เล่มที่ 2 บทที่ 50 สุดท้ายก็รอดมาได้
พลังของปราณกระบี่สองสายยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานก็บรรลุขั้นย่างหยวนสำเร็จ ถือได้ว่ามาถึงระดับที่ควรจะมีเสียที ทุกขั้นตอนเกิดขึ้นอย่างราบรื่น ไม่มีสะดุด ทว่าหลังจากบรรลุย่างหยวนแล้วก็กลับไม่มีทีท่าจะหยุดเพียงเท่านั้น เพราะพลังปราณสีทองที่ไหลท่วมท้นเข้ามาไม่ขาดสายนั้น ทำให้บรรลุย่างหยวนไปอีกถึงเก้าขั้น กลายเป็ขั้นย่างหยวนระดับกลางอย่างเต็มตัว…
“สุดยอด…” ปราณกระบี่สองสายที่พัฒนาอย่างรวดเร็วนั้น ทำให้หลินเฟยรู้สึกดีใจพร้อมๆกับประหลาดใจไปด้วย
เพราะมันรวดเร็วเกินไปจนน่ากังวล…
เร็วจนหลินเฟยควบคุมไว้ไม่อยู่
หลินเฟยใช้จังหวะตอนที่เถี่ยกานยังข่มปราณโลหะเ่าั้รีบโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนเต็มพิกัดอีกครั้ง เพื่อให้ปราณกระบี่ทั้งสองสายสงบลง แต่ด้วยปราณโลหะที่มีมหาศาลนั้น เพียงชั่วยามเดียวก็สามารถทำให้พลังปราณพุ่งขึ้นทะลุถึงขีดจำกัดอีกครั้ง บัดนี้ปราณกระบี่ทั้งสองจึงถือว่าพัฒนาได้อย่างเต็มรูปแบบ…
กลายเป็ย่างหยวนขั้นกลางอย่างแท้จริง…
ในตอนนี้ บนหน้าผากของหลินเฟยเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นมา หากตอนนี้ปราณกระบี่ทั้งสองสายทะลุย่างหยวนระดับสูงขึ้นมาล่ะก็ ก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย เพราะยังไม่เคยมีผู้ใดเคยฝึกฝนวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนนี้มาก่อน ต่อให้เป็หลินเฟยที่มีชีวิตมาถึงสองชาติสองภพก็ตาม ยังทำได้แค่โยนหินถามทางเท่านั้น ตลอดทางก็ถือว่าเสี่ยงอันตรายมามาก ไม่ใช่เื่ง่ายเลยกว่าจะมีปราณกระบี่สองสายที่ก่อเป็รากฐานของเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนนี้ได้
บัดนี้ปราณกระบี่ทั้งสองกลับกำลังจะแยกออกจากร่างไป
หลินเฟยรู้ดีว่าหากปราณกระบี่ทั้งสองมีพลังทะลุขั้นมิ่งหุนเมื่อใด นั่นแปลว่ารากฐานที่หลินเฟยอุตส่าห์สร้างมา จะแตกสลายไปทันที แน่นอนว่าหนีไม่พ้นจุดจบอย่างความตายที่กำลังรอเขาอยู่ตรงหน้า…
ทว่าตอนนี้หลินเฟยกลับไม่อาจยั้งมือได้อีก เพราะเมื่อใดที่หยุดโคจรวิชาหมื่นกระบี่จูเทียน ปราณโลหะสีทองมากมายก็จะถาโถมเข้ามากลืนกินหลินเฟยจนหมดสิ้นในทันที…
นอกเสียจากจะหาที่ปลดปล่อยปราณโลหะพวกนี้…
‘จริงด้วย ต้องปลดปล่อย!’
ชั่วขณะกำลังดิ้นรนจากปราณโลหะ หลินเฟยก็พลันนึกถึงจุดชีพจรไฟโลกันตร์ขึ้นมา กระทั่งมีความคิดบางอย่างผ่านเข้ามาในหัว
“ลองดูสักตั้งละกัน!”
หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ หลินเฟยก็กัดฟันตัดสินใจ ‘มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่เสี่ยงก็คงจะไม่ได้แล้วล่ะ…’
“อาจารย์อา ข้ามีบางอย่างจะให้ท่านช่วย…” เมื่อสิ้นคำขอ หลินเฟยก็หยุดโคจรวิชาหมื่นกระบี่จูเทียน ปล่อยให้ปราณโลหะมากมายโถมเข้ามายังร่างของเขา…
ปราณโลหะมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของหลินเฟยราวกับเขื่อนแตก ชั่วขณะนั้นหลินเฟยรู้สึกอึดอัดเหมือนร่างกายกำลังจะะเิออก
ปราณกระบี่ทั้งสองสายมีพลังขั้นย่างหยวนระดับสูงแล้ว ภายใต้ปราณโลหะที่หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด จึงทำให้พลังของพวกมันพัฒนาตามไปด้วย
พลังปราณในร่างของหลินเฟยถูกใช้ไปเพียงแค่หนึ่งในสามเท่านั้น จึงมีที่ว่างสำหรับปราณโลหะสีทองมากมายโถมเข้ามาไม่หยุด จนตอนนี้พลังปราณในตัวหลินเฟยสูงจนอยู่ในระดับที่น่าใไปเสียแล้ว…
พลังปราณสีทองที่ไม่อาจควบคุมได้ กำลังเดือดพลุ่งพล่านภายในร่างกายของเขา ทำให้หลินเฟยรู้สึกเ็ปราวกับร่างทั้งร่างกำลังถูกฉีกออกเป็ชิ้นๆ หยาดเหงื่อผุดพรายทั่วทั้งใบหน้าและแผ่นหลัง หลินเฟยกำหมัดแน่น จนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ…
ทว่าหลินเฟยกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย…
พลังของปราณกระบี่ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆะเิออกมาอย่างฉับพลัน ัสีขาวและัสีทองโอบพันรอบตัวหลินเฟย และขณะที่หลินเฟยโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนนั้น ก็พลางเพรียกหาเปลวไฟใต้พิภพอยู่ในใจ เพราะตอนนี้ในบริเวณที่หลินเฟยยืนอยู่ ห่างจากจุดชีพจรไฟโลกันตร์นิดเดียวเท่านั้น ทันใดนั้นเองเปลวไฟในใจของหลินเฟยก็ชักนำเปลวไฟใต้พิภพกระทั่งเกิดปะทุขึ้นมา ชสรรพสิ่งรอบตัวล้วนลุกเป็ไฟในทันที…
“หื้อ?” คราวนี้แม้แต่อู๋เย่วที่อยู่ด้านข้างยังอดขมวดคิ้วตึงเครียดขึ้นมาไม่ได้ แม้ผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันจะไม่เกรงกลัวต่อเปลวไฟใต้พิภพ แต่หากอยู่นานๆเข้าก็อาจจะาเ็ได้เช่นกัน
อู๋เย่วเองก็เป็ถึงผู้บำเพ็ญขั้นจิงตัน หลังจากขมวดคิ้วชั่วครู่ เขาก็บงการปราณกระบี่ของเถี่ยกานให้พวยพุ่งออกมา ก่อนจะสะบั้นลงไปที่ทะเลเพลิงด้านหน้า
“เ้าหนุ่มนี่คิดจะทำอะไร?” หลังจากสะบั้นเปลวเพลิงด้านหน้าจนดับมอดแล้ว อู๋เย่วก็หยุดการกระทำทุกอย่างลง ทำเพียงมองหลินเฟยที่กำลังดูดเปลวไฟใต้พิภพเข้าตัวอย่างประหลาดใจ
ด้วยประสบการณ์ของอู๋เย่วนั้น มีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าหลินเฟยกำลังเจอปัญหาเข้าแล้ว ปราณโลหะมากมายขนาดนั้นสามารถกลืนกินหลินเฟยได้ทั้งตัวเลยทีเดียว ต่อให้เป็เขาก็ย่อมไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปช่วยได้ ไม่ใช่แค่ปราณโลหะเท่านั้น เ้าหนุ่มนี่ยังเรียกเปลวไฟใต้พิภพมากอีกด้วย คิดจะทำอะไรกันแน่?
เวลานี้ต่อให่อู๋เย่วคิดจะช่วยก็ไม่ทันเสียแล้ว ปราณโลหะเมื่อรวมเข้ากับเปลวไฟนั้น ต่อให้อู๋เย่วใช้กำลังเข้าข่มอย่างไร เกรงว่าผลที่ตามมานั้นจะทำให้ผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนเช่นหลินเฟยไม่อาจต้านทานได้อีก…
อู๋เย่วจึงทำได้แค่เฝ้าดูอยู่เฉยๆเท่านั้น…
สายตาของเขาได้แต่มองไปยังปราณโลหะสีทองรวมเข้าเปลวไฟใต้พิภพ จากนั้นค่อยๆกลืนกินหลินเฟยลงไป…
หลินเฟยกำลังถูกโอบล้อมไปด้วยปราณโลหะและเปลวไฟ ถึงแม้จะมีปราณกระบี่สองสายคุ้มกาย แต่มันก็เกินกว่าร่างกายจะรับไหว นอกจากนี้ยังไม่สามารถโคจรเคล็ดหมื่นกระบี่จูเทียนได้อีก เขาทำได้เพียงปล่อยให้มันโคจรด้วยตัวเองท่ามกลางปราณโลหะและเปลวไฟ แน่นอนว่าในตอนนี้หลินเฟยกำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานที่โหดร้ายที่สุด…
เขารู้สึกเจ็บเจียนตายไปทั่วทุกส่วนในร่างกาย ทุกวินาทียาวนานราวกับเวลาชั่วกัลป์…
สุดท้ายหลินเฟยรู้สึกราวกับได้ยินเสียงะเิก้องขึ้นมาในสมอง ก่อนภาพตรงหน้าจะดำมืดไปพร้อมกับสติที่ดับวูบลง…
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่เขาััได้ก็คือไอร้อนที่แพร่กระจายในอากาศ สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของเขาคือผาหินที่เรียบเนียน ขณะเดียวกันร่างกายก็ััได้ถึงความเย็นสบายราวกับทิ้งตัวนอนอยู่บนแท่นหิน
พอปรับสายตาได้ชัดเจน จึงรู้ว่าตนเองไม่ได้อยู่ใต้หุบเขาหมัวเจี้ยนเช่นเดิม แต่ในตอนนี้กลับขึ้นมาอยู่ที่ลานน้อยๆแห่งหนึ่ง
เขากำลังนอนอยู่บนแท่นหินสีฟ้าครามที่ปล่อยกระแสไอเย็นอย่างไม่ขาดสาย สิ่งนี้เป็เครื่องเรือนที่หุบเขาหมัวเจี้ยนมีไว้สำหรับปรมาจารย์หลอมอาวุธทุกคน เตียงหินนี้ทำมาจากหินเย็นที่ได้มาจากสุดเขตแดนเหนืออันหนาวเหน็บ มันสามารถดับไอร้อน ขจัดธาตุไฟที่เข้าแทรก แถมยังช่วยให้จิตใจสงบลงอีกด้วย…
พอลุกขึ้นนั่ง จึงเห็นอู๋เย่วที่มีสีหน้าย่ำแย่อยู่ไม่ไกล…
เมื่ออู๋เย่วเห็นหลินเฟยฟื้นขึ้นมา สีหน้ากลับแย่หนักลงไปกว่าเดิม
“เพราะเื่ที่เกิดขึ้น ทำให้หุบเขาหมัวเจี้ยนไม่อาจเกิดแร่เสวียนเถี่ยได้อีกภายใน่หนึ่งปีนี้”
“…” ได้ยินเช่นนั้นหลินเฟยก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที คราวนี้เขาคงกินมากเกินไป ถึงแม้จะเป็จุดชีพจรเสวียนเถี่ย ที่ได้ชื่อว่ามีแร่เสวียนเถี่ยที่ไม่มีวันหมด แต่เขากลับกินเข้าไปจนะเืรากฐาน…
“ช่างเถอะ เอาเป็ว่าข้าจะไม่ถามและไม่คิดจะอยากรู้หรอกว่าเื่นี้มันเป็มาอย่างไร ฉะนั้นก็ถือว่าหุบเขาหมัวเจี้ยนสงเคราะห์ให้แล้วละกัน…”
“สงเคราะห์?” หลินเฟยกะพริบตาปริบๆอย่างแปลกใจ ถึงแม้พลังของปราณกระบี่สองสายจะบรรลุย่างหยวนขั้นสูง แต่สำหรับผู้บำเพ็ญจิงตันแล้ว เื่แค่นี้ก็นับว่าเป็การสงเคราะห์เชียวหรือ?
‘หรือว่ายังมีเื่ที่เขาไม่รู้อีก?’
พอคิดได้ดังนั้นหลินเฟยก็ลองโคจรพลังปราณเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจ
“เป็ไปได้อย่างไร!”
เริ่มโคจรพลังไปได้ไม่นาน หลินเฟยก็อดที่จะอุทานใออกมาไม่ได้
‘นี่สินะที่บอกว่าสงเคราะห์ให้…’
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
