บทที่ 5
เขาเป็พวกไร้ปณิธาน
เว่ยอวี้เป็องค์ชายเก้าแห่งแคว้นเว่ยมาั้แ่เด็ก
แต่ความจริงแล้ว เขาไม่ได้เป็เช่นนี้มาั้แ่ต้น
เพราะหากมองในระดับจิติญญา เขายังมีอดีตชาติที่สมบูรณ์ติดตัวมาด้วย
ประสบการณ์ในชาติก่อนนั้นไม่ต้องพูดถึง ไม่มีอะไรให้น่าจดจำนัก ก็แค่ชีวิตประจำวันของมนุษย์เงินเดือนที่ถูกความจริงตบหน้าจนสูญสิ้นความฝันไปวัน ๆ เท่านั้นเอง
และหลังจากที่มาถึงแคว้นเว่ย สิ่งที่ทำให้เว่ยอวี้อุ่นใจที่สุดก็คือ "สูตรโกง" ของเขา—แท็บเล็ตในสมอง
ในนิยายเขาก็มักจะเขียนกันแบบนี้ไม่ใช่หรือ พระเอกทะลุมิติมักจะมีสูตรโกงอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เป็ระบบ ก็เป็โชคลาภ หรือไม่ก็ฮาเร็ม…
แต่เว่ยอวี้ไม่้าของพวกนั้น เขาคิดว่าแท็บเล็ตของเขาดีพอแล้ว
แม้ว่าตอนดูซีรีส์จะพิมพ์ด่าในคอมเมนต์ไม่ได้ อ่านนิยายจะให้คะแนนไม่ได้ เล่นโซเชียลจะตอบข้อความใครไม่ได้... แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น
ประเด็นคือการมีแท็บเล็ตเครื่องนี้ ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตในยุคโบราณที่ความบันเทิงแสนจะขัดสนได้อย่างสำราญใจ!
ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะองค์ชาย แม้เขาจะไม่ได้รับความโปรดปราน แต่ก็ยังถือเป็ "เ้านาย" ตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมาเขาจึงมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ มีข้ารับใช้คอยห้อมล้อม
สรุปสั้น ๆ คือ ชาตินี้เว่ยอวี้เกิดเป็ทายาทตระกูลผู้ดีมีอำนาจระดับท็อป พ้นภาระเื่วัตถุไปโดยสิ้นเชิง
และเมื่อมีเทคโนโลยีระดับสูงอย่างแท็บเล็ตมาช่วยเติมเต็มโลกิญญา เขาก็ยิ่งไม่อยากดิ้นรนอะไรอีก…
เขาเป็ถึงองค์ชายแล้วนะ!
จะดิ้นรนไปเพื่ออะไร?
ดิ้นรนเพื่อไปเป็ฮ่องเต้งั้นหรือ?
เหอะ เห็นพี่ชายแปดคนที่อยู่เหนือหัวเขานั่นไหม!
เขามันไม่ใช่ "หย่งเจิ้น" เสียหน่อย
การแย่งชิงอำนาจไม่เพียงแต่จะเสียเซลล์สมอง หากพลาดพลั้งขึ้นมาแม้แต่ชีวิตก็อาจจะรักษาไว้ไม่ได้ และต่อให้โชคดีได้เป็ฮ่องเต้ สุดท้ายจะได้ดีอะไร?
เื่กิน เื่ใช้ เื่อำนาจ ในฐานะองค์ชายหรือท่านอ๋องเขาก็มีไม่ต่างกัน หากเขาไม่หาเื่ ใครจะมารังแกองค์ชายท่านอ๋องอย่างเขา?
เป็ฮ่องเต้ต้องถูกขุนนางคอยคัดค้านเวลาเข้าประชุม พอเลิกประชุมยังต้องไปรับมือกับคนในวังหลังอีก เขาจะมีเรี่ยวแรงที่ไหนไปวุ่นวายกับเื่พวกนั้น?
เขาแค่อยากนอนเป็ "ปลาเค็ม" ไปวัน ๆ เท่านั้นเอง!
แค่คิดก็รู้สึกแล้วว่าการเป็ฮ่องเต้นั้นช่างยุ่งยาก
เว่ยอวี้เป็พวกไร้ปณิธาน
นับั้แ่วินาทีที่เขากลายเป็องค์ชายเก้าพร้อมแท็บเล็ตในสมอง และได้รับรู้ถึงสถานการณ์ของตนเอง เว่ยอวี้ก็ปรารถนาเพียงจะเป็องค์ชายตัวจ้อยที่จืดจางและอยู่ในโอวาท
เพื่อที่สุดท้ายจะได้เป็ "ท่านอ๋องเ้าสำราญ" ที่ใช้ชีวิตอิสระและท่องเที่ยวไปทั่วหล้า
หลังจากแยกกับองค์หญิงสาม เว่ยอวี้ก็ไปยืนรวมกลุ่มกับองค์ชายแปดตรงฝั่งของเหล่าองค์ชาย
บรรดาองค์ชายมีจำนวนมาก บวกกับข้ารับใช้ของแต่ละคน ตอนที่สองพี่น้องเดินเข้าไปจึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากบรรดาพี่ชายคนโตนัก ยกเว้นเพียงองค์ชายเจ็ด
องค์ชายเจ็ดมีอายุเท่ากับองค์ชายแปด แต่เป็โอรสที่เกิดจากพระสนมเสียน และเป็พี่น้องร่วมอุทรกับองค์ชายสอง
"พวกเ้าสองคนนี่วิ่งเก่งจริงนะ"
องค์ชายเจ็ดปรายตามองพวกเขาอย่างเ็า ทิ้งประโยคนี้ไว้แล้วก็หันหน้ากลับไป
เดาไม่ออกเลยว่าเขา้าจะสื่ออะไร
เว่ยอวี้เป็เพียงตัวประกอบที่ไร้ตัวตน นอกจากองค์ชายแปดแล้ว ปกติเขาก็ไม่ค่อยได้ข้องเกี่ยวกับพี่ชายคนอื่น ๆ นัก
เขากระตุกแขนองค์ชายแปด ส่งสัญญาณให้พี่ชายเป็คนตอบ
องค์ชายแปดลอบเบ้ปาก เดินไปข้างหน้าสองก้าวแล้วตอบอย่างนอบน้อม "พี่เจ็ดล้อเล่นแล้ว ข้ากับน้องเก้าเพียงแค่ไปพบน้องหญิงสามมาพะยะค่ะ"
องค์ชายเจ็ดไม่ตอบคำถาม แม้แต่หัวก็ไม่หันกลับมามอง
เมื่อเขาไม่ต่อบท เว่ยอวี้กับพี่ชายย่อมไม่หาเื่ใส่ตัว องค์ชายแปดพูดจบก็ถอยกลับมาเดินเคียงข้างเว่ยอวี้ตามเดิม
เว่ยอวี้จ้องมองแผ่นหลังขององค์ชายเจ็ดนิ่ง ๆ ครู่หนึ่ง
ทำไมถึงจ้องน่ะหรือ?
ก็เพราะพี่เจ็ดของเขาหน้าตาดีน่ะสิ
เครื่องหน้าดูงดงามราวกับสตรี ผิวพรรณขาวจัด โดยเฉพาะดวงตาหงส์คู่นั้นยามจ้องมองคน ดูราวกับเป็ปีศาจจิ้งจอกจำแลงมาไม่มีผิด!
อย่างไรเสียเว่ยอวี้ก็ชอบมองเขาอยู่แล้ว
ก็นะ ใครบ้างจะไม่ชอบมองคนสวยคนงาม?
ถึงแม้พี่เจ็ดจะมีนิสัยเหมือนเสด็จแม่ของเขา คือทั้งอำมหิตและเ้าคิดเ้าแค้น แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางความชอบในการมองของเว่ยอวี้
เมื่อมองไม่เห็นหน้าเห็นแต่หลัง หลังจากจ้องอยู่ครู่หนึ่ง เว่ยอวี้ก็เดาะลิ้นอย่างเสียดาย ก่อนจะหันไปเปิดแท็บเล็ตในสมองเพื่อดูอนิเมะต่อ…
อู้งานน่ะ เป็ทักษะพื้นฐานของมนุษย์เงินเดือนเชียวนะ
เขาอู้แบบนี้มาั้แ่เด็กแล้ว
อนิเมะตอนนั้นยังดูไม่ทันจบ
ในตอนที่เว่ยอวี้กำลังจะดูถึงตอนจบ คนข้าง ๆ ก็ใช้ศอกกระทุ้งเขาเข้าให้
"ออกมาแล้ว! อย่าเหม่อ!"
เว่ยอวี้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบเก็บแท็บเล็ตแล้วมองไปข้างหน้า
เป็อย่างที่คิด ประตูตำหนักบรรทมที่เคยปิดสนิทถูกเปิดออก เหล่าขุนนางต่างทยอยเดินกันออกมา
ระยะห่างค่อนข้างไกล และมีคนยืนบังอยู่ข้างหน้าค่อนข้างมาก เว่ยอวี้จึงมองสีหน้าขุนนางไม่ชัดนัก รับรู้ได้เพียงว่าฝีเท้าที่พวกเขาเดินออกมานั้นดู... หนักอึ้ง?
ถูกด่ามางั้นหรือ?
เว่ยอวี้กะพริบตา เห็นหลี่เฉิงกงกงเดินตรงมาทางพวกเขา
องค์ชายแปดกระซิบเตือนข้างหู "หลี่กงกงมาแล้ว สงสัยเสด็จพ่อจะเรียกพวกเราเข้าไป ในเวลาแบบนี้ เ้าห้ามเหม่อเด็ดขาดนะ!"
องค์ชายแปดเติบโตมาพร้อมกับเว่ยอวี้ ทั้งคู่มีอายุห่างกันเพียงปีเดียว แต่ในฐานะพี่ชาย องค์ชายแปดรู้ดีว่าน้องเก้ามีนิสัยอย่างไร
ภายนอกดูซื่อตรง แต่แท้จริงแล้วเป็คนใจกล้าบ้าบิ่นยิ่งนัก
"ปกติเ้าไม่ตั้งใจเรียนข้าไม่ว่า แต่ตอนนี้อุตส่าห์จะได้เข้าเฝ้าเสด็จพ่อ ห้ามใจลอยรู้ไหม!"
แม่คุณเอ๊ย
อายุแค่นี้เริ่มทำตัวเป็ "คุณแม่" เสียแล้ว
เว่ยอวี้ผู้ไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีพยักหน้าหงึก ๆ "อืม ๆๆ... รู้แล้ว ๆ พี่แปดท่านหยุดบ่นเถอะ หลี่กงกงมาถึงแล้ว"
เมื่อเห็นหลี่กงกงมายืนอยู่ต่อหน้าพี่ใหญ่และคนอื่น ๆ องค์ชายแปดก็รีบหุบปากฉับ
ข้างหน้า หลี่กงกงมีรอยยิ้มที่ไม่ชัดเจนนัก หลังจากทำความเคารพเหล่าองค์ชายแล้ว ก็เชิญพวกเขาเข้าไปด้านใน
"ฝ่าาทรงเชิญทุกพระองค์เข้าไปพะยะค่ะ ฝ่าาเพิ่งฟื้น พระอนามัยยังไม่สู้ดี โปรดอย่าให้ฝ่าาทรงรอนาน"
คำพูดนี้ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่คนที่ฟังเป็ต่างก็เข้าใจกันหมดแล้ว
เว่ยอวี้เงียบไป
ปกติไม่เห็นหลี่กงกงจะเร่งเร้าขนาดนี้ ถ้าฮ่องเต้พระอนามัยไม่ดีจริง ๆ ก็ไม่ควรจะรับสั่งให้เข้าพบไม่ใช่หรือ? ที่เร่งเร้าเช่นนี้ น่าจะเป็เพราะ "อารมณ์" ของเสด็จพ่อไม่ค่อยดีเสียมากกว่า!
แสดงว่าพวกอัครเสนาบดีต้องถูกด่ามาแน่นอน
ข้างหน้า องค์ชายใหญ่พยักหน้าทีหนึ่ง "ขอบใจหลี่กงกง พวกเราจะเข้าไปเดี๋ยวนี้"
พูดจบ องค์ชายใหญ่ก็นำขบวนก้าวเดินเข้าสู่ตำหนักบรรทม
เหล่าองค์ชายคนอื่น ๆ เดินตามหลังไปติด ๆ
เว่ยอวี้เป็คนที่เดินอยู่ท้ายแถวสุด
เขาอยู่ในลำดับสุดท้ายและไม่ได้เป็ที่สนใจ เดิมทีนึกว่าการมาครั้งนี้ก็แค่มาเป็พิธี ไม่น่าจะมีเื่อะไรถึงเขา
ที่ไหนได้ ทันทีที่เข้าไปแล้วคุกเข่าลง กำลังจะอ้าปากะโว่าถวายบังคมเสด็จพ่อ เศษถ้วยน้ำชาชิ้นหนึ่งก็พุ่งหวือสวนมาทางนี้
"เพล้ง!"
เสียงถ้วยแตกกระจายบนพื้นดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วตำหนัก เสียงถวายบังคมของเหล่าองค์ชายพลันชะงักค้างอยู่ที่ลำคอ
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตั้งตัว เสียงพิโรธของฮ่องเต้ก็ดังตามมาติด ๆ
"บังอาจ! พวกเ้าช่างบังอาจเหลือเกิน!"
"เสด็จพ่อโปรดระงับพระโทสะ!"
เว่ยอวี้: ?
เว่ยอวี้ที่ะโคำว่าระงับพระโทสะตามคนอื่นไปถึงกับทำหน้ามึนตึ๊บ
นี่มันเื่อะไรกัน?
พวกเราทำอะไรผิด!
ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงะเิอารมณ์ใส่กันขนาดนี้?!
ไอ้ที่พี่ใหญ่ พี่สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด ทำน่ะ มันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยเล่า!
เขานี่มันช่างโชคร้ายยิ่งกว่า "โต้วเอ๋อ" เสียอีก
