‘ข้าควรดีใจหรือไม่ที่มีค่าตัวถึงสองตำลึง’
แต่ปลายนิ้วที่ป้ายเนื้อยามาทาแผลให้เขานั้น ทำให้ชายหนุ่มยอมทำตัวโง่งมเพื่อให้นางทำทายาด้วยรอยยิ้มภูมิใจในความเก่งกาจของตน นางอายุเท่าไหร่กันนะ ปีหน้าจะปักปิ่นใช่ไหม เช่นนั้นนางก็อายุสิบสี่สินะ นางเป็บุตรสาวเสนาบดีฟู่ แต่เหตุใดความเป็อยู่แร้นแค้นเช่นนี้กัน เขาที่ไม่เคยสนใจเื่ผู้อื่นกลับรู้สึกสนใจในตัวเด็กสาวผู้นี้นัก
“คุณหนู!” จางลี่ร้องเสียงหลงเมื่อเห็นฟู่เซียงเซียงก้มๆ เงยๆ ทายาให้อี้เฉิน นางรีบวางห่อผ้าที่ใส่กระดาษและหมึกวางบนโต๊ะแล้วแย่งตลับยามาถือเสียเอง
“เ้ากลับมาแล้ว วันนี้เป็อย่างไรบ้าง” ฟู่เซียงเซียงยิ้มขบขันเพราะรู้ว่าจางลี่เป็ห่วงเื่ใด
“คุณหนูไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวบุรุษนะเ้าคะ” จางลี่กระทืบเท้าเร่า ๆ ทำไมคุณหนูของนางช่างทำเื่ไม่คาดคิดเช่นนี้นะ
“แต่เขาเป็คนเจ็บของข้านะ” หากนางใส่ใจเื่เหล่านี้คงไม่เลือกศึกษาวิชาแพทย์หรอก “เ้าดูสิ าแของเขาดีขึ้นมากแล้ว อย่างนี้ท่านหมอจูจะต้องรับข้าเป็ศิษย์อย่างแน่นอน”
“คุณหนูจะเป็หมอจริงๆหรือเ้าคะ”
“ทำไมล่ะ มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าว่าการเป็หมอหญิงก็เป็อีกหนทางที่เราจะมีรายได้เลยนะ”
“แต่คุณหนูเป็สตรี...”
“เพราะเป็ผู้หญิงนะสิถึงเป็เื่ดี คนเจ็บคนป่วยที่เป็ผู้หญิงไม่กล้าเจอหมอผู้ชาย ถ้าข้าได้เป็หมอหญิง พวกนางก็ต้องยอมเสียเงินให้ข้าแน่นอน”
ชายหนุ่มฟังเสียงหัวเราะหวานใสดุจระฆังเงินด้วยดวงตาเหม่อลอย เหตุใดเขาต้องสนใจนางมากถึงเพียงนี้ หรือเพราะพิษในร่างยังขับออกไปไม่หมด เห็นที่ต้องเดินลมปราณขับพิษออกจากร่างแล้วกระมัง.
เด็กสาววัยสิบสี่สวมชุดแบบบัณฑิตหนุ่มแต่ดวงหน้าหวานสวยดูอย่างไรก็รู้ว่าเป็สตรี แม่นมหวงมองแล้วก็อดเป็ห่วงไม่ได้ ดูอย่างไรก็เป็หญิง
“วันนี้ข้าจะไปเรียนฝังเข็มกับท่านหมอจู จางลี่ช่วยเอาตำราที่ข้าคัดลอกไว้ไปส่งร้านหนังสือก็แล้วกัน”
“คุณหนูจะไปคนเดียวหรือเ้าคะ” จางลี่อดเป็ห่วงไม่ได้ “ข้าส่งหนังสือแล้วตามไปพบคุณหนูที่โรงหมอดีกว่านะเ้าคะ”
“เ้าก็ต้องหอบงานไปที่โรงหมออีกนะสิ เ้าเอากลับมาบ้านนี่แหละ” ฟู่เซียงเซียงหัวเราะเสียงใส “ข้าไปไหนมาไหนคนเดียวจนชินแล้ว เหตุใดต้องทำเป็เื่ใหญ่”
นางพึมพำแล้วหันไปหยิบกล่องใส่อุปกรณ์ของตน เป็จังหวะเดียวกับที่ทาสหนุ่มเดินเข้ามาหลังจากหาบน้ำใส่ตุ่มแล้ว
“อี้เฉิน! ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องทำงานพวกนี้ รอให้แข็งแรงกว่านี้ค่อยทำก็ได้” ฟู่เซียงเซียงพูดพลางเดินวนรอบตัวทาสหนุ่ม “ดูดีขึ้นจริงๆ แสดงว่าการรักษาของข้ายอดเยี่ยมเลยสินะ”
‘นั้นเป็เพราะข้าเดินลมปราณขับพิษออกต่างหากล่ะ’
เขาถูกเรียกด้วยชื่ออี้เฉินจนชิน ทำเพียงผงกศีรษะยอมรับคำพูดของเด็กสาวที่สูงยังไม่ถึงปลายคาง ในสายตาของเขา นางดูผอมเกินไป ตัวเล็กเกินไป ส่วนที่ควรมีก็ราบเรียบจนมองแทบไม่เห็น แต่กลับไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย
“คุณหนูจะไปโรงหมอก็ให้อี้เฉินติดตามไปด้วยสิเ้าคะ” แม่นมหวงเสนอแล้วยิ้มออกมา แม้ไม่ค่อยไว้ใจทาสหนุ่มผู้นี้ แต่ให้คุณหนูไปไหนมาไหนเพียงลำพังก็ไม่ดีนัก
ฟู่เซียงเซียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วจ้องหน้าอี้เฉิน นางเผลอกัดริมฝีปากครุ่นคิดแล้วเอ่ยถาม “เ้าหายดีแน่แล้วหรือ? ออกไปข้างนอกได้ไหม”
ทาสหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบ เขาเองก็อยากสำรวจด้านนอกเช่นกัน
“ดี เช่นนั้นเ้าไป...เอ่อ...เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” ฟู่เซียงเซียงหันไปถามแม่นมหวง “เรามีเสื้อผ้าชุดใหม่ให้อี้เฉินใช่ไหม”
“เ้าค่ะ” แม่นมตอบ “อี้เฉินรูปร่างสูงใหญ่ เสื้อผ้าสำเร็จที่ซื้อมาดูแล้วไม่พอดี ข้าเย็บให้ใหม่แล้ว จางลี่ไปเอามาให้อี้เฉินสิ”
จางลี่พยักหน้าหงึกหงักแล้วเดินลากขาเร็วๆ ไปหยิบเสื้อผ้าผู้ชายออกมาหนึ่งชุดแล้วยื่นให้อี้เฉินที่ทุกคนเข้าใจว่าเป็ใบ้ ฟู่เซียง เซียงโบกมือไล่ให้เขารีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ชายหนุ่มรับเสื้อชุดนั้นแล้วเดินผลุบหายไปด้านหลัง หลายวันมานี้ หลังจากฟื้นแล้วก็อาศัยหลับนอนที่ห้องเก็บฟืน
“คุณหนู...” จางลี่จับมือฟู่เซียงเซียง “ข้าเสร็จธุระแล้วจะรีบไปหาท่านที่โรงหมอนะเ้าคะ”
“เ้ากลับมาก็อยู่ช่วยงานกับแม่นมหวงนี่แหละ วันนี้ท่านหมอจูจะสอนข้าฝังเข็ม ข้าคงไม่ได้กลับเร็วนัก”
“ท่านหมอจูรับคุณหนูเป็ศิษย์แล้วหรือเ้าคะ” จางลี่ถามอย่างตื่นเต้น
“ข้าเฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้ ท่านหมอจูต้องรับข้าเป็ศิษย์อยู่แล้ว” ถ้อยคำของนางเรียกเสียงหัวเราะจากจางลี่และแม่นมหวง เพียงไม่ถึงครึ่งเค่ออี้เฉินก็เดินกลับมา จางลี่ถึงกับอ้าปากค้างแล้วก้มหน้าลงซ่อมแก้มที่แดงเรื่อ
“ตอนนี้ข้ามีเงินแค่ซื้อชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ เอาไว้ข้าเป็หมอที่เก่งกาจมีรายได้มากกว่านี้ จะซื้อเสื้อผ้าไหมให้ทุกคนได้ใส่กัน”
ฟู่เซียงเซียงฉีกยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าให้อี้เฉินเดินตามนางไป โดยปกติหากไม่ต้องขนสมุนไพรไปนางมักเดินไปเอง บางครั้งจางลี่ก็ไปเป็เพื่อน แต่คราวนี้มีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เดินตามหลัง นางคิดว่าอี้เฉินยังาเ็อยู่จึงเดินช้าลง ในขณะที่ทาสหนุ่มเกรงว่าตนเองจะเดินนำหน้าจึงรักษาความเร็วไม่ให้ใกล้นางเกินไปนัก
“ไม่ต้องกลัวนะ ท่านหมอจูใจดีมาก” ฟู่เซียงเซียงในชุดเด็กหนุ่มหันมาคุยกับอี้เฉิน “เ้าลองดูก่อนก็ได้ ถ้าอยากทำงานที่โรงหมอกับท่านหมอจู ข้าจะช่วยพูดให้ท่านหมอจูรับเ้าไว้”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วเป็เชิงถาม ยังไม่ทันจะอ้าปากส่งเสียง เด็กสาวก็ชิงพูดขึ้นก่อน
“แต่ถ้าเ้ามีที่ที่อยากไป หรือมีครอบครัวที่้ากลับไปหา ข้าก็ไม่ห้ามเช่นกัน” นางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แต่ถ้าเ้าจะไป อย่างไรก็รอให้าแหายดีเสียก่อน ถึงร่างกายเ้าจะฟื้นฟูได้รวดเร็วแต่าแก็ยังไม่สมานกัน หากเคลื่อนไหวมากก็อาจปริแตกได้อีก อย่างไรก็ทนอีกสักหน่อยเถอะนะ”
ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจที่ได้ยินนางพูดเช่นนั้น บางครางนางก็ไม่เหมือนเด็กอายุสิบสี่เอาเสียเลย บางครั้งนางก็ไร้เดียงสาราวเด็กน้อย เขาได้แต่เดินตามนางไปเงียบๆ จนถึงโรงหมอแห่งหนึ่ง ดูท่าทางนางมาที่นี่เป็ประจำจึงคุ้นเคยกับทุกคนดี เพียงแค่สายตาของผู้อื่นที่มองมาทางเขาไม่สู้ดีนัก ซึ่งเขาชาชินกับสายตาเช่นนี้แล้ว
“มาแล้วหรือเซียงเซียง” ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบใบหน้าดูอ่อนโยนเปี่ยมเมตตาเอ่ยกับเด็กสาวด้วยรอยยิ้มพลางปรายตามองผู้ติดตาม “นี่นะหรือเ้าก้อนเงินสองตำลึงของเ้า”
“พี่ลี่เฉี่ยวอย่าล้อคนของข้าสิ” ฟู่เซียงเซียงขึงตาใส่แต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะร่วนไม่ได้ใส่ใจกับท่าทางของนาง
“เรียกข้าศิษย์พี่ได้แล้ว”
“จริงด้วย! คารวะศิษย์พี่!”
“ใครรับเ้าเป็ศิษย์กัน” เสียงหมอจูซีห่าวดังก่อนที่เ้าของโรงหมอจะเดินมาถึง ในมือถือพัดด้ามหนึ่ง พอเห็นหน้าทะเล้นของว่าที่ลูกศิษย์คนใหม่ก็อดส่ายหน้าไม่ได้ “ยกน้ำชา”
“เ้าค่ะ อาจารย์!”
แม้ฐานะการเงินไม่ดีนัก แต่ฟู่เซียงเซียงเตรียมใบชาชั้นเลิศไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ นางรีบร้อนจะไปชงชา แต่เสื้อที่สวมไม่พอดีตัวนัก นางเกือบสะดุดล้มหน้าคะมำ ทว่ามือใหญ่ของอี้เฉินคว้าเอวนางไว้ได้ทัน ฟู่เซียงเซียงเป่าปากโล่งอก เมื่อยืนได้มั่นคงแล้วก็หันมายิ้มให้แล้วเดินเร็วๆ หายไปเตรียมน้ำชา
แม้มุมปากจะยกยิ้มแต่สายของลี่เฉี่ยวไม่ค่อยพอใจนัก จึงอดตำหนิไม่ได้
“เ้าเป็ทาส และนางก็เป็หญิง คราวหน้าคราวหลังอย่างทำเช่นนี้อีก”
‘แล้วจะปล่อยให้นางล้มหน้าคว่ำไปหรือไร?’
