ตอนแรกจางเจียิมีท่าทีลังเล แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินกลับตอบตกลง จางเจียิจึงต้องตามเข้าบ้านอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก
“มา เข้ามานั่งบนเตียงอิฐสุมไฟก่อน คิดเสียว่าอยู่บ้านตัวเองนะ” ไม่รู้ว่าแม่อู๋กินยาอะไรผิดมา นางทำท่าเป็มิตรจนทั้งสองทำตัวไม่ถูก
พวกของจางเจียินั่งลงตามที่เธอบอก เมื่อแม่อู๋หันหลังเดินออกไป ฮั่วเสี่ยวเหวินจึงได้มีเวลาพิจารณาบ้านหลังนี้โดยละเอียด
การตกแต่งภายในบ้านไม่ได้ดีเลิศ มีเพียงแค่โต๊ะหนึ่งตัวกับตู้เสื้อผ้าสีซีดหนึ่งหลัง ของดูเยอะกว่าบ้านของจางเจียิเพียงเล็กน้อย
แม่อู๋ใช้ถาดน้ำชายกเม็ดแตงออกมา คราวนี้ทั้งสองยิ่งรู้สึกประหลาดใจเข้าไปใหญ่ ปกติแล้วเวลาไปอวยพรปีใหม่ยังไม่มีน้ำใจถึงขนาดนี้
จางเจียิะโลงจากเตียงอิฐ พูดอย่างไม่สบายใจเล็กน้อย “ป้าอู๋มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ ขอเพียงช่วยได้ พวกผมจะไม่ปฏิเสธแน่นอน”
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่รู้จักแม่อู๋ แต่เขารู้จัก
กลางดึกคืนหนึ่ง จางเจียิหิวจนทนไม่ไหว จึงอาศัยความมืด ‘หยิบ’ ของกินจากคนอื่น ไม่รู้ว่าถูกแม่อู๋รู้เข้าได้อย่างไร วันต่อมาแม่อู๋มายืนขวางที่หน้าบ้านของจางเจียิ ทันทีที่เขาออกจากบ้านก็ถูกแม่อู๋พูดฉีกหน้าใส่ทันที ทั้งคำพูดยังหยาบคายมาก
จากนั้นเมื่อนางเจอจางเจียิที่ใดก็จะชี้ไม้ชี้มือด่า เดิมทีเื่ที่จางเจียิไปขโมยของกินเพราะจนปัญญาเป็เื่ที่ไม่มีใครรู้ แต่ทีนี้กลับรู้กันทั้งหมู่บ้าน
เมื่อได้ยินจางเจียิถามว่าตัวเอง้าอะไร แม่อู๋กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ปากยังคงฉีกยิ้มกว้าง
“ก็ไม่ได้มีเื่สำคัญอะไรนักหรอก พวกเธอไปล่าสัตว์มาไม่ใช่หรือ?”
“ที่แท้ก็เื่นี้” แม่อู๋ยังพูดไม่จบ ฮั่วเสี่ยวเหวินก็เข้าใจแล้ว ดังนั้นจึงไม่ปิดบัง บอกเื่ที่จางต้ากั๋วสอนจางเจียิล่าสัตว์ให้ฟัง
ฮั่วเสี่ยวเหวินมีแผนการเป็ของตัวเอง สังคมในหมู่บ้านยังมีความคิดเป็ระบบศักดินา เธออยู่กับจางเจียิ ชื่อเสียงต้องฉาวโฉ่อยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้จึงไม่คิดจะปิดบังเมื่อมีคนดีกับตัวเอง เพราะอย่างไรเสีย เธอกับจางเจียิก็ยังต้องใช้ชีวิตในหมู่บ้าน มีคนให้พูดคุยด้วยย่อมดีกว่าไม่มี
ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อแม่อู๋ฟังแล้วหน้าเปลี่ยนสีทันที เริ่มจากรอยยิ้มจางลง ตามด้วยนำเม็ดแตงบนโต๊ะไปเก็บ
“ที่แท้ก็ไปล่าสัตว์กับจางต้ากั๋วนี่เอง เช่นนั้นก็พยายามเข้าล่ะ ได้ยินว่าการล่าสัตว์ต้องอาศัยดวง เหน็ดเหนื่อยครึ่งวันแต่ยังไม่ได้เงินสักเหมาก็มี”
หลังจากรู้ว่าจางเจียิไม่มีทางลัดในการหาเงิน แม่อู๋ก็ทำตัวมีมิตรไมตรีต่อไม่ลง
จริงอยู่ที่จางต้ากั๋วหาเงินจากการล่าสัตว์ได้เยอะจนคนในหมู่บ้านอิจฉา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง หนุ่มๆ ในหมู่บ้านออกไปล่าสัตว์ด้วยกัน ไปนานหลายสิบวันแต่กลับไม่ได้อะไรกลับมาเลย
หนุ่มๆ พวกนั้นบอกว่าการล่าสัตว์ต้องอาศัยดวง สุสานบรรพบุรุษของจางต้ากั๋วถูกฝังเป็อย่างดี จึงช่วยหนุนนำให้ล่าสัตว์ได้ทุกครั้งที่ขึ้นเขา
“เหอะ ใครบอกว่าผมล่าไม่ได้” จางเจียิตอบกลับด้วยความโมโห แต่เมื่อพูดออกไปแล้วก็ต้องเสียใจทันที เพิ่งจะมีตัวอย่างให้เห็นไปว่า ยุคนี้ห้ามพูดว่าตัวเองมีเงินหรือมีของ
“โอ้ อายุแค่นี้แต่ปากเก่งไม่เบา จะบอกว่าบ้านของเธอมีหมูป่าหรือไร?” แม่อู๋แค่นเสียงหัวเราะดูถูก ไม่เหลือภาพของการประจบประแจงเมื่อครู่เลยสักนิด
ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้ว่าแม่อู๋กำลังหลอกถามจางเจียิ จึงรีบลากเขาออกไป ปากพูดเสียงเรียบว่า “ป้าอู๋ พวกฉันยังมีธุระ วันหลังค่อยมาเที่ยวเล่นใหม่”
แม่อู๋ปิดประตูใส่ “ก็แค่นังสำส่อนไร้ยางอาย ยังจะกล้ามาเล่นลิ้นกับฉัน”
ไม่รู้ว่าจงใจพูดให้ทั้งสองคนได้ยินหรือไม่ แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินที่อยู่นอกประตูนั้นได้ยินอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
นึกไม่ถึงว่าสังคมในยุคนี้จะสกปรกขนาดนี้ หนึ่งนาทีก่อนต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ทว่าตอนนี้กลับเ็าใส่
ฮั่วเสี่ยวเหวินมองประตูบ้านแม่อู๋ อดใจลอยไม่ได้
“ฮั่วเสี่ยวเหวิน ไม่เป็ไรนะ รออีกสองสามปี พี่จะพาเธอออกไปจากที่นี่ ไปจากคนพวกนี้ตลอดกาล” จางเจียิได้ยินคำพูดของแม่อู๋เช่นกัน เขาเห็นฮั่วเสี่ยวเหวินยืนนิ่งไม่ขยับ รู้ทันทีว่าเธอเสียใจจึงพูดปลอบประโลม
ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจดี เธอเงยหน้าพูดอย่างจริงจังว่า “อื้ม พวกเราจะไม่กลับมาที่นี่อีก”
“งั้นพวกเรารีบไปหาคุณอาต้ากั๋วกันเถอะ” จางเจียิเตือน ฮั่วเสี่ยวเหวินจับมือเขาเดินไปที่บ้านจางต้ากั๋ว
ทั้งสองค่อยๆ เดินไปข้างหน้า มีชายคนหนึ่งเดินสวนมา เขาเอ่ยทักทายจางเจียิ “โอ๊ะ นี่มันจางเจียิไม่ใช่หรือ?”
ชายคนนี้ยิ้มระรื่น ทว่ากลับพูดจาน่าเกลียด “รสชาติของภรรยาเด็กเป็อย่างไรบ้าง? กลางคืนสุดยอดหรือไม่?”
จางเจียิไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเขา แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินเคยผ่านชาติที่แล้วมาก่อนจึงเข้าใจความหมายของคำพูดนั้น เธอหน้าแดงไปถึงหู รีบพูดเสียงเบาว่า “พวกเราไปกันเถอะ ไม่ต้องสนใจเขา”
จางเจียิไม่เข้าใจความหมาย แต่ดูจากปฏิกิริยาของฮั่วเสี่ยวเหวินแล้วก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาไม่ดี เขาจึงไม่ตอบอะไรกลับ และเดินผ่านไปเหมือนไม่ได้ยิน
กระทั่งเดินห่างออกมาไกลพอสมควร จางเจียิจึงหันไปถามด้วยความสงสัย “ที่เขาพูดหมายถึงอะไรหรือ?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ตอบ เอาแต่ก้มหน้าเดิน เห็นเธอไม่ตอบ จางเจียิก็ไม่ซักไซ้ คิดในใจว่าคงเป็คำหยาบละมั้ง
ทั้งที่บ้านของจางต้ากั๋วอยู่ไม่ไกล แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินกลับรู้สึกว่าใช้เวลาเดินไปถึงนานมาก เธอรู้สึกเหนื่อยจนอยากกลับไปนอนเดี๋ยวนี้
ซุ้มประตูบ้านจางต้ากั๋วทำจากอิฐ ก่อเรียงรายเป็ระเบียบ แค่มองก็รู้ว่าเป็บ้านของคนมีเงิน
ตอนนี้ทั้งสองมาถึงที่หน้าบ้านแล้ว และเห็นหลิวเยวี่ยกำลังกวาดหิมะกองโตในลานบ้าน
“คุณอาหลิว คุณอาต้ากั๋วอยู่บ้านไหมครับ?” จางเจียิเอ่ยถามอย่างสุภาพ
“ไม่อยู่ๆ มีอะไรก็บอกฉันได้ ไม่ต่างกันหรอก” หลิวเยวี่ยมีท่าทีรำคาญ คิดในใจว่าคงมายืมเงินจึงโกหกไป
เห็นหลิวเยวี่ยมีท่าทีเช่นนี้ ทั้งสองคนรู้สึกผิดหวัง จางเจียิทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินส่ายหน้าเป็สัญญาณให้กลับไปคุยกันที่บ้าน
จางเจียิจนปัญญา ได้แต่ลากรองเท้าที่เปียกชุ่มกลับไป ขณะที่เดินกลับบ้าน หยดน้ำตาก็พลันร่วงลงมาทีละหยด
น้ำตาอุ่นร้อนหยดใส่หิมะขาวใต้เท้า ทิ้งรูตื้นเล็กก่อนจะจางหายไป
“เพราะเหตุใด?” จางเจียิไม่เข้าใจแต่ก็ยังถามตัวเองซ้ำไปมา น้ำตาไม่อาจหยุดไหลได้โดยง่าย
เขาไม่เข้าใจ เหตุใดผู้หญิงที่ขายเสื้อผ้าจึงต้องหลอกเงิน ชายที่เจอระหว่างทางถึงคิดจะปล้นเงิน กระทั่งแม่อู๋กับคุณอาหลิวก็ยังแดกดันถากถางเขา
คำถามมากมายอยู่เต็มภายในหัว เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด มีเพียงหยดน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างเงียบๆ
เห็นเขาเป็เช่นนี้ ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่รู้จะพูดอะไรดี ทำได้แค่เดินไปกอดเขาไว้แน่น ในยามที่คนเราเสียใจ บางครั้งการกระทำแค่นี้ก็มีค่ามากกว่าคำพูดนับหมื่น
“ดูสิๆ…” มีคนที่ผ่านไปผ่านมามองว่าเป็เื่ตลก บางคนถึงขั้นถ่มน้ำลายมาทางพวกเขา “ถุย หน้าไม่อาย”
