เล่มที่ 3 บทที่ 83 แร่จิงซ่า
“ไม่ใช่เ้าคนเดียวที่รู้เคล็ดวิชาหลอมปราณโลหะให้เป็ปราณกระบี่เสียหน่อย…” เมื่อพูดจบ นักพรตเฒ่าก็ตีหน้าขรึมขึ้นมา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน
“เคล็ดวิชาเช่นนี้แม้จะมีพลังรุนแรงมาก แต่สุดท้ายมันก็เป็เพียงของนอกกายเท่านั้น…”
“ศิษย์เข้าใจดี” หลินเฟยหัวเราะกับท่าทีการสั่งสอนของตาเฒ่าซึ่งนานทีจะได้เห็นสักครั้ง คิดไม่ถึงเลยว่าโลกนี้ยังมีวิชาอื่นที่ต้องฝึกฝนโดยใช้ปราณโลหะ นอกเหนือจากเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียน…
“ในอดีตตอนที่อาจารย์ปู่เ้ากลับจากหุบเขากระบี่ ได้เคยบอกไว้ว่า ในคืนวันหนึ่ง ท่านได้เห็นดาวตกพุ่งหล่นจากฟ้า หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเปลวไฟลุกโชน แร่จิงซ่ากลายเป็พายุ พัดโหมทำลายทุกอย่างในรัศมีพันลี้ให้ราบเป็หน้ากลอง พอรู้ข่าว อาจารย์ปู่เ้าก็เร่งเดินทางไปทันที ทว่าเมื่อไปถึงก็เห็นลำแสงสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นมา จึงรีบตามเข้าไปดู เขาไล่ตามถึงสามวันสามคืน ในที่สุดก็ไล่ตามลำแสงนั่นทัน…”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?” หลังจากได้ยินว่าแร่จิงซ่ากลายเป็พายุ หลินเฟยก็รู้ทันทีว่าตาเฒ่าไม่ได้โกหก…
ทั่วทั้งเป่ยจิ้งต่างก็รู้ว่าที่สำนักเวิ่นเจี้ยน มีชิ้นส่วนของพิภพอยู่ และมันมีชื่อว่าหุบเขากระบี่นั่นเอง
ตำนานบันทึกไว้ว่ามันเกิดจากกระบี่โบราณเซียนเทียนที่ร่วงลงมาจากฟ้า
ทว่ามันก็เป็เพียงตำนานเท่านั้น…
เพราะมันผ่านมานานมากแล้ว ความจริงเป็อย่างไรนั้น ไม่มีใครรู้ได้
แม้แต่ตาเฒ่าที่เป็ถึงผู้าุโของสำนัก ก็รู้เพียงว่าสองถึงสามหมื่นปีก่อน ได้มีการค้นพบสถานที่ที่เกิดจากชิ้นส่วนพิภพภายในสำนักเวิ่นเจี้ยน สถานที่แห่งนั้นมีขนาดประมาณหนึ่งในสามของเป่ยจิ้ง ที่จุดศูนย์กลางมีหุบเขาสูงเสียดฟ้า มีหมอกแร่จิงซ่าปกคลุมตลอดทั้งปี หากคนธรรมดาล่วงล้ำเข้าไปแล้วล่ะก็ แค่พริบตาเดียวร่างทั้งร่างก็สามารถแตกสลายหายไปได้เลย แม้เป็ผู้บำเพ็ญขั้นจู้จีหรือย่างหยวน ก็ยังยากที่จะรับมือได้
ยังดีที่หมอกแร่จิงซ่านี้มีท่าทีราวกับหลับใหล สองถึงสามหมื่นปีที่ผ่านมา มีน้อยครั้งที่จะเกิดเป็พายุหมุนขึ้น ดังนั้นสำนักเวิ่นเจี้ยนเลยอนุญาตให้ศิษย์ในสำนักได้เข้าไปเสี่ยงโชค
หุบเขากระบี่นั้นมีเื่ลี้ลับมากมาย…
สองถึงสามหมื่นปีที่ผ่านมานี้ มีศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่างก็เคยเจอเหตุการณ์พิสดารมามากมาย…
บางคนก็ได้ศาสตราวุธกลับมา บางคนก็ได้เคล็ดวิชากลับมา บางคนก็ได้สมุนไพรล้ำค่ากลับมา…
บางครั้งขนาดได้คนเป็ๆกลับมาด้วยซ้ำ!
ว่ากันว่าหลัวอวี้เจินที่ได้ตำแหน่งศิษย์สายตรงในอดีต เคยอยู่ที่หุบเขากระบี่ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ตอนออกมาเขามีสภาพเืท่วมตัว กายอู๋จินที่มีอยู่ ยังถูกผลกระทบจากแร่จิงซ่า ทำให้เปลี่ยนไปเป็กายจิงซ่าด้วยซ้ำ เื่นี้สร้างความแตกตื่นไปทั่วทั้งสำนัก มีศิษย์สายในมากมายอยากชนะการประลองเพื่อจะได้เข้าเป็ศิษย์สายตรง แบบนั้นก็จะได้มีโอกาสเข้าไปเสี่ยงโชคที่หุบเขากระบี่อีกด้วย…
ภายหลังได้มีศิษย์จำนวนมากสามารถเข้าไปได้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดโชคดีอย่างหลัวอวี้เจินเลย…
ไม่ว่าอย่างไร หุบเขากระบี่ก็ถือว่าเป็สถานที่ที่น่าเข้าไปเสี่ยงโชคแห่งหนึ่งของสำนักเวิ่นเจี้ยนเลยก็ว่าได้…
ถึงแม้หลินเฟยจะไม่เคยไป แต่เขากลับรู้จักแม่เหล็กจิงซ่าเป็อย่างดี
เพราะในชาติที่แล้ว หลินเฟยก็เคยคิดจะใช้แร่จิงซ่ามาฟื้นฟูร่างกาย…
ตอนที่ได้ยินตาเฒ่าพูดว่าดาวตกพุ่งลงมาจนทำให้เกิดพายุหมุน จึงรู้ทันทีว่าเป็ความจริง เพราะอย่างน้อยๆ สิ่งที่ตกลงมาได้จะต้องเป็แร่โฮ่วเทียนขั้นสี่
แร่โฮ่วเทียนขั้นสี่มีมนต์สะกดโฮ่วเทียนอยู่ จึงแฝงไปด้วยไอิญญา เมื่อตกลงมาที่หุบเขากระบี่ ก็จะทำให้เกิดแร่จิงซ่า และทำให้เกิดพายุหมุนขึ้นมานั่นเอง
“จากนั้นก็…” ระหว่างนักพรตเฒ่าลูบเคราตัวเองอยู่ สายตาเอาแต่มองหลินเฟยสลับขึ้นสลับลง แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะเล่าต่อ…
หลินเฟยรู้ได้ทันทีว่าตาเฒ่าคิดอะไร จึงแค่นหัวเราะออกมาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นะเื
“หนึ่งในสามเท่านั้นนะ ไม่ให้มากกว่านี้แล้ว”
“ตกลง!” นักพรตเฒ่าดีใจขึ้นมาทันที ตอนแรกคิดแค่ว่าไถหินิญญามาร้อยกว่าก้อนก็เพียงพอแล้ว กลับคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้มากกว่าที่คิดไว้ จึงไม่คิดปิดบังและตัดสินใจเล่าออกมาจนหมด
“ตอนนั้นอาจารย์ปู่ของเ้าไล่ตามเข้าไปที่ส่วนลึกของหุบเขากระบี่ แต่ไม่ได้บอกว่าหรอกว่าอยู่ที่จุดไหน เพียงเล่าว่าตกลงไปในทะเลสาบ ตอนที่ข้าได้เลื่อนเป็ศิษย์สายตรง ก็เคยเข้าไปค้นหาเช่นกัน แต่กลับไม่เจอทะเลสาบอย่างที่ว่าไว้ หากเ้ามีวาสนาพอ จะลองไปเสี่ยงโชคดูก็ได้นะ…”
“ทะเลสาบ?”
“อาจารย์ปู่เ้าเคยบอกว่าเป็ทะเลสาบที่ลึกมาก หลังจากดาวตกพุ่งลงไป มันก็ไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย…”
“ดี หากหาเจอ หลังจากนี้ทุกเดือนข้าจะแบ่งหินิญญาหนึ่งในสามให้…”
“หา?” นักพรตเฒ่าชะงักไปนานก่อนจะค่อยๆเอ่ยเสริมออกมา
“ถ้าไม่เจอจริงๆ อย่างน้อยก็แบ่งให้สักเล็กน้อยก็ยังดี อาจารย์เลี้ยงดูเ้ามาหลายปี ถือว่ามีคุณความดีอยู่บ้างถูกหรือไม่…”
“…”
นักพรตเฒ่ายังไม่ละความพยายามที่จะชวนหลินเฟยคุย เพราะเขา้ารีดไถหินิญญาอีกสักสองถึงสามก้อน โดยใช้เื่หุบเขากระบี่มาหลอกล่อ แต่หลินเฟยยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่น สุดท้ายแผนการของตาเฒ่าจึงล่มไปไม่เป็ท่า
“สุดท้ายก็เสียงแรงเปล่ามาหลายปี…” นักพรตเฒ่าพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ อยู่ดีๆก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
“จริงสิ ตอนนี้เ้าได้เลื่อนเป็ศิษย์สายตรงแล้ว แต่การจะเข้าหุบเขากระบี่ได้นั้น จะต้องมีขั้นบำเพ็ญมิ่งหุนขึ้นไป สถานที่นั้นปกคลุมไปด้วยแร่จิงซ่าตลอดทั้งปี ผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนจึงไม่อาจรับมือไม่ได้…”
“ศิษย์ทราบแล้ว”
หลังจากกล่าวลา หลินเฟยก็ไม่ได้กลับห้องพักตัวเองอีก เขากลับมุ่งไปทางหุบเขาหมัวเจี้ยนแทน
“มาหาข้ามีเื่อะไร?” อู๋เย่วยังคงเหมือนเดิม เขากำลังนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ เมื่อเห็นหลินเฟยเดินเข้ามา ก็ทำเพียงเหลือบตามอง ดูไม่สนใจเท่าไรนัก…
หลินเฟยรู้จักนิสัยอาจารย์อาคนนี้ดี ดังนั้นเมื่อเข้ามาก็เอ่ยจุดประสงค์ทันที
“ข้า้าไปหุบเขากระบี่ตอนนี้”
“หื้อ?” พอได้ยินอู๋เย่วก็ตาเบิกโพลงขึ้นมาทันที ก่อนจะดีดตัวเองขึ้นมาจากเก้าอี้ เขาเอาแต่จดจ้องหลินเฟยอย่างไม่วางตา จึงเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจออกมา
“การประลองครั้งสุดท้าย ทำสมองเ้าฟั่นเฟือนขึ้นมาหรือ?”
“…” หลินเฟยลูบจมูกอย่างขวยเขิน ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“ไม่น่าจะใช่หรอก…”
“ในเมื่อสมองยังปกติดี แต่เกิดบอกว่าอยากไปหุบเขากระบี่เนี่ยนะ?” อู๋เย่วแค่นหัวเราะเ็า
“อาจารย์เ้าไม่ได้บอกหรืออย่างไร ว่าที่หุบเขากระบี่มีแร่จิงซ่าอยู่ สิ่งนั้นร้ายกาจกว่าจุดชีพจรไฟโลกันตร์ที่หุบเขาหมัวเจี้ยนมากนัก สภาพเ้าในตอนนี้ เข้าไปได้ไม่ถึงครึ่งวัน เกรงว่าร่างจะได้แตกสลายไปเสียก่อน…”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
