจึงเข้าไปสำรวจสถานการณ์ เก็บศพกับผลึกอสูรของวานรปีกยาวมาจนหมด
หลังจากนั้น เขาพาเฉียวรุ่ยบินกลับไปถึงยอดเขา เพื่อรับประกันความปลอดภัยเพิ่ม ทั้งสองคนใช้เวลาอีกสามวัน วางค่ายกลป้องกันพันยันต์อันหนึ่งบนยอดเขา
หลังทำทุกสิ่งเรียบร้อย ทั้งคู่ถึงพรูลมหายใจเฮือกใหญ่
“เทียนฉี ตอนนี้พวกเราแช่น้ำพุแสงทองนี่ได้แล้วกระมัง?” เฉียวรุ่ยจ้องน้ำพุที่ส่องประกายแสงสีทองด้วยสีหน้าปรารถนา
“ได้! พวกเรามาแช่น้ำพุกันเถอะ” ครั้งนี้ เขาไม่ปฏิเสธ
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ถอดเสื้อผ้าอย่างดีอกดีใจ ะโเข้าไปในบ่อน้ำพุเป็คนแรก
“มาสิเทียนฉี!” เฉียวรุ่ยมองคนรักยืนอยู่บนฝั่ง ยิ้มน้อยๆ พลางกวักมือเรียกอีกฝ่าย
“อืม!” หลิ่วเทียนฉีหรี่ตา เขามองคนรักที่แช่อยู่ในน้ำพุทอประกายแสงสีทอง เหนือศีรษะมีแสงรัศมีสีทอง งดงามประหนึ่งเซียนผู้ผุดผ่องไม่แปดเปื้อนคาวโลกีย์ใด ั์ตาพลันเข้มขึ้น ลำคอแห้งผากขยับลูกกระเดือกเล็กน้อย เขาถอดเสื้อผ้าบนร่างออก เดินเข้าไปในน้ำพุแสงทองทีละก้าว
“เทียน เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยเห็นการเปลี่ยนแปลงบนร่างกายคนรักชัดเจนแจ่มแจ้ง ใบหน้าถึงแดงก่ำ
หลิ่วเทียนฉีว่ายมาถึงตรงหน้าคนรัก คว้าเข้ามาในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว “เสี่ยวรุ่ย เ้างามเสียจริง!”
“ข้า ข้า...” เฉียวรุ่ยกะพริบตา ใบหน้ายิ่งลามแดงไปอีก เขินอายรีบก้มศีรษะลง มองอีกฝ่ายอย่างเอียงอายนิดหน่อย
หลิ่วเทียนฉีบีบคางคนรัก มองเข้าไปในดวงตาอีกฝ่ายอย่างแรงกล้า บีบบังคับให้คนรักมองเข้ามาในดวงตาของตนด้วย
“เสี่ยวรุ่ย เ้ารู้ไหม? เ้างามประหนึ่งเซียนที่เริงเล่นอยู่กลางน้ำพุสีทองประกาย เหนือศีรษะมีแสงสีทองระบายอยู่ ส่วนข้าคือชาวบ้านธรรมดาที่ถูกเ้ายั่วยวน หลงใหล คลั่งไคล้ จมดิ่งเพราะเ้า” หลิ่วเทียนฉีมองลึกเข้าไปในดวงตาอย่างหลงใหล เอ่ยด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง เสมือนอยากทะลุเข้าไปในดวงตาสุกใสคู่นั้น มองเข้าไปในิญญาอันบริสุทธิ์
“ข้า ข้ายั่ว ยั่วยวนเ้าที่ไหนกัน?” เฉียวรุ่ยมองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ ประท้วงเสียงเบา
“ยั่ว เ้านั่นแหละยั่ว แค่เ้ายกมือยกเท้า หนึ่งขมวดคิ้วหนึ่งร้อยรอยยิ้มล้วนยั่วยวนข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่ากัดริมฝีปากอย่างน่ารักของเ้า สำหรับข้าแล้วช่างยั่วยวนถึงชีวิต!” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเทียนฉีก็ใช้สองมือกอดคอคนรัก ดึงใบหน้าน้อยที่มีเครื่องหน้าเหมาะเจาะมาอยู่ตรงหน้า
“เ้า เ้าพูดเหลวไหล!” เฉียวรุ่ยรีบปล่อยฟันที่กัดริมฝีปากล่างออก โต้แย้งเสียงเบา
“จริงนะ เ้างามปานนั้น ทั้งร่างล้วนแผ่ปราณทิพย์กับกลิ่นอายเซียนสายหนึ่งที่มีมาแต่เกิด งามจนไม่คล้ายปุถุชนคนเดินดินบนโลกมนุษย์เลย” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ จูบริมฝีปากแดงปลั่งอย่างอ่อนโยน
“เ้า เ้านี่นะ!” เฉียวรุ่ยถูกโอ้โลมจนในหัวใจหวานละมุน ถลึงตาค้อนเขาทีหนึ่ง ก่อนยิ้มแล้วเกาะคอเขาไว้
“เซียนตัวน้อยของข้า เ้าเป็ของข้า ถูกต้องไหม?” อารมณ์หลิ่วเทียนฉีลุกโชน ละเมียดละไมจุมพิตริมฝีปากน้อย น้ำเสียงเริ่มทุ้มต่ำและแหบพร่า เผยอารมณ์ปรารถนาเต็มเปี่ยม
“เทียนฉี ข้าเป็ของเ้า เป็ของเ้าตลอดไป เ้าเองก็เป็ของข้าตลอดไปด้วย!” เฉียวรุ่ยขยับกายเข้าใกล้คนรัก เริ่มจูบริมฝีปากเขา
ั้แ่เข้าแดนลับ แรกสุดแยกจากกันสองเดือน ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้พบกัน หลังจากนั้น เดี๋ยวก็รีบเร่งเดินทาง เดี๋ยวก็ยุ่งกับการวางค่ายกล ตามหาโชควาสนา และสังหารสัตว์อสูร เผลอครู่เดียวก็สี่เดือนกว่า ทั้งสองคนไม่ได้ชิดใกล้กันนัก วันนี้เทียนฉีกระตือรือร้นปานนี้ เฉียวรุ่ยย่อมมีอารมณ์ขึ้นมาบ้างเช่นกัน
ครั้งนี้ไม่ใช่จุมพิตบางเบา แต่เป็จุมพิตร้อนแรงที่ต่างฝ่ายลิ้นเกี่ยวกระหวัดกัน หลิ่วเทียนฉีโอบคนรักตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนทำให้จูบได้ดูดดื่มมากขึ้น กระทั่งอีกฝ่ายเริ่มหายใจไม่ทันถึงได้ผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง
“เสี่ยวรุ่ย ข้า้าเ้า ้าเ้ามาก!” หลิ่วเทียนฉีกัดใบหูน้อยแดงเรื่อแ่เบา จุมพิตไปพลาง ฝ่ามือซุกซนยื่นลงไปในน้ำ...
.........
สิบสองวันให้หลัง
ทั้งสองคนที่บรรลุถึงขีดจำกัดต่างโอบกอดอีกฝ่าย เริ่มโคจรวิชาประสานกายท่ามกลางน้ำพุสีทองประกาย
แสงรัศมีสีทองเส้นแล้วเส้นเล่าผนึกขึ้นระหว่างกลางพวกเขา ผสานเข้าไปในวังวนพลังทิพย์ที่ทั้งคู่ก่อขึ้น หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยมองตากันทีหนึ่งก่อนยกมุมปาก
การฝึกวิชาประสานกายครั้งนี้คงอยู่สามสิบแปดวัน ยาวนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา วังวนพลังทิพย์สีทองเจิดจ้า ละลานตาผิดธรรมดา จนกระทั่งมันหยุดเคลื่อนไหวและเติบโต หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยถึงเริ่มดูดกลืนพลังทิพย์ในวังวน ดูดกลืนรางวัลของการฝึกวิชาประสานกายเข้ามาในชีพจรทิพย์ของตนเองทีละสาย
ใช้เวลาอีกเจ็ดวัน พวกเขาถึงดูดพลังทิพย์ทั้งหมดเข้ามาในชีพจรทิพย์ได้ทั้งหมด
ั้แ่ทั้งสองคนร่วมรักจนกระทั่งฝึกวิชาประสานกายสิ้นสุด กินเวลาไปทั้งหมดห้าสิบเจ็ดวัน
เมื่อทุกสิ่งสิ้นสุด พวกเขาหันมาสบตากันทีหนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะออกมา
“ข้ารู้สึกว่าพลังข้าเพิ่มขึ้น่ใหญ่เชียวล่ะ!” เฉียวรุ่ยััแอ่งพลังทิพย์ของตนทีหนึ่ง หัวเราะเล็กน้อยก่อนบอก
“อืม ข้าก็รู้สึกว่าพลังเพิ่มขึ้นไม่น้อย ล้วนเป็ความดีความชอบของเ้า!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางจูบริมฝีปากน้อยอย่างรักใคร่
เฉียวรุ่ยเม้มปากพลางกลั้นยิ้ม เอนตัวพิงในอ้อมแขนของหลิ่วเทียนฉีแ่เบา “เทียนฉี เ้ารู้ไหม? บางครั้งข้าคิดอยู่เสมอว่า หากชีวิตนี้ข้าไม่ได้พบเ้าจะเป็อย่างไรกันนะ? ข้าคงไม่มีทางมีความสุข ใช้ชีวิตอย่างสุขใจเช่นนี้แน่”
“ฮ่าๆๆ นี่สรรหาวิธีมาชมข้าอยู่หรือ?” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ มองคนในอ้อมแขนพลางหัวเราะแล้วถาม
“อืม เทียนฉีคือบุรุษที่ดีที่สุดบนโลกใบนี้ ข้าโชคดีเหลือเกินที่ได้พบกับเทียนฉี เป็คู่ชีวิตของเทียนฉี” เฉียวรุ่ยพูดด้วยความมั่นใจ เพราะเขาเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าบนโลกนี้หาคนรักที่ดีกว่า สมบูรณ์แบบกว่าเทียนฉีคงไม่ได้อีกแล้ว
“ฮ่าๆๆ ปากหวานปานนี้ ยัง้าอีกใช่หรือไม่?” หลิ่วเทียนฉีบีบคางคนรัก มองเข้าไปในดวงตาอย่างอ่อนโยน
“อย่า พักสักหน่อยนะ ข้า ข้าเหนื่อยแล้ว!” เฉียวรุ่ยหน้าแดง รีบร้อนปฏิเสธ
“เรียกให้น่าฟังสักคำสิ ข้าอาจละเว้นเ้าก็ได้!” หลิ่วเทียนฉีไล้เลียติ่งหูคนรักเบาๆ เรียกร้องอย่างชั่วร้าย
“อืม!” เฉียวรุ่ยกะพริบตาปริบๆ ครุ่นคิดนิดหน่อย “เทียนฉีคนดี สา สามีคนดี!”
“เรียกอีกหน!” หลิ่วเทียนฉีใช้ฟันครูดใบหูอีกฝ่ายเบาๆ เรียกร้องอย่างไม่พอใจ
“สา สามี สามีคนดี”
ได้ยินเข้า หลิ่วเทียนฉีก็ระบายยิ้มพลางกัดริมฝีปากคนรักคำหนึ่ง “ข้าตั้งกระโจมแล้ว เ้าเข้าไปนอนสักตื่น เดี๋ยวสามีทำของอร่อยไปให้เ้าเอง!”
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า จูงมือหลิ่วเทียนฉีออกจากสระน้ำพุไปด้วยกัน
