บทที่ 9: เพลิงรักใต้เงาจันทร์
ภายในห้องหอที่ประดับประดาด้วยสีแดงมงคล กลิ่นอายของกำยานไม้หอมอบอวลปนไปกับไอเย็นของราตรีที่ลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่าง ทว่าความเย็นนั้นไม่อาจย่างกรายเข้ามาถึงภายในใจกลางของห้องได้ เมื่อร่างบางของ เซิ่นอวี้ ถูกวงแขนแกร่งตวัดรั้งเข้าหาแผงอกที่กว้างขวางดุจกำแพงหิน
โลกทั้งใบของนางคล้ายจะหมุนคว้างอยู่ชั่วอึดใจ รัศมีแห่งความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่นั้นรุนแรงและมหาศาลเสียจนนางรู้สึกหายใจติดขัด หัวใจที่เคยเต้นเป็จังหวะปกติกลับกระหน่ำรัวดุจกลองศึกที่ถูกตีจนระรัว นางรู้สึกเหมือนตนเองเป็เพียงลูกนกตัวจ้อยที่ปีกยังไม่แข็งแรงพอ แต่กลับพลัดหลงเข้าไปอยู่ในกรงเล็บของพญามัจจุราชที่คนทั้งแผ่นดินต่างพรั่นพรึงและก้มกราบด้วยความหวาดกลัว
“อย่า... ท่านอ๋อง...”
นางประท้วงออกไปเสียงแ่พร่าจนเกือบเป็เสียงกระซิบ มือน้อยสั่นเทาพยายามยกขึ้นยันแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามแข็งตึงไว้ แม้จะรู้ดีว่าเรี่ยวแรงอันน้อยนิดของนางมิอาจงัดข้อกับบุรุษผู้นี้ได้เลย ความไม่เคยชินต่อััของบุรุษเพศที่จู่โจมเข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้นางหวาดหวั่นจนเผลอถอยรั้งตามสัญชาตญาณ ทว่าวงแขนเหล็กของเขากลับกระชับแน่นขึ้น บดเบียดร่างนุ่มนิ่มของนางให้จมลึกเข้าไปในทรวงอกของเขา ราวกับ้าจะหลอมรวมนางเข้าไปในกายเพื่อมิให้นางหนีไปที่ใดได้อีก
“เ้าจะหนีไปที่ใด?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของ โจวเหยียน พร่ามัวและแหบพร่าอยู่ชิดริมหู กลิ่นสุราฤทธิ์แรงที่เขาเพิ่งดื่มไปผสมปนเปกับกลิ่นกายชายชาตินักรบที่ดุดันและทรงพลัง มันเป็กลิ่นที่กระตุ้นให้ประสาทััของนางตื่นตัวจนถึงขีดสุด ความร้อนจากลมหายใจของเขาที่เป่ารดผิวแก้มนางทำให้เกิดอาการชาวาบไปทั้งสรรพางค์กาย
“ในเมื่อเ้าเป็คนก้าวเข้ามาในกรงของข้า... เซิ่นอวี้ เ้าเป็คนบอกเองมิใช่หรือว่าข้าคือเกียรติยศของเ้า?”
นิ้วยาวที่ยังคงสวมถุงมือหนังสีดำขรึมค่อยๆ เชยคางนางขึ้นอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น บังคับให้สตรีในอ้อมแขนต้องสบตากับดวงตาคมกริบคู่นั้น แววตาของเขาที่เคยถูกคำเล่าลือว่ามืดบอดและเต็มไปด้วยไฟแค้น บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยเปลวเพลิงแห่งความโหยหาที่แผดเผายิ่งกว่าไฟนรก เซิ่นอวี้พยายามจะหลบสายตาที่ร้อนแรงนั้น ทว่าแรงดึงดูดบางอย่างที่แฝงมากับความป่าเถื่อนกลับตรึงนางไว้ให้นิ่งงัน
“หากข้าคือเกียรติยศ...” เขาพึมพำชิดริมฝีปากที่สั่นระริกของนาง “เกียรติยศนี้ก็ขอตีตราเป็เ้าของเ้า... ทั้งิญญาและลมหายใจในค่ำคืนนี้!”
สิ้นคำประกาศนั้น จุมพิตที่หนักหน่วงดุจพายุร้ายก็ซัดสาดลงมาทันที โจวเหยียนไม่เปิดโอกาสให้นางได้ตั้งตัวหรืออุทธรณ์ใดๆ รสสุราที่ติดอยู่ปลายลิ้นของเขาแผ่ซ่านความร้อนแรงเข้าสู่ทุกโสตประสาทของนาง ในตอนแรกเซิ่นอวี้พยายามขัดขืน มือน้อยที่ยันอกเขาไว้จิกเกร็งจนผ้าไหมสีแดงมงคลยับย่นไปตามแรงอารมณ์ แต่เมื่อลิ้นร้อนเริ่มรุกรานและสำรวจความหวานละมุนอย่างเชี่ยวชาญและดุดัน กำแพงความหวาดกลัวที่นางสร้างไว้ก็พังทลายลงเหมือนทำนบที่กั้นน้ำหลาก
ความรู้สึกที่เหมือนกำลังจะขาดใจตายเพราะความวาบหวามจู่โจมนางอย่างรุนแรง เสียงครางอื้ออึงในลำคอแปรเปลี่ยนจากความใกลายเป็ความโหยหาที่ไม่อาจห้ามได้ มือน้อยที่เคยผลักไสกลับเลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่ง กระชับร่างของเขาให้แนบชิดยิ่งขึ้นจนไม่มีแม้แต่อากาศจะรอดผ่าน นางกำลังมอดไหม้ไปในกองไฟที่เขาเป็คนจุด และนางก็พบว่าตนเองยินดีที่จะเป็เพียงเถ้าถ่านในกำมือของเขา
โจวเหยียนช้อนร่างบางขึ้นในอ้อมแขนอย่างง่ายดายราวกับนางเบาหวิวปุยเมฆ เขาก้าวตรงไปยังเตียงวิวาห์ที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างหรูหรา แสงเทียนที่ริบหรี่จนเกือบดับขับเน้นให้เห็นเพียงเงาร่างที่ทาบทับกันภายใต้มุ้งโปร่งสีแดงมงคลที่พริ้วไหวตามแรงลม เขาโน้มตัวลงทับร่างของนางไว้บนที่นอนหนานุ่ม แผ่นหลังที่แข็งแกร่งและกว้างขวางบดบังแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาจนมิดมิด เหลือเพียงเขากับนางในโลกที่มีเพียงความมืดและความร้อนแรงที่ปะทุขึ้น
“อย่าหลับตา...”
เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจที่แฝงไปด้วยความเว้าวอนอย่างที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน “จงมองดู... มองดูอสุรกายที่เ้าบอกว่ารักให้เต็มตา เซิ่นอวี้ อย่าให้ข้ารู้สึกว่าเ้ากำลังหลอกลวงข้าแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว”
มือหนาเริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์สีมงคลที่แสนเกะกะออกอย่างเชื่องช้า ทว่ารวดเร็วในความรู้สึกของคนถูกกระทำ สายตาของเขาจดจ้องทุกลวดลายบนผิวขาวเนียนละเอียดที่ปรากฏแก่สายตา ผิวของนางขาวราวกับหิมะแรกฤดูที่ยังไม่เคยมีผู้ใดเหยียบย่ำ และความงดงามนั้นคือสิ่งที่เขา บุรุษที่ถูกคนทั้งแผ่นดินมอบฉายาให้อย่างรังเกียจว่าอ๋องปีศาจไม่เคยกล้าแม้แต่จะฝันถึง
เมื่อมือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็และร่องรอยจากการตรากตรำศึกััลงบนหน้าท้องเนียน เซิ่นอวี้สะดุ้งสุดตัว ความรู้สึกเสียวซ่านแล่นปราดไปทั่วไขสันหลังจนนางต้องแอ่นกายเข้าหาัันั้นอย่างลืมตัว ความขัดแย้งระหว่างความเ็ปที่อาจจะเกิดขึ้นและความหฤหรรษ์ที่กำลังได้รับทำให้นางแทบคลั่ง
“ท่านอ๋อง... ข้าเป็ของท่าน...” นางครางกระเส่า ดวงตาฉ่ำปรือมองดูใบหน้าที่แสนดุดันของเขา นางดึงมือที่สากระคายของเขามากุมไว้ แล้วนำมาวางทาบบนทรวงอกข้างซ้าย... ตรงที่หัวใจกำลังเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก “ได้โปรด... ข้าเสียที ให้ข้าได้รู้ว่าความเ็ปที่อยู่ใต้คำสาปของท่านนั้นเป็เช่นไร”
คำพูดนั้นคล้ายกับการกระชากสลักที่กักขังปีศาจร้ายในตัวโจวเหยียนให้หลุดออก เขาเข้านางอย่างดุดันและโหยหา รสชาติของอารมณ์ที่ถูกกักขังมาเนิ่นนานะเิออกมาในทุกท่วงท่า ร่างกายของนางบิดเร้าภายใต้ความร้อนแรงของบุรุษที่ใครๆ ต่างสบประมาทลับหลังว่า 'พิการไร้น้ำยา' แต่ใครเล่าจะรู้... ในยามนี้เขากลับแข็งแกร่งและดุดันเสียจนนางแทบจะสำลักความสุขสมที่พรั่งพรูออกมา
ทุกััของเขาคือการประกาศศักดา ทุกแรงกดทับคือการย้ำเตือนว่าต่อจากนี้ไป จิติญญาของนางจะถูกพันธนาการไว้กับเขาตลอดกาล นางจะเป็ของใครอื่นไม่ได้อีกนอกจากเขาปีศาจตนนี้ที่นางไม่มีทางเลือก
ท่ามกลางเสียงหอบหายใจที่สอดประสานกันดุจท่วงทำนองที่แสนตราตรึง แสงจันทร์สีเงินยวงที่สาดรอดรอยร้าวของหน้าต่างมาตกกระทบลงบนแผ่นหลังของโจวเหยียน เผยให้เห็นรอยแผลเป็นับร้อยที่ไขว้กันไปมาจากการกรำศึกมาค่อนชีวิต รอยเ่าั้ดูราวกับลวดลายัที่น่าเกรงขามทว่าเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำที่ไม่มีใครเคยได้เห็น
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนพายุแห่งอารมณ์เริ่มมอดดับลง เหลือเพียงความเงียบสงบที่แฝงไปด้วยไออุ่นในความมืด โจวเหยียนยังคงกอดรัดเซิ่นอวี้ไว้ในอ้อมแขนแน่นไม่ยอมปล่อย ราวกับเกรงว่าหากเขาคลายวงแขนเพียงนิด ร่างนุ่มนิ่มนี้จะเลือนหายไปราวกับฝันตื่นหนึ่ง ใบหน้าซีกที่อัปลักษณ์ของเขามุดซบลงบนไหล่นวลเนียนของนาง ความเปราะบางเดียวที่เขายอมเผยออกมาให้เห็นคือความจงรักภักดีที่แฝงอยู่ในความเงียบนั้น
เซิ่นอวี้ลืมตาขึ้นมองเพดานห้องหอ ความเ็ปจากการถูก 'ทำลาย' และ '' ยังคงหลงเหลืออยู่เป็ริ้วๆ แต่มันกลับเป็ความเ็ปที่หอมหวานและทำให้นางรู้สึกถึงการมีชีวิตอยู่เป็ครั้งแรก นางพลิกกายเข้าหาเขาอย่างแ่เบา ใช้นิ้วเรียวสวยเกลี่ยเส้นผมที่ปรกใบหน้าของเขาออก เพื่อมองดูใบหน้าที่โลกหวาดกลัวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“พรุ่งนี้... าที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นแล้วนะเ้าคะ” นางพึมพำ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความแน่วแน่
โจวเหยียนลืมตาขึ้น ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ในความมืดราวกับตาของสัตว์ป่าที่กำลังล่าเหยื่อ เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกจนแทบไร้อากาศหายใจระหว่างกัน “าของข้าสิ้นสุดลงแล้วเซิ่นอวี้... นับแต่นี้ไป ข้าจะทำเพียงสิ่งเดียว คือการส่งเ้าขึ้นสู่บัลลังก์ที่เ้าควรอยู่”
นางยิ้มรับคำสัญญานั้นด้วยหัวใจที่พองโต รอยยิ้มที่งดงามที่สุดในชีวิตถูกมอบให้แก่ชายหนุ่มที่โลกหวาดกลัว นางหลับตาลงภายใต้ไออุ่นของเขา รู้สึกถึงความปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยััมาก่อน คืนส่งตัวที่ใครๆ ต่างคาดเดาและประณามว่าจะเย็นเยียบดุจสุสานและเต็มไปด้วยคราบน้ำตา แต่สำหรับนาง... ราตรีนี้นี่คือสายฝนที่สาดรดลงบนผืนดินระแหงที่แห้งแล้งมานานแสนนาน
สายฝนที่ชำระล้างความอ้างว้าง และกำลังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้แห่งอำนาจที่กำลังจะเติบโตขึ้นอย่างเกรียงไกรท่ามกลางสายตาผู้เย้ยหยั๋นในวันพรุ่ง!
