แท่นบวงสรวงถูกทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว
ธงผืนยาวก็โดนปลดเก็บลงมา
หัวสุกร หัววัว หัวแพะล้วนแต่ถูกใส่ลงหม้อเพื่อนำไปตุ๋นต่อ
เทียนที่เหลือเพียงครึ่งเล่มก็ถูกเก็บกลับไป
ส่วนธูปที่เหลือเพียงครึ่งเล่มก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้มอดลงไปเรื่อยๆ จนเหลือเพียงขี้เถ้าสีเทา
เหล่าขุนนางด้านล่างต่างพากันกลับไปแล้ว ลานบวงสรวงจึงดูโล่งขึ้นถนัดตา ให้ความรู้สึกโหวงๆ อย่างบอกไม่ถูก
เฉินโย่วไม่ได้ตามเพื่อนร่วมชั้นไป
ดูเหมือนว่าจ้งเยียนจะรู้ว่าหอเฟิงเยว่คือสถานที่ประเภทใด ที่แน่ๆ ย่อมไม่ใช่สถานที่ที่ถูกทำนองคลองธรรมอย่างแน่นอน ทว่าศิษย์น้องของเขานั้นก็ทั้งซื่อตรงและใสซื่อเหลือเกิน…
ส่วนท่านราชครูที่สวดมนตร์อยู่ตลอดบ่าย ยามนี้กำลังดื่มน้ำเพื่อให้คอชุ่มชื่นขึ้น เมื่อได้ยินว่าเด็กเ่าั้ชวนเฉินโย่วไปที่ใดก็สำลักน้ำออกมาทันที…
เื่ที่เด็กพวกนั้นคิดจะพาองค์หญิงไปหอเฟิงเยว่ หากแม่นางหลัวรู้เข้า เขาย่อมจะต้องโดนนางด่าทอจนสิ้นชีพอย่างแน่นอน แม้ว่าแม่นางหลัวในวันปกติจะดูอบอุ่นราวกับสายลมยามวสันต์ มีเพียงแค่ยามอยู่กับเฉินโย่วเท่านั้นที่จะเผยด้านดุร้ายเข้มงวดออกมา ยามอยู่กับคนอื่นใบหน้างามนั้นมีแต่จะเผยรอยยิ้มมีไมตรีอยู่ตลอด ทว่าราชครูกลับรู้สึกว่าทางที่ดีอย่าได้ทำให้นางโกรธเลยจะปลอดภัยกว่า
แม้ว่าเหล่าบัณฑิตพวกนั้นจะถูกท่านราชครูไล่ตะเพิดไปแล้ว
จะกล่าวว่าตะเพิดก็คงจะเกินไป รูปลักษณ์ของท่านราชครูดูราวกับเทพเซียนอยู่แล้ว โดยเฉพาะในยามที่ได้สวมเครื่องแบบของท่านราชครู ทั้งร่างดูเปี่ยมไปด้วยความสง่างาม ดูแล้วก็คล้ายเทพเซียนจริงๆ อย่างบอกไม่ถูก
เพียงแค่ราชครูขมวดคิ้วก็ดูเป็ลางร้ายขึ้นมา สามารถใช้หลอกคนได้แล้ว
เฉินโย่วรู้สึกว่าตนยังไม่ค่อยจะปกตินัก แม้จะอยากตามสหายร่วมชั้นไปเที่ยวเล่น ทว่าในใจก็ยังมีเื่ราวอีกมากมายที่อยากจะถามท่านอาจารย์
เมื่อก่อนท่านอาจารย์เคยอาศัยอยู่ในวังมาก่อน เื่เหล่านี้เขาย่อมจะต้องทราบอย่างแน่นอน
เมื่อเก็บกวาดแท่นบวงสรวงเรียบร้อยแล้ว ท่าทางของเฉินโย่วก็ดูเหนื่อยอ่อนเสียยิ่งกว่าอาจารย์และศิษย์ทั้งคู่ที่ทำพิธีกันมาั้แ่เช้าเสียอีก
เมื่อนางมาถึงตำหนักราชครูแล้วเห็นเตียงหยกสีขาวก็รีบปีนขึ้นไปนอนทันที
ไม่คาดคิดว่ายามนอนลงไปแล้ว นางจะรู้สึกว่ากำลังทับก้อนนุ่มๆ ก้อนหนึ่งอยู่
เมื่อนางพลิกกายกลับมาก็พบว่าบนเตียงมีห่อผ้าสีทองห่อหนึ่งวางอยู่ เมื่อมองเข้าไปในห่อผ้าก็เห็นทารกตัวกระจ้อยร่อยนอนอยู่
ทารกตัวน้อยนอนหลับอยู่ ดวงตาแม้จะยังไม่เปิด ทว่ากลับทำปากพะงาบเตรียมจะร้องจ้าขึ้นมาแล้ว น่าจะเป็เพราะเมื่อครู่นางไม่ทันระวังไปทับร่างน้อยนี้เข้า
เฉินโย่วรีบยันกายลุกขึ้นจากเตียงทันที
รู้สึกราวกับได้กลับไปอยู่ในหมู่บ้านไป๋กู่อีกครั้ง
ยามอยู่บนเขาท่านป้าท่านน้าที่เชื่อถือไม่ค่อยจะได้เ่าั้ชอบเอาบุตรมาทิ้งไว้ที่กระท่อมของนางบอกว่าเด็กๆ ควรจะมาอยู่กับนาง จะได้มารับไอมงคลเข้าตัวเสียหน่อย
ทุกคราที่เป็เช่นนี้เฉินโย่วก็แทบจะคลั่ง ทารกที่เพิ่งจะเกิดได้ไม่นานย่อมยังไม่รู้ความ ดังนั้นจึงมักจะไม่รู้ตัวประเดี๋ยวก็ถ่ายหนัก ประเดี๋ยวก็พ่นน้ำลาย…
“อ๊าก…เหล่ากัว เหล่ากัว นี่ๆ บุตรของท่านหรือ แล้วท่านไปเอาบุตรมาจากที่ใดกันเล่า”
เฉินโย่วร้องเสียงหลง
จ้งเยียนได้ยินเฉินโย่วเรียกท่านอาจารย์ว่าเหล่ากัว…ก็เหลือบมองท่านอาจารย์ด้วยความเห็นใจคราหนึ่ง เขาคิดอยู่เสมอว่าท่านอาจารย์ชราของเขา ยามอยู่ข้างนอกคงจะเข้ากับใครไม่ได้ ทว่าคำที่ศิษย์น้องใช้เรียกท่านอาจารย์กลับฟังดูสนิทสนม ไร้ซึ่งความเคารพใดๆ
ราชครูราวกับถูกฆ่าด้วยสายตาเวทนาของศิษย์ตน ทว่าในยามนี้ยังไม่มีเวลาจะมาอธิบายเื่นี้
เพราะเมื่อมองไปที่เตียงก็เห็นเ้าเด็กปีศาจกำลังเตรียมจะะเิอารมณ์เต็มที่ ท่านั่งคุกเข่าอยู่บนเตียง มองเด็กน้อยในห่อผ้าอ้อมด้วยสายตาประทุษร้าย เหมือนกับว่าพร้อมจะลงมืออยู่ตลอดเวลา
ยามอยู่บนูเากระดูก ภาพนี้ก็นับว่าเป็ภาพคุ้นตา
“พูดจาเหลวไหลอะไรกัน อาจารย์อายุมากถึงเพียงนี้แล้วจะไปมีบุตรได้อย่างไร เด็กคนนี้คือองค์ชายน้อย เ้าห้ามโยนเด็ดขาด…” ราชครูเห็นท่าทางของเฉินโย่วก็ละล่ำละลักเอ่ยขึ้น
ในระหว่างที่กล่าวถึงองค์ชาย ก็ได้เสียง “ปู๊ด” ดังขึ้นมา องค์ชายน้อยถ่ายหนักจนเต็มผ้าอ้อม เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ทำหน้าทำตาใสซื่อ นอนนิ่งอย่างว่าง่ายอยู่บนกองอาจมของตน พร้อมทั้งหันมองเฉินโย่วอย่างงงงวย
ส่วนเฉินโย่วนั้นแทบจะคลั่งอยู่รอมร่อ
เ้าเด็กนี่ถึงขั้นกล้าถ่ายหนักใส่นาง
นางจำได้ว่ายามยังเล็ก นางเป็เด็กที่ระมัดระวังเื่การปลดทุกข์อย่างยิ่ง ทั้งยังไม่ยอมถ่ายหนักเรี่ยราดอย่างแน่นอน
“ศิษย์พี่จ้งเยียน…”
ยามอยู่บนูเา เฉินโย่วก็จะร้องเสียงหลงเช่นนี้ อาลู่หรือเสี่ยวอู่ไม่ก็อาสวินเมื่อได้ยินเสียงนางก็รีบรุดมาหานางแล้วก็อุ้มเด็กๆ จากไป จัดการที่นอน และจัดเก็บห้องหับให้เรียบร้อย
ทว่ายามนี้จ้งเยียนเองก็ทำเื่นี้ไม่ค่อยจะเป็ ท่าทีจึงเก้ๆ กัง ๆ มือเท้าพันกันไปหมด
ราชครูจ้งฟางจึงได้แต่ลงมือเอง เริ่มจากยกองค์ชายน้อยขึ้นมาแล้วะโบอกนางกำนัลให้เอาน้ำมาถังหนึ่ง จากนั้นก็ใช้ผ้าจุ่มลงในน้ำร้อนให้เปียกแล้วจึงบิดให้หมาด จากนั้นใช้ผ้าเช็ดบั้นท้ายและเช็ดกายให้องค์ชายน้อย
ห่อผ้าอ้อมสีทองที่ห่อร่างไว้เมื่อถูกแกะออก ก็เผยให้เห็นร่างเล็กๆ ที่ผอมแห้งของทารกน้อย หากเป็บนูเา ย่อมจะรู้ได้ว่าเด็กที่มีลักษณะเช่นนี้ย่อมจะมีชีวิตไม่ยืนยาวนัก อาจไม่ได้เติบใหญ่เสียด้วยซ้ำ
จ้งเยียนยามนี้เริ่มจะคุ้นชินกับการลงมือของท่านอาจารย์ของตนที่ดูราวกับเทพเซียนคนนี้เสียแล้ว ทว่ายามที่ได้เห็นครั้งแรกเขาก็ใเหลือเกิน
“ท่านอาจารย์ อาหารในวังหลวงไม่ดีหรือ องค์ชายน้อยผอมแห้งเหลือเกิน สู้เด็กๆ ในหมู่บ้านของเราก็ไม่ได้” เฉินโย่วเมื่อเห็นท่านอาจารย์วางทารกน้อยที่ทำความสะอาดร่างกายเรียบร้อยแล้วไว้ข้างกาย ก็รีบช่วยท่านอาจารย์นำผ้ามาห่อตัวทารกน้อยเอาไว้
“องค์ชายน้อยโดนพิษร้ายั้แ่อยู่ในครรภ์มารดา พระวรกายจึงไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ทว่ารอให้ปรับตัวอีกสักหน่อย ก็คงจะไม่มีอะไรร้ายแรง” ราชครูกล่าวขึ้น
“ไม่ใช่ว่าองค์ชายองค์หญิงยามอยู่ในวังหลวงจะต้องมีนางกำนัลและขันทีคอยตามรับใช้เป็พรวนหรือ แล้วเหตุใดองค์ชายน้อยจึงไม่มีเล่า” เฉินโย่วถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ตำหนักราชครูไม่อนุญาตให้คนภายนอกเข้ามา” จ้งเยียนรีบอธิบายเสียงใส
เฉินโย่วพยักหน้า ทว่าก็ไม่มีความคิดในหัวแม้เพียงน้อยนิดว่าตนนั้นเป็คนนอก
“แล้วท่านแม่ของเขาเล่า เช่นนี้เขาจะกินอะไรกัน”
“พระมารดาขององค์ชายน้อยได้สิ้นใจไปแล้ว ปกติองค์ชายน้อยจึงเสวยนมวัว ไข่ตุ๋นและข้าวบด”
ว่ากันว่าอาหารเหล่านี้ก็เป็อาหารที่องค์หญิงน้อยเป็ผู้บัญชา เพราะพระวรกายองค์ชายน้อยนั้นอ่อนแอเป็อย่างยิ่ง กระทั่งดื่มนมก็ยังอ้วกออกมา น้ำนมของเหล่าแม่นมก็ยังไม่ยอมเสวยแม้เพียงครึ่งคำ
จ้งเยียนแม้จะยังไม่ได้คืนดีกับองค์หญิงน้อย ทว่าเมื่อได้ยินเื่องค์หญิงน้อยดูแลองค์ชายน้อยก็รู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ
เช่นนี้จึงจะเป็องค์หญิงน้อยที่อยู่ในใจของเขา องค์หญิงน้อยผู้มีเมตตา
เมื่อได้ยินว่ามารดาของทารกน้อยสิ้นแล้ว เฉินโย่วก็นิ่งเงียบลง ไม่ได้ซักไซ้อันใดต่ออีก
นางมองท่านอาจารย์ที่กำลังป้อนนมให้องค์ชายน้อยไปครู่หนึ่งแล้วก็ถามขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ ก่อนหน้านี้ข้าเข้าไปในวังหลวง ข้าพบกับสตรีผมยาวท่าทางเสียสตินางหนึ่ง นางอุ้มหุ่นกระบอกไม้ไว้ตัวหนึ่ง นางเรียกหุ่นนั้นว่าอาโฉ่ว ท่านรู้หรือไม่ว่านางเป็ใคร”
มือของราชครูที่กำลังป้อนนมให้องค์ชายน้อยอยู่พลันสั่นไหวขึ้นมา จนนมในช้อนหกเลอะเทอะไปหมด
องค์ชายน้อยที่อ้าปากรอให้ป้อนนมอยู่ เมื่อไม่มีนมให้ดื่ม ดวงตาน้อยๆก็ลืมขึ้น พร้อมตั้งท่าเตรียมจะร้องไห้
“นางคืออดีตฮองเฮา” ราชครูกล่าวขึ้นเพียงเท่านี้ ไม่ได้กล่าวอันใดต่ออีก
เฉินโย่วก็ไม่ได้ถามต่อ
องค์ชายน้อยก็ยังนิ่งเงียบรอให้คนป้อนนม
กลับเป็จ้งเยียนที่รู้สึกปวดหัวขึ้นมา เพราะตำหนักซีเหอของอดีตฮองเฮาไม่เคยเปิดมาก่อน ย่อมหมายความว่าศิษย์น้องเขาแอบปีนกำแพงเข้าไปอีกแล้วเป็แน่ ศิษย์น้องของเขาเป็โรคชอบปีนกำแพงเช่นนี้ ท่านอาจารย์กลับไม่จัดการ ทั้งที่ก็รู้ว่าวังหลวงนั้นแสนจะอันตราย
เพียงแต่ยามนี้ยังอยู่ต่อหน้าท่านอาจารย์ จ้งเยียนยังต้องรักษาหน้าของศิษย์น้องไว้ จึงไม่ได้เอ่ยสั่งสอนทันที รอไว้มีโอกาสอยู่กับศิษย์น้องตามลำพังแล้วค่อยคุยกันก็ยังไม่สาย
เมื่อป้อนนมองค์ชายน้อยเสร็จ อาหารของพวกเขาก็เตรียมพร้อมแล้วเช่นกัน
เฉินโย่ว ราชครูและจ้งเยียนจึงนั่งลงรับประทานอาหารพร้อมกัน
บนโต๊ะมีกับข้าวที่ทำจากผักเขียวมากมายเรียงรายเต็มโต๊ะ เฉินโย่วมองแล้วก็แทบจะหน้าเขียวตาม
“ท่านอาจารย์ หัวสุกร หัววัว หัวแพะเ่าั้ไปไหนหมดแล้วเล่า”
จ้งเยียนชินเสียแล้ว เขายังคงทำตามท่านอาจารย์ในวันวานที่กินเจจนเป็ความเคยชิน เมื่อได้ยินศิษย์น้องถามเช่นนี้ ก็ได้อธิบายขึ้น “สัตว์สามชนิดเ่าั้ เราจะไม่กินกัน แต่จะให้เหล่าขันทีและนางกำนัลกินแทน”
ยามนั้นเองเตี้ยวกูก็เดินนำเหล่านางกำนัลเข้ามา
เหล่านางกำนัลสายตามุ่งมั่น ท่าทางดูเคร่งขรึม
ทว่าเมื่อมาหยุดยืนตรงหน้านาง ก็เผยรอยยิ้มอย่างรู้มารยาท
“ลำบากท่านปราชญ์แห่งแผ่นดิน และท่านราชครูน้อยแล้ว นี่เป็น้ำแกงตุ๋นที่ฮองเฮาประทานให้พวกท่านเ้าค่ะ”
รอจนเหล่านางกำนัลจากไป เฉินโย่วก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
“ฮองเฮาดูเหมือนจะเป็คนดีไม่น้อย รู้ว่าพวกเราไม่มีกับข้าวกิน ก็เพิ่มกับข้าวให้เสียแล้ว”
ราชครูเห็นท่าทางของนางก็ได้แต่ส่ายหน้า
จ้งเยียนมองถ้วยหยกตรงหน้า อดที่จะหัวเราะไม่ได้
สายตาของเฉินโย่วยังคงจับจ้องไปที่เตี้ยวกูอย่างคาดหวัง มองเตี้ยวกูยกถ้วยฝังทองใบหนึ่งออกมา ถ้วยนั้นดูแล้วน่าจะมีราคาไม่เบา ้ายังมีฝาครอบ จะว่าไปก็หรูหรานัก
เตี้ยวกูยกฝาครอบออกอย่างคล่องแคล่ว……ด้านในเห็นเป็ผักพระพุทธอยู่หลายชิ้น
เฉินโย่ว “…”
“เหล่ากัว ที่ท่านไม่อยากกลับวังหลวง เอาแต่ดื่มกินกับพวกข้าไปวันๆ เป็เพราะอาหารในวังหลวงย่ำแย่มากใช่หรือไม่” เฉินโย่วทำคอตก เอาคางวางไว้บนโต๊ะแล้วกล่าวขึ้นอย่างสิ้นหวัง
