เฮือก!
ลมหายใจระลอกใหญ่ถูกสูดเข้าปอดอย่างตะกละตะกลาม ราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งทะลึ่งพรวดขึ้นสู่ผิวน้ำได้ทันท่วงที เซี่ยเหยียนอวี่สะดุ้งตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืดสลัวของยามรุ่งสาง เหงื่อกาฬไหลอาบชุ่มแผ่นหลังจนเสื้อตัวในเปียกแนบเนื้อ ความเ็ปร้าวลึกแล่นปราดไปทั่วหน้าอกข้างซ้าย มันไม่ใช่ความเ็ปทางกายภาพที่เกิดจากาแ แต่มันลึกซึ้งและทรมานยิ่งกว่า ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบขยี้ดวงิญญาของเขาให้แหลกสลายคามือ
"แฮ่ก... แฮ่ก..."
เขาหอบหายใจหนักหน่วง มือเรียวขาวซีดยกขึ้นมากุมหน้าอกแน่น เล็บจิกเกร็งลงบนเนื้อผ้าไหมชั้นดีจนแทบฉีกขาด ความทรงจำสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบยังคงฉายชัดและบ้าคลั่งอยู่ในหัว กลิ่นคาวเืคละคลุ้งในตำหนักจันทราอัสดงที่หนาวเหน็บ เสียงหัวเราะเยาะหยันของฉินลี่หรง และภาพของหยกลิขิตที่แตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆ พร้อมกับโลหิตของเขาที่หลั่งรินลงไปชโลมมัน
“หากชาติหน้ามีจริง... ข้าจะไม่ขอเกิดมาเพื่อรักใครอีกแล้ว...”
คำอธิษฐานสุดท้ายที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตยังก้องสะท้อนอยู่ในหู ทว่าเมื่อความเ็ปที่หน้าอกค่อยๆ ทุเลาลงจนเหยียนอวี่พอจะครองสติได้ เขาเริ่มกวาดสายตามองไปรอบกายด้วยความมึนงง
นี่ไม่ใช่ตำหนักเย็นที่อับชื้นและเหม็นกลิ่นรา ไม่ใช่คุกนรกที่ขังเขาไว้จนวาระสุดท้าย
แสงจันทร์นวลส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลาย กระทบกับม่านไหมสีฟ้าอ่อนที่พลิ้วไหวตามแรงลม เครื่องเรือนไม้จันทน์แกะสลักลวดลายประณีตที่ตั้งอยู่อย่างเป็ระเบียบ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยจากสวนด้านนอกที่ลอยมาแตะจมูก ทุกอย่างช่างดูคุ้นตาเหลือเกิน
"นี่มัน..."
เหยียนอวี่พึมพำเสียงแหบพร่า เขาพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง แต่ทันใดนั้น ความรู้สึกวิงเวียนศีรษะรุนแรงก็โจมตีเข้ามา โลกทั้งใบหมุนคว้างจนเขาต้องหลับตาแน่น ร่างกายรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว แต่ในขณะเดียวกันก็เบาหวิวจนน่าใจหาย ความรู้สึกขัดแย้งนี้เหมือนกับว่าิญญาของเขายังไม่ผสานเข้ากับร่างนี้ดีนัก
หรือนี่คือราคาที่ต้องจ่าย?
คำเตือนจากตำราโบราณที่เขาเคยอ่านผ่านตาแวบเข้ามาในหัว การฝืนลิขิต์ บิดเบือนกาลเวลา ย่อมต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง และดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาต้องแลก คือความสมดุลของดวงิญญา
เหยียนอวี่กัดฟันข่มความวิงเวียน เขาก้มลงมองมือของตัวเอง ผิวพรรณเนียนละเอียดไร้รอยด้าน ข้อมือเล็กบางปราศจากรอยแผลเป็จากตรวนโซ่ที่เคยล่ามเขาไว้ในคุกหลวง นิ้วมือเรียวยาวที่เคยเปรอะเปื้อนไปด้วยเืและดินโคลนในวาระสุดท้าย บัดนี้กลับขาวสะอาดและนุ่มนวล
นี่คือมือของเขาในวัยเยาว์... มือของนายน้อยตระกูลเซี่ย ผู้ที่ไม่เคยรู้จักความทุกข์ยากลำบาก
"นายน้อย! ท่านเป็อะไรไปเ้าคะ!?"
เสียงประตูห้องนอนถูกผลักเปิดเข้ามาอย่างร้อนรน สาวใช้คนสนิท ลู่ชิง ถือตะเกียงวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แสงไฟสีส้มส่องกระทบใบหน้าที่ยังดูเด็กกว่าในความทรงจำของเขา "ข้าได้ยินเสียงท่านร้อง ท่านฝันร้ายหรือเ้าคะ?"
เหยียนอวี่เงยหน้ามองสาวใช้ผู้ภักดี ความรู้สึกจุกแน่นแล่นขึ้นมาที่คอหอย ภาพของลู่ชิงที่นอนจมกองเืเพราะพยายามปกป้องเขาในชาติก่อนซ้อนทับกับภาพหญิงสาวตรงหน้า เขาอยากจะโผเข้าไปกอดนาง อยากจะร้องไห้ระบายความอัดอั้นตันใจ แต่สัญชาตญาณความระแวดระวังที่ถูกหล่อหลอมจากความโหดร้ายในวังหลวงสั่งให้เขาเก็บซ่อนทุกอย่างไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
เขาจะแสดงความอ่อนแอไม่ได้... ไม่ใช่ตอนนี้
"ข้า... ไม่เป็ไร" เขาตอบเสียงเรียบ พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือ "แค่ฝันร้าย... ขอน้ำให้ข้าหน่อย"
ลู่ชิงรีบวางตะเกียงลงแล้วกุลีกุจอไปรินน้ำชาอุ่นๆ มาให้ เหยียนอวี่รับจอกชามาดื่ม มือของเขาสั่นเทาเล็กน้อยขณะััความอุ่นร้อนของน้ำชา รสชาติฝาดเฝื่อนปลายลิ้นช่วยดึงสติของเขากลับมาสู่ปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม
เขาเหลือบมองกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง เงาสะท้อนในนั้นคือเด็กหนุ่มรูปงามวัยสิบแปดปี ผมยาวสยายดำขลับตัดกับผิวขาวดุจหิมะ ดวงตาหงส์ที่เคยใสกระจ่างดุจน้ำค้างยามเช้า บัดนี้กลับลึกซึ้งและเ็าเกินวัย ราวกับบ่อลึกที่ไร้ก้นบึ้ง
เขาได้หวนกลับมาแล้วจริงๆ... กลับมาใน่เวลาก่อนที่โศกนาฏกรรมทั้งหมดจะเริ่มขึ้น
"ลู่ชิง ตอนนี้ยามใดแล้ว?"
"ยามอิ๋น (03.00 - 05.00 น.) แล้วเ้าค่ะ อีกไม่นานฟ้าก็จะสาง..." ลู่ชิงตอบพลางรับจอกชาคืน นางมองนายน้อยด้วยสายตาเป็ห่วง "นายน้อย สีหน้าท่านดูไม่ดีเลย ให้ข้าไปตามหมอไหมเ้าคะ?"
"ไม่จำเป็" เหยียนอวี่ตอบปฏิเสธทันควัน "ข้าแค่เพลีย... ว่าแต่วันนี้มีกำหนดการอะไรสำคัญหรือไม่?"
ลู่ชิงทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย "นายน้อยลืมแล้วหรือเ้าคะ? วันนี้เป็วันที่ราชสำนักจะส่งเทียบเชิญมาที่จวน เพื่อคัดเลือกผู้เข้าร่วมพิธีดูตัวคู่หมั้นของ องค์ชายจวิ้นอี่ นะเ้าคะ ท่านตื่นเต้นกับวันนี้มาตลอดทั้งเดือน เตรียมชุดใหม่ไว้ตั้งหลายชุด"
ชื่อนั้น... จวิ้นอี่
เพียงแค่ได้ยินชื่อ หัวใจของเหยียนอวี่ก็กระตุกวูบ ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งความรักที่เคยหวานล้ำ ความเ็ปจากการถูกหักหลัง และความแค้นที่ฝังลึกถึงกระดูกดำ
ในชาติก่อน วันนี้คือวันที่เขามีความสุขที่สุด เขาจำได้ว่าตัวเองตื่นมาแต่เช้ามืดด้วยหัวใจที่พองโต เฝ้ารอที่จะได้รับเลือกให้เข้าวัง เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับบุรุษผู้สง่างามที่เขาแอบมีใจให้ แต่เขาหารู้ไม่ว่า... เทียบเชิญใบนั้นคือตั๋วเดินทางเที่ยวเดียวสู่ขุมนรก
"อ๋อ... เื่นั้นเองสินะ" เหยียนอวี่แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาแปรเปลี่ยนเป็ว่างเปล่าและเย็นเยียบ "ข้าจำได้แล้ว"
ลู่ชิงรู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ รอยยิ้มของนายน้อยในวันนี้ดูแปลกไป มันไม่ใช่รอยยิ้มสดใสอย่างที่เคยเป็ แต่เป็รอยยิ้มที่เหมือนกับเคลือบยาพิษเอาไว้
"นายน้อยจะอาบน้ำเลยไหมเ้าคะ? ข้าเตรียมน้ำอุ่นผสมกลีบกุหลาบไว้แล้ว จะได้แต่งตัวด้วยชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่ท่านชอบ ชุดนั้นท่านใส่แล้วดูงดงามราวกับเทพเซียน องค์ชายจวิ้นอี่จะต้องทรงประทับใจแน่นอนเ้าค่ะ" ลู่ชิงพยายามพูดเื่ที่ทำให้นายน้อยอารมณ์ดี
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบ
เหยียนอวี่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ขาจะยังสั่นเพราะความอ่อนแรงจากอาการ ิญญาไม่เสถียร แต่เขาก็ฝืนยืนหยัดด้วยจิตใจที่มั่นคงดุจขุนเขา เขาเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เปิดมันออกดูชุดผ้าไหมสีหวานและเครื่องประดับหรูหราที่เขาเคยชื่นชอบในอดีต
ของพวกนี้... คือเครื่องมือที่เขาเคยใช้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ชายคนนั้น
"เอาชุดพวกนี้ไปเก็บให้หมด" เขาออกคำสั่งเสียงเรียบ
"คะ?" ลู่ชิงอ้าปากค้าง "ตะ... แต่ชุดพวกนี้ท่านสั่งตัดมาเป็พิเศษ..."
"ข้าบอกให้เอาไปเก็บ" เหยียนอวี่หันมามองนางด้วยสายตาดุดัน "วันนี้ข้าจะใส่ชุดสีขาวเรียบๆ ไม่ต้องปักลาย ไม่ต้องประดับหยก เอาที่เรียบง่ายที่สุด"
"แต่ว่า... วันนี้เป็วันมงคลนะเ้าคะ การใส่ชุดสีขาวมัน..."
"ข้าไม่ได้ไปงานมงคล" เหยียนอวี่พูดแทรกขึ้นมา เสียงของเขาเบาหวิวแต่หนักแน่น "ข้ากำลังจะก้าวเข้าสู่สนามรบ... และในสนามรบ ความงามที่ไร้สมองก็เป็เพียงเครื่องล่อเป้าให้ศัตรูเท่านั้น"
ลู่ชิงไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเขา แต่นางััได้ถึงรังสีอำมหิตบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวนายน้อย นางจึงไม่กล้าทักท้วงอีก รีบก้มหน้ารับคำและไปจัดเตรียมชุดตามที่สั่ง
เมื่ออยู่ลำพังอีกครั้ง เหยียนอวี่เดินไปหยุดที่หน้าต่าง ท้องฟ้าทิศตะวันออกเริ่มเปลี่ยนเป็สีครามเข้ม แสงแรกแห่งวันใหม่กำลังจะมาถึง
เขายกมือขึ้นทาบหน้าอกที่ยังคงเจ็บแปลบเป็ระยะ ความเ็ปนี้คอยย้ำเตือนเขาเสมอว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เขาได้กลับมาแล้วจริงๆ และโอกาสครั้งนี้... เขาจะไม่มีวันปล่อยให้มันหลุดมือ
"ฉินลี่หรง..." เขากระซิบชื่อศัตรูคู่แค้น ริมฝีปากยกยิ้มหยัน "เ้าคงกำลังนอนหลับฝันหวาน คิดแผนการชั่วร้ายเพื่อไต่เต้าสู่อำนาจอยู่สินะ ในชาตินี้ ข้าจะไม่ยอมเป็บันไดให้เ้าเหยียบขึ้นไปอีกแล้ว แต่ข้าจะเป็คนที่กระชากเ้าลงมาจากที่สูง ให้เ้าได้ลิ้มรสความเ็ปของการสูญเสียทุกอย่าง เหมือนที่เ้าเคยทำกับข้า!"
ทันใดนั้น อาการวิงเวียนหน้ามืดก็กำเริบขึ้นอีกครั้งจนเขาเซถลาไปเกาะขอบหน้าต่าง เหยียนอวี่หลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสมาธิเพื่อตรึงิญญาให้อยู่กับร่าง
ดูเหมือนการย้อนเวลาจะมีผลกระทบมากกว่าที่คิด ร่างกายนี้ยังไม่ชินกับดวงิญญาที่แบกรับความแค้นและความทรงจำอันหนักอึ้ง เขาต้องระวังตัวให้มาก... เขาต้องรีบหาพันธมิตร
ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
ไป๋เหวินเจี๋ย
หมอหลวงหนุ่มอัจฉริยะ ผู้ที่เคยพยายามช่วยเขาในวาระสุดท้ายของชาติก่อน ในตอนนั้นเขาโง่เขลาที่มองข้ามความหวังดีของอีกฝ่ายไป แต่ในชาตินี้ เขาจะต้องดึงคนผู้นี้มาเป็พวกให้ได้ ไม่ใช่แค่เพื่อมารักษาอาการประหลาดของเขา แต่เพื่อใช้ความรู้เื่พิษและสมุนไพรของหมอไป๋ มาต่อกรกับแผนสกปรกของฉินลี่หรง
"นายน้อยเ้าคะ น้ำพร้อมแล้วเ้าค่ะ" เสียงลู่ชิงเรียกจากด้านหลัง
เหยียนอวี่ลืมตาขึ้น แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยความเ็ปเลือนหายไป แทนที่ด้วยความสงบนิ่งลึกล้ำดุจมหาสมุทร
"ข้ามาแล้ว"
เขาหันหลังกลับ เดินไปสู่ห้องอาบน้ำ ทิ้งเงาของเด็กหนุ่มผู้ไร้เดียงสาไว้เื้ั นับจากวินาทีนี้... เซี่ยเหยียนอวี่คนเดิมได้ตายไปแล้ว
เหลือเพียงผู้ทวงแค้นที่์ส่งมาเพื่อพลิกฟ้าคว่ำดิน!
