“พี่จ๋า แม่จะกลับมาไหม?” สวี่เจียหยางหมอบฟุบลงบนผ้าห่มพลางคว้าแขนสวี่ชิงเจียเอาไว้ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอู้อี้
เ้าตัวเล็กที่ก่อนหน้านี้ยังหัวเราะร่าเริงอยู่ดีๆ กลับเปลี่ยนสีหน้ากะทันหันจนสวี่ชิงเจียตั้งตัวไม่ติด เมื่อเห็นดวงตากลมโตเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า เธอก็รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่ลำคอ
“พวกเขายังบอกอีกว่า แม่ไม่้าเราแล้ว” สวี่เจียหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สะอึกสะอื้นพลางมองพี่สาวด้วยสายตาที่น่าเวทนา
ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใด ดวงตาของสวี่ชิงเจียพลันรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาเช่นกัน เธอดึงตัวสวี่เจียหยางเข้ามาโอบกอดพลางปลอบโยนเสียงเบา “จะเป็ไปได้ยังไงกัน หยางหยางน่ารักขนาดนี้ แม่จะตัดใจทิ้งลูกลงได้ยังไง!”
“นั่นสิ” สวี่เซี่ยงหัวที่ได้ยินเสียงลูกชายร้องไห้รีบดับบุหรี่แล้วผลักประตูเข้ามาทันที “พ่อเคยบอกลูกว่ายังไง แม่แค่ล่วงหน้าไปก่อน พอแม่ตั้งหลักได้มั่นคงแล้วก็จะมารับพวกเราไปอยู่ด้วย”
ลูกชายเพิ่งจะห้าขวบ พูดด้วยเหตุผลไปก็เปล่าประโยชน์ สวี่เซี่ยงหัวจึงทำได้เพียงเกลี้ยกล่อม “คราวหน้าถ้าใครมาพูดเื่แม่ทิ้งไม่ทิ้งอีก ลูกก็ชกมันไปเลย ถ้าชกไม่ไหวก็ไปหาพี่ชายให้มาช่วย”
สวี่ชิงเจียเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง มีที่ไหนสอนลูกแบบนี้กัน
ทว่าสวี่เจียหยางกลับหยุดร้องไห้เปลี่ยนเป็ยิ้มร่าในพริบตา ทั้งยังพยักหน้าตอบรับอย่างจริงจัง
หลังจากปลอบลูกชายเสร็จ สวี่เซี่ยงหัวก็หันมามองสวี่ชิงเจีย ลูกสาวของเขาป่วยมาสองวันแล้ว ใบหน้าจึงดูซีดเซียวจนน่าสงสารจับใจ เมื่อนึกถึงภาพวันนั้นที่ลูกสาวร้องห่มร้องไห้วิ่งไล่ตามหลังรถลาไป สวี่เซี่ยงหัวก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอุดตันอยู่ในลำคอ
สวี่เจียหยางนั้นหลอกล่อง่าย แต่สวี่ชิงเจียอายุสิบขวบแล้ว เธอรู้ความนานแล้ว สวี่เซี่ยงหัวเพิ่งกลับมาจากสถานีรถไฟ จึงยังไม่มีโอกาสได้เปิดอกคุยกับเธออย่างจริงจัง
ครั้นพอสบเข้ากับดวงตาที่ใสกระจ่างของเธอ สวี่เซี่ยงหัวก็พลันไม่รู้จะเริ่มต้นพูดอย่างไรดี เขาแสร้งกระแอมไอเบาๆ แล้วล้วงหยิบลูกกวาดหลากสีสันออกมาจากกระเป๋าเสื้อกำหนึ่ง
“ลูกอม!” ดวงตาของสวี่เจียหยางเป็ประกายวาววับพลันพุ่งตัวเข้าไปหา
สวี่เซี่ยงหัวรับตัวลูกชายไว้
สวี่เจียหยางมือเล็ก สองมือน้อยๆ ถึงจะกอบลูกอมไว้ได้ทั้งหมด เขาชูมือข้างหนึ่งไปตรงหน้าสวี่ชิงเจีย พลางฉีกยิ้มกว้างจนหน้าบานเป็จานเชิง “พี่จ๋า กินลูกอมสิ”
สวี่ชิงเจียรับมาแต่ยังไม่กิน เธอเพียงแต่กำไว้ในมือพลางหมุนเล่นไปมา
สวี่เจียหยางที่คาบลูกอมอยู่ในปากเอ่ยถามอย่างสงสัย “พี่จ๋า ทำไมพี่ไม่กินล่ะ!” เสียงของเขาอู้อี้อยู่ในลำคอ “ลูกอมนี่หวานมากเลยนะ!”
สวี่เซี่ยงหัวจึงหยิบลูกอมขึ้นมาเม็ดหนึ่ง แกะเปลือกออกแล้วส่งเข้าปากลูกสาวโดยตรง “ลูกเพิ่งหายป่วย ในปากคงจะขม กินของหวานๆ เสียหน่อยจะได้ชื่นใจ”
สวี่ชิงเจียที่ถูกป้อนลูกอมเข้าปากชะงักไปครู่หนึ่ง ลิ้นแตะไปมาััได้ถึงรสชาติของขัณฑสกร ทว่ามันก็หวานจริงๆ หวานจนเกินพอดีไปเสียด้วยซ้ำ
สวี่เซี่ยงหัวลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมฟูฟ่องของลูกสาว ลูกสาวเหมือนแม่ของเธอ มีเส้นผมดกดำและหนานุ่ม เขาหันไปสั่งสวี่เจียหยาง “ไปถามย่าสิว่าเย็นนี้มีอะไรกินบ้าง?”
พอพูดถึงเื่ของกิน สวี่เจียหยางก็คึกคักขึ้นมาทันที เขาะโลงจากเตียง สวมรองเท้าแตะแล้ววิ่งปร๋อออกไป
สวี่เซี่ยงหัวนั่งลงที่ขอบเตียง ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มไปมา “เจียเจีย ลูกเองก็น่าจะรู้ กฎระเบียบมันวางเอาไว้อย่างนั้น พ่อกับแม่ต้องหย่ากัน แม่ของลูกถึงจะกลับไปได้ แม่เขาก็ตัดใจทิ้งพวกลูกไม่ลงเหมือนกัน อย่าไปโกรธเค้าเลยนะ”
สวี่ชิงเจียหลุบตาลงพลางส่งเสียงขานรับเบาๆ ในความทรงจำของเธอยังหลงเหลือภาพเหตุการณ์ก่อนที่ฉินฮุ่ยหรูจะจากไป ภาพหญิงสาวที่โอบกอดเด็กหญิงคนนี้ไว้พลางร้องไห้โฮ คำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่ายังคงดังก้องอยู่ในหู
เธอมีญาติคนหนึ่งที่เคยเป็ปัญญาชนลงชนบทเหมือนกัน เคยได้ยินเขาเล่าให้ฟังบ้างว่า ในตอนนั้นเพื่อให้ได้กลับเข้าเมือง เหล่าปัญญาชนต่างทำทุกวิถีทาง หลายคนถึงกับยอมเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางออกมาชุมนุมประท้วง หรือแม้กระทั่งอดอาหาร เพียงเพื่อหวังจะได้กลับบ้าน
ต่อมาเมื่อนโยบายผ่อนปรน อนุญาตให้ปัญญาชนกลับเข้าเมืองได้ แต่ทะเบียนบ้านของคู่สมรสและบุตรกลับไม่สามารถย้ายตามไปได้ เมื่อไม่มีทะเบียนบ้านก็ไม่มีโควตาเสบียง ทั้งยังไม่มีงานทำ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมทางศีลธรรมนับไม่ถ้วน มีคำกล่าวว่าคลื่นการหย่าร้างครั้งที่สองของจีนนั้น สาเหตุหลักมาจากปัญญาชนที่้ากลับเข้าเมืองนั่นเอง
ทางเลือกของฉินฮุ่ยหรูคือสิ่งที่ผู้คนมากมายในยุคนั้นเลือกทำ หากจะพูดไปเธอก็เป็เพียงผู้เคราะห์ร้ายคนหนึ่งภายใต้ยุคสมัยที่แสนพิเศษนี้เท่านั้น
กลับเป็สวี่เซี่ยงหัวเสียอีกที่ยอมปล่อยคนไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ ใจของเขาช่างกว้างขวางเกินธรรมดาจริงๆ
“เขียนจดหมายเป็ไหม ถ้าคิดถึงแม่ ก็เขียนจดหมายไปหาท่านได้นะ?”
สวี่ชิงเจียพยักหน้าเบาๆ แม้เด็กหญิงคนนี้จะอายุเพียงสิบขวบ แต่เธอก็เรียนอยู่ชั้นประถมห้าแล้ว เพราะฉินฮุ่ยหรูเคยเป็ครูอยู่ที่โรงเรียนประถมของกองผลิต เธอจึงได้เข้าเรียนั้แ่อายุห้าขวบ
“ไก่ กินไก่!” สวี่เจียหยางวิ่งหน้าตั้งกลับเข้ามา เสียงเล็กๆ แผดก้องไปทั่ว “ย่ากำลังทำไก่ตุ๋นเห็ด หอมมากเลยจ้ะ” น้ำลายของเขาแทบจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ
นี่ถือเป็อาหารจานหรู หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หลานสาวที่เพิ่งฟื้นไข้จนหน้าซูบตอบ ซุนซิ่วฮวาคงไม่ตัดใจฆ่าไก่เป็แน่
“ดูสิ ย่ารักลูกขนาดไหน” สวี่เซี่ยงหัวเอ่ยแหย่สวี่ชิงเจีย
สวี่ชิงเจียยกยิ้มที่มุมปาก ในยุคนี้ค่านิยมชายเป็ใหญ่ยังคงรุนแรงนัก ทว่าซุนซิ่วฮวากลับรักหลานสาวเป็พิเศษ ใครใช้ให้เด็กผู้หญิงมีน้อยกันเล่า รุ่นก่อนมีลูกสาวเพียงคนเดียว รุ่นนี้ก็มีหลานสาวแค่สองคน หลานสาวคนโตอยู่ที่ซินเจียง ั้แ่เกิดจนอายุสิบสองยังไม่เคยกลับบ้านเกิดเลยสักครั้ง ตรงหน้าจึงเหลือเพียงสวี่ชิงเจียที่เป็หลานสาวตัวน้อยเพียงคนเดียว ย่อมต้องรักใคร่เอ็นดูเป็ธรรมดา
เมื่อนึกถึงจุดนี้ได้ สวี่ชิงเจียก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูท่าว่าชีวิตความเป็อยู่ต่อจากนี้คงจะไม่ลำบากนัก
“พวกลูกเล่นกันไปก่อนนะ พ่อจะออกไปข้างนอกสักหน่อย” สวี่เซี่ยงหัวมีธุระอื่นอยู่ในใจจึงลุกขึ้นยืน
สวี่ชิงเจียพยักหน้ารับ
สวี่เซี่ยงหัวจึงเดินออกจากห้องไป
ซุนซิ่วฮวาที่กำลังง่วนอยู่กับมื้อเย็นหน้าเตา เหลือบไปเห็นสวี่เซี่ยงหัวเดินออกไปข้างนอกพอดี นี่มันใกล้เวลาข้าวปลาแล้ว เขาจะไปไหนอีก? กำลังจะอ้าปากเรียก ก็นึกถึงเื่บัดซบที่เขาทำเอาไว้ จึงสะบัดหน้าหนองพลางสับหัวไชเท้าบนเขียงอย่างแรง
หลิวหงเจิน ลูกสะใภ้คนโตที่กำลังสุมไฟอยู่หดคอลงทันที ท่าทางของแม่สามีตอนนี้ดูไม่เหมือนกำลังสับหัวไชเท้า แต่เหมือนกำลังสับคนเสียมากกว่า เมื่อนึกถึงคำด่าทอที่เพิ่งได้รับไปก่อนหน้านี้ หลิวหงเจินก็เบ้ปาก รู้สึกว่าตนเองพลอยโดนหางเลขไปด้วย นังฉินฮุ่ยหรูนั่นกลับเข้าเมืองไปเสวยสุข ทิ้งให้เธอต้องมาคอยรองรับอารมณ์โดนด่าอยู่ที่นี่ ช่างไร้ยางอายจริงๆ!
เมื่อหวนคิดถึงเมื่อก่อนที่แม่สามีออกหน้าลำเอียงรักใคร่สะใภ้คนเล็กสารพัด แต่สุดท้ายกลับกลายเป็เพียงการตักน้ำรดหัวตอ หลิวหงเจินก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะรีบก้มหน้าลงแล้วหยิบฟืนใส่เข้าไปในเตา
ฝ่ายสวี่เซี่ยงหัวเดินฝ่าลมหนาวที่เย็นะเืจนเข้ากระดูก เดินโซซัดโซเซไปจนถึงคอกวัวที่ตีนเขา จะเรียกว่าคอกวัวก็กระไรอยู่ ความจริงมันคือบ้านดินมุงหญ้าหลังเก่าซอมซ่อหลังหนึ่ง แต่เพราะคนที่ถูกกักขังอยู่ในนั้นคือพวก ‘ภูตผีปีศาจ’ (พวกถูกกวาดล้างทางการเมือง) จึงถูกเรียกว่าคอกวัว
เขามองซ้ายมองขวาครู่หนึ่งก่อนจะเคาะประตู “ผมมาเก็บรายงานอุดมการณ์”
เสียง “เอี๊ยด” ของประตูไม้เก่าคร่ำคร่าเปิดออก สวี่เซี่ยงหัวกระทืบหิมะออกจากรองเท้าแล้วย่อตัวมุดเข้าไปข้างใน
“กลับมาแล้วรึ?” คนที่เอ่ยถามคือชายวัยกลางคน สวมเสื้อนวมเก่าขาดๆ จนเห็นปุยฝ้ายสีเทาโผล่ออกมาตามรอยปะ คงเป็เพราะอากาศหนาวจัด เขาจึงนั่งคุดคู้ห่อไหล่
สวี่เซี่ยงหัวขานรับพลางยื่นบุหรี่ให้สองมวน ในห้องแคบเท่าฝ่ามือนี้มีคนอาศัยอยู่สองคน คือเจียงผิงเย่ชายวัยกลางคน และไป๋เสวียหลินชายชรา ทั้งคู่ถูกเนรเทศจากปักกิ่งลงมาดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานที่นี่
ไป๋เสวียหลินเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี สมัยหนุ่มๆ เคยไปเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนภูมิหลังของเจียงผิงเย่นั้น สวี่เซี่ยงหัวรู้ไม่มากนัก รู้เพียงว่าเขาเคยเป็ข้าราชการระดับสูง
เมื่อจุดบุหรี่ขึ้นสูบ สีหน้าของทั้งคู่ก็ดูผ่อนคลายลงทันตาเห็น มีเพียง่เวลานี้เท่านั้นที่พอจะรู้สึกสบายใจได้บ้าง ไม่ต้องไปคิดถึงเื่วุ่นวายต่างๆ
“ส่งเมียกลับไปแล้วงั้นรึ?” เจียงผิงเย่แสยะยิ้มหยัน การหย่ามันง่าย แต่การจะกลับมาจดทะเบียนกันใหม่นั้นไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อผัวเมียคู่นี้เดิมทีก็มีปัญหากันอยู่แล้ว
สวี่เซี่ยงหัวกลอกตาใส่ “พี่ยังไม่เลิกพูดเื่นี้อีกนะ”
เจียงผิงเย่หัวเราะ “หึๆ” พลางหรี่ตาพ่นควันบุหรี่ออกมาเป็วง
สวี่เซี่ยงหัวชำเลืองมองเขาก่อนจะล้วงซองจดหมายหนาปึกออกมาจากสาบเสื้อทหาร “ดวงดีไม่เบา คนที่พี่ให้ผมไปตามหา ผมเจอตัวเขาแล้ว จดหมายก็ส่งถึงมือ เขายังฝากจดหมายตอบกลับมาให้พี่ด้วย”
ที่นี่ไม่มีรถไฟไปปักกิ่ง ต้องเดินทางไปถึงตัวมณฑล เมื่อรู้ว่าเขาจะไปที่นั่น เจียงผิงเย่จึงไหว้วานธุระนี้ให้ ซึ่งก็ต้องใช้ความพยายามไม่น้อยทีเดียว
เจียงผิงเย่เปลี่ยนสีหน้าเป็เคร่งขรึม รับซองจดหมายไปเปิดดู จึงพบว่าข้างในนอกจากจดหมายแล้ว ยังมีคูปองเสบียงปึกหนึ่งและธนบัตรสิบหยวน (ต้าถวนเจี๋ย) อีกหลายใบซุกซ่อนอยู่
คิ้วของเจียงผิงเย่ไม่แม้แต่จะกระดิก เขามองจดหมายในมือตาไม่กะพริบ
สวี่เซี่ยงหัวสังเกตเห็นว่าก่อนที่เขาจะฉีกซองจดหมาย เขาแอบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง สีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน จนสวี่เซี่ยงหัวอดสงสัยไม่ได้ว่าในจดหมายเขียนว่าอะไร
ทว่าเขารู้จักกาลเทศะดี จึงก้มหน้าลงเล่นกล่องไม้ขีดในมือ ไม่ได้ทำท่าทางสอดรู้สอดเห็น
จนกระทั่งบุหรี่ไหม้มาจนเกือบจะถึงก้นกรอง เจียงผิงเย่ก็ยังคงนิ่งเงียบ ท่าทางของเขาเหมือน้าจะแกะอ่านทุกตัวอักษรแล้วขยี้มันลงไปในความทรงจำให้ละเอียดที่สุด
ไป๋เสวียหลินเห็นแก้มของเขากระตุกเบาๆ จึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความกังวล “เสี่ยวเจียง?”
เจียงผิงเย่พลันได้สติ สิ่งแรกที่เขาเห็นคือบุหรี่ที่เพิ่งสูบไปเพียงสองคำใกล้จะมอดหมดแล้ว เขารู้สึกเสียดายขึ้นมาทันที จึงรีบอัดควันเข้าปอดอย่างแรงไปหลายที
“ขอบใจมาก น้องชาย!” เจียงผิงเย่พับจดหมายเก็บเข้ากระเป๋า แล้วยื่นซองจดหมายที่บรรจุเงินและคูปองกลับไปให้
สวี่เซี่ยงหัวเลิกคิ้วขึ้นเป็เชิงถาม
“เก็บไว้ที่ฉันมันก็แค่เศษกระดาษกองหนึ่ง สู้เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ดีกว่า” เจียงผิงเย่กลับมามีรอยยิ้มประดับหน้าตามเดิม เว้นแต่ดวงตาที่ทอประกายสดใสผิดปกติ “วันหลังถ้าว่าง ก็ช่วยซื้อบุหรี่มาฝากพวกพี่แก่ๆ สองคนนี้สักสองสามห่อก็แล้วกัน” หากจะบอกว่านี่คือค่าเหนื่อยหรือเงินตอบแทนบุญคุณ มันคงจะเป็การดูถูกกันเกินไป หลายปีมานี้ หนี้บุญคุณที่เขาและตาเฒ่าไป๋ติดค้างสวี่เซี่ยงหัวนั้น ลำพังแค่ของพวกนี้ย่อมทดแทนไม่หมด
สวี่เซี่ยงหัวยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วรับซองจดหมายมา “ได้ครับ” เขาล้วงเอาอาหารแห้งบางส่วนและบุหรี่อีกสองซองออกมาวางไว้ “ผมขอตัวก่อนนะ”
เจียงผิงเย่โบกมือลาด้วยรอยยิ้ม
“เสี่ยวสวี่นี่เป็สหายที่ดีจริงๆ” ไป๋เสวียหลินมองของที่สวี่เซี่ยงหัวทิ้งไว้ให้พลางทอดถอนใจ
ตอนนั้นเขาบังเอิญไปเห็นเ้าหนุ่มนี่กำลังฝังของบางอย่างไว้ที่หลังเขา จึงพลั้งปากทักไปว่าคางคกหินล้างพู่กันนั่นเป็ของปลอม หลังจากนั้นก็เลยถูกหมอนี่ตามตื๊อจนสลัดไม่หลุด เมื่อถามจนแน่ใจว่าของพวกนั้นไม่ใช่ของที่ ‘ไปยึดใครมา’ แต่เป็ของที่ใช้เสบียงไปแลกมา ไป๋เสวียหลินที่เป็คนชอบสอนเป็ทุนเดิมประกอบกับความเหงาจับใจ จึงรับเขาเป็ศิษย์ครึ่งๆ กลางๆ คอยสอนสั่ง
สวี่เซี่ยงหัวเองก็เคารพเขาในฐานะอาจารย์ คอยดูแลอย่างลับๆ มาโดยตลอด ในยุคสมัยเช่นนี้ การทำได้ถึงขนาดนี้ไม่ใช่เื่ง่ายเลย ไม่ใช่เพียงแค่เปลืองเสบียงเท่านั้น แต่ยังต้องแบกรับความเสี่ยงมหาศาลอีกด้วย
นึกถึงชีวิตตนเองที่ครองตัวเป็โสดมาตลอด มองลูกศิษย์ที่ภาคภูมิใจหลายคนเหมือนลูกในไส้ แต่พอเขาเกิดเื่ ทุกคนต่างพากันรีบตัดความสัมพันธ์ ซึ่งนั่นเขายังพอทำใจเข้าใจได้ แต่สิ่งที่เขายอมรับไม่ได้คือ ลูกศิษย์ที่เขารักและทุ่มเทให้มากที่สุด กลับเป็คนเขียน ‘ใบปิดประจาน’ เปิดโปงเขาด้วยตัวเอง
เจียงผิงเย่เก็บของใส่ลงในไหที่มุมห้อง หันกลับมาเห็นชายชรามีสีหน้าเศร้าสร้อย ก็รู้ว่าท่านคงนึกถึงเื่ะเืใจในอดีตขึ้นมาอีกแล้ว “นั่นสิครับ ผมเองก็พลอยได้อานิสงส์จากท่านไปด้วย” เขามาที่นี่ช้ากว่าไป๋เสวียหลินสี่ปี สวี่เซี่ยงหัวรู้ดีว่าไม่อาจปิดบังความลับจากเพื่อนร่วมห้องได้ จึงต้องคอย ‘ให้สินบน’ เขาอยู่บ่อยๆ
ไป๋เสวียหลินยิ้มพลางส่ายหน้า “ในจดหมายว่าอย่างไรบ้าง?”
เจียงผิงเย่ลากเสียงยาวอย่างมีความหมาย “พี่ใหญ่... พวกเราอาจจะใกล้ถึงวันที่ได้เงยหน้าอ้าปากกันเสียที”
