"ท่านอ๋องเก้า ท่านเห็นว่า?"
องครักษ์ท่าทางลำบากใจ แต่มู่หรงจิ่วกลับทอยิ้มอ่อนจาง เอ่ยเสียงเบา "แมวน้อยซุกซนมักชอบเล่นก้อนไหมพรมจนยุ่งเหยิง โดนไม่สนใจว่าเ้านายจะลำบากเพียงใด"
เขาหยุดเว้นจังหวะ แล้วกล่าวต่อไปว่า "แต่แมวเป็สัตว์เลี้ยงไม่เชื่อง ข้าชินเสียแล้ว เ้าดู เพียงแวบเดียวก็เปลี่ยนสีหน้าไม่สนใจใครแล้ว"
องครักษ์ไม่พูดมากเพียงยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง
มู่หรงจิ่วจิบชาหนึ่งอึก "ตอนออกเดินทาง ข้าต้องเห็นซูเฉียวเยว่"
"แต่จวนซู่เฉิงโหวมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ยิ่งไปกว่านั้นเสนาบดีฉียังส่งคนไปคุ้มกันพวกเขาเป็พิเศษ ข้าน้อยเกรงว่าถึงจะลักพาตัวคนมาได้ก็ยากจะพาออกจากเมือง"
"ปึก" ถ้วยชาใบหนึ่งพุ่งเข้ามากระแทกใส่หน้าขององครักษ์
"นี่คืองานที่มอบหมายให้เ้า สนใจทำให้สำเร็จก็พอ ไม่ต้องมาสั่งสอนข้าว่าควรทำเช่นไร"
องครักษ์ทรุดตัวลงไปคุกเข่า
"ข้าน้อยเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
โฉมสะคราญสูงศักดิ์งามสง่าเดินผ่านประตูเข้ามา หลังจากมองสถานการณ์แล้วก็หัวเราะเบาๆ "ไยท่านอ๋องเก้าต้องบันดาลโทสะเช่นนี้ ความโกรธบั่นทอนสุขภาพนะเพคะ"
มือของนางลูบไปบนตัวของมู่หรงจิ่ว เขาสะบัดมือออกไปจนหญิงงามล้มคว่ำลงกับพื้น
หญิงงามผู้นี้หาใช่ใครอื่น แต่เป็ชายาองค์ชายสี่แห่งซีเหลียง และองค์หญิงหนิงอันแห่งต้าฉี
นางกัดริมฝีปาก ก่อนลุกขึ้นมา
"ข้าเคยบอกแล้วว่าอย่าเอามือสกปรกของเ้ามาแตะต้องตัวข้า" ประกายเหี้ยมเกรียมวาบผ่านก้นบึ้งดวงตาของมู่หรงจิ่ว "คราวหน้าหากเข้ามาใกล้ข้าอีก ข้าจะสังหารเ้าเสีย"
ชายาองค์ชายสี่ขบริมฝีปาก แต่ไม่กล้ามีครั้งที่สอง นางกลัวคนผู้นี้มากจริงๆ
"พระสวามีอารมณ์ไม่ดีเพราะพ่ายแพ้การแข่งขัน อยากจะเลื่อนเวลากลับให้เร็วขึ้น ให้ข้ามาถามท่านว่าเหมาะสมหรือไม่?"
นางระมัดระวังอย่างยิ่ง แม้ว่าจะเป็โฉมสะคราญที่งามเพริศพริ้ง แต่กลับทำให้คนรู้สึกถึงความอ่อนแอไร้ทางสู้
มู่หรงจิ่วหัวเราะเยาะ "เ้าไปกลับไปเกลี้ยกล่อมเ้าสวะผู้นั้น ว่ายิ่งกลับเร็วก็ยิ่งเสียหน้า"
ชายาองค์ชายสี่พยักหน้า "ได้"
มู่หรงจิ่วเงยหน้ามองนาง "ข้าจำได้ว่าเ้าเคยข้องเกี่ยวกับพี่น้องสกุลซูสองสามคนนั้น"
ชายาองค์ชายสี่ไม่กล้ามากความ เพียงพยักหน้า "ใช่"
"ไปขอความช่วยเหลือจากคนรักเก่าของเ้า ข้าจะพาซูเฉียวเยว่ไปซีเหลียง" น้ำเสียงของมู่หรงจิ่วสงบนิ่ง ราวกับถามว่ามื้อเย็นจะกินอะไร
ชายาองค์ชายสี่อึ้งไปชั่วขณะ เอ่ยถามอย่างไม่อยากเชื่อ "พาซูเฉียวเยว่ไปด้วย? จะเป็ไปได้อย่างไร?"
มู่หรงจิ่วยิ้มน้อยๆ "เ้าบอกข้ามาเหตุใดจึงเป็ไปไม่ได้"
น้ำเสียงแฝงแววเหยียดหยันอยู่หลายส่วน
"ถึงข้าจะสามารถโน้มน้าวคนของสกุลซู ก็เป็ไปไม่ได้ที่พาซูเฉียวเยว่ออกมา อีกอย่างท่านไม่ได้ชอบสตรีเสียหน่อย พานางไป... โอ๊ย"
ฝ่ามือสะบัดใส่เข้าใบหน้าของนางเต็มแรง มู่หรงจิ่วค่อนข้างมือหนัก ใบหน้าของชายาองค์ชายสี่ปรากฏรอยแดงในชั่วพริบตา
"ข้าให้เ้าคิดวิธีพาซูเฉียวเยว่ออกมา ไม่ได้ให้มาสั่งสอนข้า แต่ละคนล้วนเหมือนกันหมด พวกเ้านึกว่าตนเองเป็ใครหรือ?" มู่หรงจิ่วถามอย่างเ็า
ดวงตาของเขากลายเป็สีแดง แผ่กำจายความน่ากลัวออกมาทั่วร่าง
ชายาองค์ชายสี่พูดอย่างระมัดระวัง "เป็ข้าพูดเหลวไหลไปเอง ส่วนเื่นี้... ข้าจะพยายามสุดกำลัง"
"ไม่ใช่แค่พยายามสุดกำลัง แต่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้"
ชายาองค์ชายสี่ขบริมฝีปาก ท่าทางลำบากใจอย่างยิ่ง นางจะกล้ารับประกันได้อย่างไร
"ได้ยินหรือไม่?" เสียงของมู่หรงจิ่วเริ่มฉายแววคุกคาม
ท้ายที่สุดชายาองค์ชายสี่ก็ต้องพยักหน้า "ข้าทำได้แน่"
นางออกจากประตูไป น้ำตาไหลพรากอย่างไม่อาจควบคุม มือกำหมัดแน่น "ฉีอิ่งซิน หากไม่เพราะเ้า ข้าไหนเลยจะต้องแต่งไปซีเหลียง และต้องมาเจอกับเื่บ้าๆ เหล่านี้ เป็ความผิดของเ้า ล้วนเป็ความผิดของเ้า เมื่อเ้าผิดต่อข้า ก็อย่าโทษที่ข้าจะลงมือกับบุตรสาวของเ้า"
นางตัดสินใจเด็ดขาดก่อนจากไป
...
เฉียวเยว่ค้นจดหมายเหตุมาอ่านอยู่สองวัน จนรู้สึกว่าตนเองหน้าตาเซียวหมดแล้ว
นางยืดเอวบิดี้เี นึกถึงสีหน้าว้าวุ่นของหรงจ้านเมื่อเย็นวานก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ มองออกไปเห็นอาทิตย์อัสดง มุมปากก็โค้งขึ้น "ไม่รู้ว่าพี่จ้านเป็อย่างไรบ้าง"
เสี่ยวชุ่ยขำพรืดหัวเราะออกมา เอ่ยว่า "คุณหนูใส่ใจท่านอ๋องอวี้ยิ่งนัก"
เฉียวเยว่นึกดูแล้วก็พูดกับนาง "เ้าไม่รู้อะไร การได้เห็นเขาจนตรอกต่อหน้ามันน่าสนุกเพียงใด พวกเ้าไม่เข้าใจความบันเทิงใจของข้าหรอก"
สาวน้อยจอมซกมกผู้พิชิตคุณชายรักสะอาด เฉียวเยว่นึกแล้วก็หัวเราะออกมา
"เอาล่ะ พวกเรากลับไปกินมื้อเย็นกันเถอะ เย็นนี้ไม่อยู่อ่านตำราที่นี่แล้วล่ะ ข้าอ่าน่หัวค่ำไม่ไหวจริงๆ ล้าสายตาเกินไป"
เฉียวเยว่พูดพลางเดินออกมา เห็นชิงเยว่อยู่ในสวน ก็คิดว่าจะทำเป็มองไม่เห็นเดินผ่านไป แต่อีกฝ่ายกลับเอ่ยปากเรียกนาง "เฉียวเยว่"
"มีธุระอันใดหรือ?" เฉียวเยว่มองนาง
ชิงเยว่นิ่งไปสักพักก็พยักหน้าถามว่า "พรุ่งนี้เช้าข้าอยากไปเลือกซื้อตำราที่ร้านสักสองสามเล่ม ไม่รู้ว่าเ้าพอจะมีเวลาว่างหรือไม่?"
ชิงเยว่เข้าร่วมการสอบเข้าสำนักศึกษาสตรีปีนี้ แม้ว่าจะสอบผ่าน แต่ผลการเรียนนับว่าเข้าไปได้อย่างเฉียดฉิว นาง้าศึกษาเพิ่มเติมก็สมด้วยเหตุผล แต่เฉียวเยว่ไม่นึกว่านางจะมาชักชวนตนเอง
แม้ว่านางจะไม่ชอบชิงเยว่ แต่ถึงอย่างไรก็เป็คนครอบครัวเดียวกัน ขนาดท่านหญิงฉางเล่อที่เคยปองร้ายนางยังไม่เก็บมาใส่ใจ นับประสาอันใดกับชิงเยว่ที่ไม่เคยมีหนี้แค้นต่อกันมาก่อน
เฉียวเยว่พยักหน้า "ได้ พรุ่งนี้เวลาไหนเล่า?"
"่เช้าเถอะ พวกเราออกจากจวนกันเช้าหน่อย" ชิงเยว่ยิ้มน้อยๆ
เฉียวเยว่ตอบตกลงก่อนจะจากไป ชิงเยว่เห็นเฉียวเยว่ไปแล้ว ดวงตามีประกายวาบผ่าน แล้วก้มศีรษะลง
"คุณหนูไม่ควรรับปากคุณหนูหกเลย นางเป็คนไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว ถึงท่านจะให้ความช่วยเหลือ ก็ไม่แน่ว่านางจะรู้สึกดีกับท่านหรอกเ้าค่ะ" เสี่ยวชุ่ยท้วงติง
เฉียวเยว่เข้าใจเหตุผลนี้ แต่นี่เป็เื่เล็กน้อย นางไม่เก็บมาใส่ใจอยู่แล้ว "ไม่เป็ไร ข้าไม่หวังว่านางจะขอบอกขอบใจข้าอยู่แล้วล่ะ" นางเอ่ยเสียงเบา
ทว่า... เฉียวเยว่เอียงคอ "พรุ่งนี้เป็วันที่คณะทูตซีเหลียงจะออกจากเมืองใช่หรือไม่?"
เอ่ยถึงเื่นี้ เสี่ยวชุ่ยรีบตอบทันควัน "ใช่แล้วเ้าค่ะ ได้ยินว่าเลือกออกเดินทางเที่ยงตรง ในที่สุดคนเหล่านี้ก็ไปได้เสียที รั้งอยู่นานไปเห็นแล้วมีแต่จะทำให้คนรู้สึกหงุดหงิด"
นางกดเสียงให้เบาลง "ตอนนี้ทุกคนต่างแค้นเคืองคณะทูตซีเหลียงเข้ากระดูก นอกจากพวกเขาจะเป็คนต่างแคว้น ยังทำให้ทุกคนต้องแพ้พนันจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว บ่าวรู้ ก่อนหน้านี้พวกบ่าวชายในจวนต่างก็ออกไปลงเดิมพันข้างผู้อื่น ผลปรากฏว่า... แพ้ยับเยินเลยเ้าค่ะ"
พูดตามตรง เฉียวเยว่รังเกียจเื่พรรค์นี้เป็ที่สุด
"ถึงมีคำกล่าวว่าทำสิ่งใดก็ได้แต่ไม่ใช่เล่นการพนัน บางเื่ขึ้นอยู่กับชะตาฟ้าลิขิต หาได้เรียบง่ายเช่นที่พวกเ้าเห็น ตอนแรกอาจารย์กู้ก็ถูกดึงเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยมิใช่หรือ มีคนพูดว่าเขาเปิดเผยความลับของสำนักศึกษาสตรีให้ผู้อื่นล่วงรู้ แต่ตอนนี้พวกเราชนะรวดทั้งห้าการแข่งขัน ทุกคนถึงตระหนักได้ว่าอาจารย์กู้หาใช่คนเยี่ยงนั้น"
หากพวกเขาพ่ายแพ้ เกรงว่าทุกคนก็คงจะโยนความผิดฐานทรยศแผ่นดินต้าฉีให้กับอาจารย์กู้เป็แน่แท้
เคราะห์ดีที่พวกนางชนะ จึงสามารถลบล้างข่าวลือเ่าั้ได้
เฉียวเยว่ถอนหายใจ "อันที่จริงก็คงไม่ค่อยมีใครได้เงินไปหรอกกระมัง ใครๆ ต่างก็คิดว่าพวกเราจะแพ้กันหมดเลยนี่"
"ไม่ใช่นะเ้าคะ มีคนชนะเดิมพันด้วย ข้าได้ยินว่ามีคนลงให้ต้าฉีเป็ฝ่ายชนะ แม้ว่าจะเป็เพียงส่วนน้อย แต่ก็มีคนลงให้ต้าฉีเป็ฝ่ายชนะจริงๆ" อย่าว่าแต่เสี่ยวชุ่ย แม้แต่อวิ๋นเอ๋อร์เองก็รู้เื่นี้
พูดถึงเื่นี้ เฉียวเยว่ก็มีสีหน้าสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา "ส่วนน้อยที่ว่าคงไม่ใช่หรงฉางเกอเหมาเองคนเดียวทั้งหมดกระมัง?"
สาวใช้ทั้งสองส่ายหน้า พวกนางไหนเลยจะรู้ได้
"จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปเร็วยิ่งนัก พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกปีแล้ว"
เฉียวเยว่ะโโลดเต้นไปตามทางดูไม่เหมือนดรุณีน้อยวัยสิบเอ็ดปี แต่กลับเหมือนเด็กเล็กๆ เสียมากกว่า
"์ คุณหนูยังคิดเช่นนี้ แล้วคนอายุมากกว่าอย่างพวกเราจะทำเช่นไร คุณหนู... ท่านยังเด็กอยู่นะเ้าคะ"
"หากพวกเ้าพบคนในดวงใจ ก็บอกข้า ข้าจะให้ท่านแม่จัดการให้ หลังจากนั้นพวกเ้าก็จะได้แต่งการแต่งงานออกเรือนไป" เฉียวเยว่กล่าวอย่างจริงจัง
อวิ๋นเอ๋อร์แทบสำลัก "คุณหนูอายุยังน้อยแต่คิดมากจริงๆ ท่านวางใจเถิด บ่าวยังไม่มีความคิดนี้เ้าค่ะ"
"ข้าก็เหมือนกันเ้าค่ะ" เสี่ยวชุ่ยรีบกล่าวเสริมทันที
ขณะสนทนากันพวกนางก็มาถึงเรือนสาม เฉียวเยว่จะกละน้อยทำจมูกฟุดฟิดสูดกลิ่นเข้าไปแล้ว ก็ร้องขึ้นทันที "อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ ดูเหมือนจะเป็กลิ่นปู"
นางมั่นใจเต็มเปี่ยม
ผลเป็ไปตามคาด ปูตัวใหญ่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ดวงตาของเฉียวเยว่อาบรอยยิ้มอย่างมีความสุข "ข้าชอบกิน"
รีบไปล้างมือทันที
หลังจากล้างมือกลับมา ก็เห็นฉีจือโจว นางยิ้มวิ่งเข้าไปหา "ท่านลุง ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านมา"
ฤดูกาลนี้ปูเป็ของหายาก นางอยู่เรือนหลักไม่เห็นได้กลิ่น คนซื้อต้องมิใช่บิดานางเป็แน่ หากบิดานางเป็คนซื้อ จะต้องส่งบางส่วนไปที่เรือนหลักด้วย
คนที่สามารถส่งของกินหายากมาที่เรือนของพวกเขา นอกจากท่านลุงก็มีเพียงหรงจ้าน
ตอนนี้หรงจ้านกำลังยุ่งอยู่กับการเล่นสนุกกับซีเหลียง คงไม่มีเวลามาทำเื่นี้ เช่นนั้นก็เหลือเพียงท่านลุง
"ท่านลุงมีเวลามาได้อย่างไร ่นี้งานของท่านยุ่งมากมิใช่หรือ?" เฉียวเยว่ถามอย่างจริงจัง
ฉีจือโจวอารมณ์ดียิ่ง เขายิ้มเล็กน้อย "ถึงจะยุ่ง ก็ไม่อาจให้เป็ตัวถ่วงในการใช้ชีวิต"
เฉียวเยว่พยักหน้าเห็นด้วย "ท่านลุงกล่าวถูกต้อง ไม่ควรให้สิ่งใดมาเป็ตัวถ่วงชีวิตตนเอง"
นางบีบนวดแขนของตนเอง "แต่สองวันมานี้ข้าอ่านจดหมายเหตุ จนเข้าใจความยากลำบากของการเป็ขุนนางแล้ว ต้องสะสางงานราชการทั้งวี่ทั้งวัน คอคงจะเหนื่อยล้าจนแทบหลุดอยู่แล้วกระมัง
ฉีจือโจวหัวเราะกล่าวว่า "เหตุใดเ้าถึงอ่านจดหมายเหตุ?" ดูเหมือนว่าทุกคนจะอยากรู้สาเหตุที่นางไปอ่านบันทึกจดหมายเหตุ
"ข้าอยากค้นหาดูว่ามีสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชายแดนบ้างหรือไม่ ข้าอยากรู้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่จ้านกับมู่หรงจิ่วเ้าค่ะ" เฉียวเยว่คิดแล้วตอบไปตามตรง
ฉีจือโจวหยุดเว้นจังหวะ ก่อนพูดว่า "มู่หรงจิ่วหรือ? เขาเป็พวกจิตวิปริต"
เฉียวเยว่ไตร่ตรองอย่างละเอียด ท่านลุงเอ่ยว่าจิตวิปริต หาใช่คำด่าทอ แต่เป็เพียงคำบรรยายลักษณะ เขารู้สึกว่ามู่หรงจิ่วเป็พวกจิตวิปริตจริงๆ ถึงเอ่ยเช่นนี้ มิใช่ด่าผู้อื่น
"ท่านลุงเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ" เฉียวเยว่รบเร้า
ฉีจือโจวชำเลืองมองเฉียวเยว่ปราดหนึ่ง "ข้าคิดว่าไม่จำเป็ เด็กไม่ควรรู้มากเกินไป"
เฉียวเยว่กลับโต้แย้ง "แต่ข้าเป็สาวน้อยที่มีความอยากรู้อยากเห็นชนิดที่ฆ่าแมวได้ ไม่รู้ ข้าก็รู้สึกไม่สบายใจ"
น้ำเสียงฉาดฉานเปี่ยมไปด้วยเหตุผล
ไท่ไท่สามเข้าห้องมาได้ยินนางพูดเรื่อยเปื่อยเช่นนี้ ก็กลอกตาใส่บุตรสาว "เ้าไม่มีความเกรงใจเอาเสียเลย อย่าเอ่ยแต่วาจาไร้แก่นสาร ทำตัวดีๆ ให้ข้าหน่อย"
เฉียวเยว่ถูกสั่งสอนก็เบะปาก
"ท่านแม่ดุข้าอีกแล้ว"
