เป็เวลาสามปีแล้วที่ อี้เหวิน ใช้ชีวิตสองด้าน กลางวันเป็ลูกศิษย์แพทย์ที่อ่อนน้อม กลางคืนเป็ผู้ฝึกวรยุทธ์ที่มุ่งมั่น การฝึกของเขานั้นเข้มข้น แต่ก็เป็ไปด้วยความโดดเดี่ยว
แสงจันทร์สาดลงบนใบไม้ที่สั่นไหว ลมหนาวพัดผ่านเนินเขาอย่างไม่ปรานี ร่างของอี้เหวินยืนอยู่กลางลานหินเปลือยเปล่า เหงื่อไหลอาบใบหน้า แม้จะเป็กลางคืน แต่ร่างเขาร้อนระอุจากการฝึกฝนอย่างหนัก
กวนจิง ยืนอยู่บนโขดหินสูง ดวงตาเ็าเหมือนเหล็กกล้า ส่วนอี้เหวิน นั่งสมาธิบนขอบหน้าผา ท่ามกลางลมกรรโชกแรง พัดจนแทบจะพัดร่างเขาตกลงไป อี้เหวินควบคุมลมปราณ ให้มั่นคงและไม่ถูกลมพัดพาไป แม้กระแสลมจะรุนแรง แต่ร่างเขาก็นิ่งสนิทราวราวกับเป็ส่วนหนึ่งของหินผา
ทุกลมหายใจคือการต่อสู้กับความกลัว ทุกการควบคุมปราณคือการย้ำเตือนว่าเขายังมีชีวิตอยู่เพื่อชำระแค้น
อยู่มาคืนหนึ่ง กลางป่ามืด กวนจิงโจมตีอี้เหวินด้วยไม้เรียวยาวที่เคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับเงา ไม่มีเสียงเตือน ไม่มีท่าทางบอกกล่าวล่วงหน้า อี้เหวิน ต้องใช้สัญชาตญาณในการหลบหลีกการโจมตีที่รวดเร็วและไร้ทิศทางของ อาจารย์กวนจิง
“เคลื่อนไหวให้เร็วขึ้นอีก ช้าแบบนี้ ก็อย่าหวังว่าจะรอดจากลูกน้องของ หว่านเหยียนจงได้!” กวนจิงะโ
ร่างของอี้เหวินเต็มไปด้วยรอยฟาด รอยขีดข่วน และเืซึมตามแขนขา แต่เขาไม่ร้อง ไม่บ่น ไม่แม้แต่จะถอนหายใจ เขาเพียงแค่ลุกขึ้น…และฝึกต่อ
เมื่อร่างกายแทบจะพังทลาย อี้เหวินใช้ความรู้ด้านการแพทย์ที่เรียนจาก หมอหง เพื่อนของพ่อแท้ๆ ที่กวนไห่ฝากฝังไว้เพื่อให้ฝีกวิชาการแพทย์ รักษาตัวเองที่บอบช้ำจากการฝึกฝน เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาฝึกต่อได้หนักกว่าเดิม
แม้ร่างกายจะบอบช้ำ แต่หัวใจจะไม่ยอมแพ้
คืนหนึ่ง กวนจิงโยนคัมภีร์เล่มเล็กที่ซีดจางไปให้
“นี่คือคัมภีร์กระบี่แสงจันทรา (Yuè Huī Jiàn Pǔ - 月輝劍譜) …วิชาที่ข้าฝึกเพื่อเอาชีวิตรอดจากการตามล่า” กวนจิงพูดขึ้น
อี้เหวินรับคัมภีร์ด้วยความตื่นเต้น
กวนจิงพูดต่อ “วิชากระบี่แสงจันทรานี้ เป็วิชากระบี่ที่เน้น ความพลิ้วไหวและความสงบ ใช้การเคลื่อนไหวอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความรุนแรง กระบวนท่าถูกเปรียบกับ แสงจันทร์ อ่อนโยนแต่สามารถเฉือนความมืดได้อย่างเฉียบคม”
“จุดเด่นคือการใช้พลังปราณผสานกับจังหวะการเคลื่อนไหว ทำให้กระบี่ดูราวกับหายไปในความมืด ก่อนจะปรากฏขึ้นพร้อมแสงสว่างที่คมกริบ”
อี้เหวินก้มลงเปิดคัมภีร์เล่มเล็กนั้นด้วยมือที่ยังสั่นไหวเล็กน้อย ดวงตาเปล่งประกายด้วยความยินดีและตื่นเต้น เมื่อสายตาเขาัักับอักษรโบราณที่จารึกไว้บนหน้ากระดาษซีดจาง ราวกับแสงจันทร์ส่องประกายออกมาจากลายเส้นนั้นเอง
ทุกตัวอักษรและลายเส้นกระบวนท่าดูมีชีวิต ราวกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในสายตาเขา เสียงลมที่พัดผ่านเบา ๆ ทำให้หน้ากระดาษสั่นไหว คล้ายกับว่าคัมภีร์กำลังหายใจไปพร้อมกับเขา ความรู้สึกอันลึกล้ำแทรกซึมเข้าสู่ใจของอี้เหวิน ทั้งความหวัง ความกล้า และไฟแห่งการแก้แค้นที่ยิ่งทวีความร้อนแรง
กวนจิงหันหลังให้ พลันเอ่ยเพียงสั้น ๆ ก่อนก้าวเดินหายไปในความมืด “จงฝึกมันให้ดี”
ในห้วงขณะนั้น อี้เหวินรู้สึกได้ว่าเส้นทางชีวิตของตนกำลังเปลี่ยนไป คัมภีร์เล่มนี้ไม่ใช่เพียงตำราวิชา แต่เป็กุญแจที่จะเปิดประตูสู่ชะตากรรมใหม่ของเขาในยุทธภพ
