เื่ราวที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงบุปผาในวังหลวง ถูกพูดถึงในเช้าวันต่อมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเื่ของเลี่ยวหลวนเฉิน สมรู้ร่วมคิดกับโจรหยางเสวียน กดขี่ข่มเหงขูดรีดเงินภาษีจากชาวเมืองซุยโจว
เมื่อถึงเวลานำตัวทาสทุกคนออกเดินทาง จึงใช้เวลานานกว่าทุกครั้งเพราะผู้คนสองข้างทาง ต่างเฝ้ารอขว้างปาสิ่งของและด่าทอสาปแช่ง กว่าจะหลุดพ้นจากประตูเมืองหลวง ก็าเ็กันไปไม่น้อยกับทาสทั้งหลาย
หลังจากงานเลี้ยงจบลงได้ไม่ดีเท่าใดนัก อีกสามวันต่อมารัชทายาทจ้าวเจาเยี่ยน ก็กลับมาจากการทำภารกิจตามราชโองการ แต่รัชทายาทกลับไปชำระล้างพระวรกายที่ตำหนักบูรพา จากนั้นจึงเสด็จไปเข้าเฝ้ากราบทูลรายงานต่อพระบิดา
“ถวายพระพรเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ลุกขึ้นเถิดรัชทายาท เ้าเพิ่งกลับมาถึงเช่นนั้นรึ” ฮ่องเต้ทรงเห็นความเหนื่อยล้าบนใบหน้าของโอรสก็ทรงทราบแล้ว
“พ่ะย่ะค่ะ ลูกเพิ่งกลับมาถึงเมื่อยามซื่อ และ้ารายงานเื่น้ำที่เมืองสุยโจวพ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาทมิอาจรั้งรอได้นาน เนื่องจากต้องรีบคัดเลือกขุนนางไปรับตำแหน่งเ้าเมือง
“ปัญหาเื่น้ำที่เมืองสุยโจวเป็อย่างไร สาเหตุเกิดจากภัยธรรมชาติหรือฝีมือของมนุษย์กันแน่”
“ทูลเสด็จพ่อเป็ฝีมือของมนุษย์ และยังเป็ขุนนางผู้มีตำแหน่งเป็เ้าเมือง ซึ่งลักลอบสร้างบ้านพักบนูเาอย่างใหญ่โต และปิดกั้นเส้นทางน้ำให้ไหลผ่านบ้านพักของตนแทน รวมถึงพวกเศรษฐีในเมืองสุยโจวบางคนพ่ะย่ะค่ะ”
“บัดซบ!! ขุนนางพวกนี้จะสอบเข้ามาทำไม หากไม่คิดทำประโยชน์อันใดให้กับราษฎร ทั้งที่รู้ว่าเบี้ยหวัดในแต่ละเดือนมิได้มากมาย หากบรรพบุรุษมิได้สร้างคุณูปการ หรือมีสมบัติไว้ให้จะต้องใช้เงินอย่างประหยัด นั่นเป็สิ่งที่ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ” ฮ่องเต้ทรงกริ้วอีกครั้งในรอบสามวันหลังงานเลี้ยง
“เพราะ้าอาศัยช่องโหว่ของระยะทาง หรือพื้นที่ที่ห่างไกลจากเมืองหลวง และคิดว่าเสด็จพ่อคงทอดพระเนตรไม่เห็น ยิ่งมีขุนนางในราชสำนักเอื้อประโยชน์ต่อกัน พวกเขาจะลงมือย่อมไม่มีอุปสรรคพ่ะย่ะค่ะ” แม้การปราบปรามขุนนางกังฉินจะมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่ควรมีกำหมายของแคว้นที่รัดกุมมากกว่านี้
“หึ ครั้งนี้เจิ้นได้เปิดหูเปิดตาได้กว้างขึ้นแล้วจริง ๆ เช่นนั้นรัชทายาทคัดเลือกคนที่เหมาะสม ร่วมกับอาจารย์ของเ้าแล้วส่งไปเมืองสุยโจว หวังว่าจะไม่ทำให้เจิ้นผิดหวังนะรัชทายาท”
“ลูกจะไม่ทำให้เสด็จพ่อผิดหวังแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาทจะไม่เข้าใจความนัยที่แฝงมาได้อย่างไร
“อืม เช่นนั้นก็กลับไปพักให้หายเหนื่อยเถิด แล้วค่อยกลับมาช่วยงานเจิ้นวันหลัง ส่วนเื่นี้เจิ้นจะประกาศให้ทุกคนรู้ ในวันจัดงานเลี้ยงต้อนรับกองทัพกลับมาถึงเมืองหลวงก็แล้วกัน” ฮ่องเต้คิดว่าเก็บไว้ประกาศในคราเดียว จะได้ตกรางวัลให้ทุกคนพร้อมกัน
“ลูกทราบแล้ว ทูลลาเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
รัชทายาทกลับตำหนักบูรพาเพื่อพักผ่อนจริง แต่เพียงแค่วันเดียวก็ลุกขึ้นมาทรงงาน หารือร่วมกับฟู่กั๋วกงพระอาจารย์ เพื่อคัดเลือกขุนนางเพื่อรับตำแหน่งเ้าเมืองสุยโจว สุดท้ายจึงคัดเลือกได้ตำแหน่งทั่นฮวา ของปีท่านผ่านมา ส่งชื่อนี้ถึงฮ่องเต้ให้มีราชการโองการแต่งตั้งอีกครั้ง
วันเวลาผ่านไปยิ่งใกล้วันที่กองทัพ โดยการนำของแม่ทัพใหญ่ใกล้จะถึงเมืองหลวงเต็มที ผู้คนเริ่มจับจองพื้นที่ในร้านน้ำชา หรือแม้แต่เหลาอาหารต่าง ๆ ที่จะมีทหารเดินผ่าน และอวี้จิ่นย่อมไม่พลาดเื่นี้เช่นกัน แต่นางไม่ต้องลงมือเองเพราะฟู่หลงเหยียน ส่งคนมาจับจองห้องส่วนตัวของเหลาอาหารไว้แล้ว
จนกระทั่งถึงวันที่กองทัพเดินทางใกล้ถึงประตูเมือง ผู้คนมากมายออกมารอต้อนรับเหล่าทหารั้แ่เช้า พวกเขาล้วน้าชื่นชมความกล้าหาญ บางคนมาเฝ้ารอดูบุตรหลานของตนด้วยความภูมิใจ
ยามประตูเมืองหลวงเปิดกว้าง เพื่อต้อนรับเหล่าทหารหาญทั้งหลาย ซึ่งมีธงผืนใหญ่เป็สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ปลิวสะบัดอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา เสียงะโของชาวบ้าน ที่มารอต้อนรับดังขึ้นเป็ระลอก ผู้คนพากันยกมือขึ้นทักทายแม่ทัพใหญ่ ที่นำหน้ากองทัพอย่างสง่าผ่าเผย
อวี้จิ่นที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างในห้องส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีฟู่หลงเหยียนยืนอยู่ข้าง ๆ มองออกไป พร้อมเสียงะโเรียกบิดาและพี่ชาย แม้ทั้งสองจะไม่ได้ยินและอวี้จิ่นย่อมรู้สึกดี ที่ได้มีส่วนร่วมกับทุกคนในวันนี้
“ท่านพ่อ! พี่ใหญ่! ทางนี้เ้าค่ะ”
“จิ่นเอ๋อร์อย่ายื่นตัวออกไปเช่นนั้นระวังตกไปด้านล่าง” ฟู่หลงเหยียนเอ่ยอย่างเป็ห่วง เมื่อเห็นอวี้จิ่นพยายามยื่นตัวออกไปโบกไม้โบกมือ
“อุย แหะ ๆ ๆ ขอโทษเ้าค่ะ ข้าดีใจมากจนลืมระวังตัวเอง ว่าแต่ว่าบุรุษอีกคนที่อยู่ด้านซ้ายมือของท่านพ่อ น่าจะอายุน้อยกว่าไม่กี่ปีคือผู้ใดหรือเ้าคะ?”
“อ้อ บุรุษผู้นั้นคือซีจวิ้นอ๋องแห่งทิศประจิม เป็พระอนุชาต่างมารดาของฮ่องเต้น่ะ ไม่คิดว่าจะกลับมาเมืองหลวงพร้อมท่านลุงได้” เื่นี้อยู่เหนือการคาดเดาของฟู่หลงเหยียนอย่างยิ่ง
“ดูท่าทางน่าเกรงขามไม่แพ้ท่านพ่อเลยเ้าค่ะ คงจะเก่งกาจด้านการรบไม่น้อยใช่ไหมเ้าคะพี่ชายฟู่”
“อืม ใช่แล้วล่ะ มิเช่นนั้นชายแดนทิศประจิม จะยังรักษาเอาไว้ได้อย่างยาวนานเช่นนี้หรือ แต่พี่ว่าพวกเรากลับไปรอท่านลุงกับอาหยวนที่จวนดีหรือไม่ จิ่นเอ๋อร์บอกว่าจะทำอาหารต้อนรับด้วยตนเองมิใช่รึ ยังมีเวลาอีกมากเพราะท่านลุงต้องเข้าเฝ้า ถวายรายงานเื่การรบเสียก่อน จากนั้นถึงจะแยกย้ายกันกลับจวน” ฟู่หลงเหยียนเองก็ชื่นชมซีจวิ้นอ๋องไม่น้อย ด้วยฝีมือการต่อสู้และการวางแผนการรบ
“จริงด้วยเ้าค่ะ วันนี้ต้องทำอาหารเยอะสักหน่อย ท่านพ่อกับพี่ใหญ่คงจะหิวมากแน่ ๆ ท่านแม่ดูแลบ่าวไพร่ตกแต่งจวนอยู่ ยามกลับถึงจวนทั้งสองต้องแปลกใจ ที่จวนงดงามขึ้นผิดหูผิดตา แค่คิดก็น่าสนุกแล้วนะเ้าคะ คิ คิ คิ”
ั้แ่อวี้จิ่นเล่าเื่องค์หญิงใหญ่ให้มารดาฟัง วันต่อมาก็เริ่มปรับปรุงสวนดอกไม้ แผ้วถางหญ้าทำความสะอาด ไหนจะขยายเรือนของเจียงหยวนให้กว้างกว่าเดิมอีก อวี้จิ่นแทบจะรอให้ถึงงานมงคลไม่ไหว
เมื่อฟู่หลงเหยียนพาอวี้จิ่นกลับมาถึงจวน จึงเข้าครัวอาสาเป็ผู้ช่วยของนางในการทำอาหารมีทั้งต้ม ผัด แกง ทอด อวี้จิ่นทำออกมาจำนวนมาก เนื่องจากนางอยากให้บ่าวไพร่ได้ทานด้วยเช่นกัน
หลังจากทำอาหารเสร็จได้ไม่นาน มีสาวใช้เข้ามารายงานนางถึงในครัว ว่าบิดาและพี่ชายใกล้จะถึงจวนแล้ว ตอนนี้ท่านย่ากับมารดาของนางกำลังไปรอแม่ทัพใหญ่ที่หน้าจวน ดังนั้นนางจึงต้องตามไปโดยเร็ว
บุรุษรูปร่างสูงใหญ่ที่นั่งบนหลังม้าอย่างองอาจ ในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่หน้าจวนเมื่อมองเห็นคนในครอบครัว ออกมายืนรอต้อนรับตนเองกับบุตรชาย ทำให้ความเหนื่อยล้าที่มีพลอยหายไปสิ้น พอลงจากหลังม้าแม่ทัพใหญ่และเจียงหยวน ทำความเคารพผู้าุโอย่างฮูหยินผู้เฒ่า ก่อนจะหันไปทักทายภรรยาและลูก ไม่เพียงเท่านั้นยังมีบุรุษแปลกหน้าอีกสองคน ที่ตามแม่ทัพใหญ่มาที่จวนอีกด้วย
“คารวะท่านแม่ขอรับ”
“คารวะท่านย่าและท่านแม่ขอรับ”
“อืม พวกเ้าปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว อากุ่ยแม่ยินดีกับผลงานครั้งนี้ของเ้ากับอาหยวนด้วยนะ แล้วนั่นคือผู้ใดกันที่มากับเ้าน่ะ” ฮูหยินผู้เฒ่าแสดงความดีใจกับบุตรชาย และถามถึงคนที่มาเป็แขกเพิ่มด้านหลัง
“ขอบคุณท่านแม่ขอรับ อ้อ ท่านแม่ขอรับท่านผู้นี้ก็คือ ซีจวิ้นอ๋องที่ดูแลเมืองอยู่ทางด้านทิศประจิม ครั้งนี้ได้ท่านอ๋องช่วยเหลือ ทำให้แคว้นจ้าวได้ชัยชนะกลับมาขอรับ” แม่ทัพใหญ่เกือบจะลืมว่าซีอ๋องตามตนเองมาที่จวน
“ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ”
“ทุกท่านตามสบายเถิด เปิ่นหวางมิใช่คนมากพิธีอันใดนัก แม่ทัพใหญ่พาฮูหยินผู้เฒ่าเข้าไปในเรือนเถิด ยืนนาน ๆ ไม่ดีต่อผู้สูงวัยนัก”
“พ่ะย่ะค่ะ เชิญท่านอ๋องพักผ่อนด้านในก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ น้องหญิงพี่รบกวนเ้าให้บ่าวไพร่เตรียมเรือนรับรอง ให้ท่านอ๋องกับผู้ติดตามได้ชำระล้างร่างกายด้วยนะ”
“ได้เ้าค่ะท่านพี่ ข้าจะรีบไปจัดการประเดี๋ยวนี้” จางฮูหยินรับคำสามีนางกับมู่เสียจึงแยกไปอีกทาง เพื่อเตรียมเรือนรับรองสำหรับซีอ๋อง
ส่วนเจียงหยวนและฟู่หลงเหยียน ทักทายกันด้วยการพยักหน้าเบา ๆ เท่านั้น แต่คนที่ไม่ยอมปริปากพูดกลับเป็อวี้จิ่น ที่เอาแต่มองตามหลังซีอ๋องเหมือนมีบางอย่างที่น่าสนใจ เมื่อถูกคนเป็พี่ชายทักทาย นางจึงหยุดความคิดไว้เพียงแค่นั้น
“จิ่นเอ๋อร์พี่ใหญ่กลับมาแล้ว จะไม่ทักทายกันหน่อยหรือ ระหว่างที่พี่ใหญ่ไม่อยู่มีใครมาหาเื่ หรือว่ากลั่นแกล้งรังแกเ้าหรือไม่ รีบบอกพี่ใหญ่มาไว้พี่ใหญ่จะไปจัดการพวกมันให้เ้าเอง” เจียงหยวนกังวลเื่นี้จนลืมไปว่า ข้างกายน้องสาวมีองครักษ์ฝีมือดีถึงสองคน ไหนจะเ้าตัวที่ฉลาดเอาตัวรอดไม่ยากเย็นนัก
“พี่ใหญ่ท่านลืมอะไรไปหรือไม่ น้องสาวของท่านผู้นี้เป็ถึงเทพธิดาพยากรณ์เชียวนะ ใครหน้าไหนจะกล้ามารังแกได้ ถึงมีคนเ่าั้ต้องผ่านด่านน้าตงลู่กับพี่เฟยอินก่อน รวมถึงองครักษ์มือหนึ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตอนนี้ด้วยเ้าค่ะ เป็อย่างไรเพียงเท่านี้ท่านคิดว่า ใครจะกล้ามารังแกข้าได้อีกหรือเ้าคะ” อวี้จิ่นได้ทีก็โอ้อวดตนต่อหน้าพี่ชายเสียยกใหญ่
“โอ้ พี่ใหญ่ลืมไปได้อย่างไรนะ สงสัยจะเป็ห่วงเ้ามากเกินเสียแล้ว ว่าก็ว่าเถิดนะจิ่นเอ๋อร์ พี่ใหญ่รู้สึกว่าในจวนของเราดูดีขึ้นนะเ้าว่าไหม” เจียงหยวนรู้สึกไม่คุ้นตากับการปรับปรุงจวนสักเท่าใดนัก
“จวนของเราต้องดูดีกว่าเดิมสิเ้าคะ อีกไม่นานพี่ใหญ่ก็ต้องจัดงานมงคลแล้วนี่นา”
“จะ จะ เ้ารู้ได้อย่างไรจิ่นเอ๋อร์!! ว่าพี่คิดจะทำสิ่งใดเมื่อกลับมา” เจียงหยวนใกับคำพูดของน้องสาว เพราะตนเองยังไม่ได้บอกถึงความคิดนี้ของตนกับผู้ใด
“ข้ารู้ั้แ่พี่ใหญ่จะออกเดินทางแล้วเ้าค่ะ เื่สินสอดหรือฤกษ์มงคลไม่ต้องห่วงนะเ้าคะ ข้ากับท่านแม่เตรียมพร้อมไว้ให้แล้ว รอแค่พี่ใหญ่ทูลขอให้สำเร็จเท่านั้น” อวี้จิ่นแอบกระซิบบอกกับพี่ชาย แต่คนรอบข้างกลับได้ยินกันทุกคน
“ไอหยา จิ่นเอ๋อร์น้องรักของพี่ใหญ่ เ้าช่างเก่งกาจยิ่งนักมาให้พี่ใหญ่กอดหน่อย”
“ไม่เ้าค่ะ พี่ชายฟู่ดูพี่ใหญ่สิเ้าคะ จำชุดใหม่ของข้าเลอะพี่ใหญ่จะแกล้งข้า ท่านต้องจัดการพี่ใหญ่นะเ้าคะ” อวี้จิ่นวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังฟู่หลงเหยียน ที่ยืนหน้านิ่งมองสหายของตน กำลังกางแขนจะกอดน้องสาว ด้วยสภาพที่มีแต่ฝุ่นเกรอะกรัง จึงได้ยกเท้าขึ้นกันสหายเอาไว้เสียก่อน
ปึก!!
“อาเหยียนเ้าจะทำอะไร?”
“เ้าน่ะสิจะทำอะไร เพิ่งกลับมาถึงบนร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่น น้ำก็ยังไม่ได้อาบอย่าได้คิดมากอดจิ่นเอ๋อร์ของข้า”
“แบร่ ๆ ๆ “
“นี่เ้า!! ฮึ่ย เอาเท้าเ้าออกไปข้าจะไปอาบน้ำ กลับมาข้าต้องได้กอดน้องสาวตัวเอง หึ” เจียงหยวนหมั่นไส้สหายเหลือเกินยามนี้
ผู้ติดตามทั้งหลายต่างส่ายหน้าพร้อม ๆ กัน คนนึงก็หมั่นไส้สหาย คนนึงก็หวงน้องสาวสหาย พวกเขาจึงไม่อยากเลือกข้างผู้ใดเลยจริง ๆ
หลังจากบุรุษผู้กลับมาจากสนามรบ ได้ชำระร่างกายเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ และกลับมายังห้องโถงที่ยามนี้ มีอาหารน่าทานมากมายวางอยู่บนโต๊ะ ก็เริ่มหิวขึ้นมาเสียแล้ว เมื่อรอให้ซีอ๋องคีบอาหารขึ้นชิม ไม่ต้องรอให้เอ่ยอนุญาต ทุกคนพร้อมใจกันทานทันที
ซีอ๋องไม่คิดว่าฝีมือการทำอาหารของอวี้จิ่น จะมีรสชาติแตกต่างกับอาหารที่เคยเสวยมากเช่นนี้ นี่จึงเป็ครั้งแรกที่ซีอ๋องขอเติมข้าว และยังถูกอวี้จิ่นจ้องมองอยู่เช่นเดิม ซีอ๋องสังเกตเห็นแล้วจึงหยุดตะเกียบไว้ แลถามนางอย่างตรงไปตรงมา
“ไม่ทราบว่าคุณหนูเจียง้าถามสิ่งใดกับเปิ่นหวางรึ?”
“หม่อมฉัน ขอจับมือท่านอ๋องได้หรือมะ...”
“จิ่นเอ๋อร์!! จิ่นเอ๋อร์!! จิ่นเอ๋อร์!!” เสียงของบุรุษสามคนดังขึ้นพร้อมกันทันทีที่อวี้จิ่นพูดคำนี้
“เ้าคะ?”
“เหตุใดถึงพูดเช่นนั้นเล่า อย่าได้เสียมารยาทกับท่านอ๋องสิลูก เอ่อ ท่านอ๋องอย่าได้ถือสาเื่ที่จิ่นเอ๋อร์พูดเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอประทานอภัยจริง ๆ” แม่ทัพใหญ่ปรามบุตรสาวไม่เต็มเสียงนัก แต่ไม่ลืมหันไปขอโทษซีอ๋องด้วยเช่นกัน
“เอาสิ เปิ่นหวางอนุญาต ได้ยินชื่อเสียงของคุณหนูเจียง ก็อยากจะรู้ว่าเป็อย่างที่ผู้คนพูดถึงจริงหรือไม่” ซีอ๋องทรงอนุญาตและมองอวี้จิ่นอย่างเอ็นดู
“ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง เช่นนั้นหลังจากรับสำรับเสร็จแล้ว ค่อยพูดเื่นี้อีกครั้งเพคะ” อวี้จิ่นรู้สึกตื่นเต้นอยู่เล็กน้อย ที่ซีอ๋องมิได้ปฏิเสธและยังอยากพิสูจน์ด้วยพระองค์เอง
ดังนั้นเมื่อการทานอาหารแสนอร่อยจบลง ทั้งเ้าของจวนและแขกสูงศักดิ์ จึงย้ายมานั่งที่ห้องรับแขกของจวน โดยซีอ๋องไม่ลืมเื่ที่ทรงอนุญาตให้อวี้จิ่น สามารถััมือตามที่ขอได้
“คุณหนูเจียงจะเริ่มเลยหรือไม่”
“ยินดีเพคะ ขอประอภัยนะเพคะท่านอ๋อง”
ทุกคนภายในห้องรับแขกต่างเงียบ ไม่มีการพูดคุยใด ๆ เกิดขึ้น เพื่อให้อวี้จิ่นได้ใช้สมาธิกับเื่ที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า
เมื่ออวี้จิ่นได้ััฝ่ามือของซีอ๋อง เื่ราวในชีวิตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กว่าซีอ๋องจะมาถึงทุกวันนี้ได้ไม่ใช่เื่ง่าย พระชายาผู้เป็ที่รักยังตกตายไม่ทราบสาเหตุ มีเพียงซื่อจื่อตัวน้อยผู้เป็พยานรัก ระหว่างคนทั้งสองแต่พักหลังซีอ๋องเริ่มห่างกับบุตรชาย ซึ่งมอบหมายให้ชายารองช่วยเลี้ยงดู
หากซีอ๋องยังเป็เช่นนี้ต่อไปจนซื่อจื่อเติบโต คนที่้าทำลายพวกเขาย่อมสมหวัง ซื่อจื่อถูกกำจัดคนชั่วได้รับตำแหน่งแทน และการมาเยือนเมืองหลวงของซีอ๋อง คือมาทำการค้ากับนาง ฉะนั้นมีลูกค้ากระเป๋าหนักมาพบถึงที่ อวี้จิ่นย่อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่
พอเห็นว่าอวี้จิ่นลืมตาซีอ๋องไม่รีรอที่จะถาม ว่านางมองเห็นสิ่งใดบ้างหรือไม่
“ว่าอย่างไรคุณหนูเจียง เ้ามองเห็นอันใดบ้างจากการัันี้”
“ทูลท่านอ๋อง เื่ทำการค้าหม่อมฉันยินดีให้ความร่วมมือ แต่..”
“แต่อันใดรึคุณหนูเจียงเชิญเ้าพูดออกมาเถิด” ซีอ๋องได้ยินคำว่าแต่ตามหลัง ก็เกรงว่าจะมีข้อแม้อย่างอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ จึงอยากให้อวี้จิ่นพูดออกมาโดยเร็ว
“แต่ท่านอ๋องต้องดูแลซื่อจื่อให้ดีกว่านี้เพคะ เพราะนี่เป็ดวงใจที่พระชายามอบไว้ให้กับพระองค์ ทรงมั่นใจได้อย่างไรเพคะ ว่าพระชายารองผู้นั้นเลี้ยงดูซื่อจื่อเป็อย่างดี ทรงอย่าลืมว่าหมู่มวลสตรี มีมารยาหลายร้อยเล่มเกวียนนะเพคะ” อวี้จิ่นพูดอย่างจริงจังทั้งสีหน้าและแววตา
“เ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ช่วยอธิบายให้เปิ่นหวางเข้าใจมากกว่านี้ได้ไหม” ซีอ๋องแอบใที่อวี้จิ่นพูดถึงพระชายา
“ถ้าท่านอ๋องยังปล่อยให้ซื่อจื่อน้อย อยู่ในความดูแลของพระชายารอง อีกไม่นานพระองค์จะสูญเสียซื่อจื่อ เช่นที่สูญเสียพระชายาอย่างแน่นอน เมื่อไร้อุปสรรคขวางทางทั้งแม่ทั้งลูก วันหนึ่งเกิดพระชายารองตั้งครรภ์ขึ้นมา มีบุตรชายให้ท่านอ๋องตำแหน่งซื่อจื่อ คงหนีไม่พ้นบุตรของพระชายารองกระมังเพคะ”
“คุณหนูเจียงกำลังจะบอกเปิ่นหวางว่า ชายารองคือคนที่ทำร้ายชายาเอกของเปิ่นหวาง และยามนี้ยังคิดปองร้ายซื่อจื่ออีกเช่นนั้นรึ!” ซีอ๋องลองคิดทบทวนก็มีทางเป็ไปได้ เพราะพระองค์อยู่ที่ค่ายทหารเสียเป็ส่วนใหญ่
“ท่านอ๋อง กระหม่อมคิดว่าเป็เื่จริงพ่ะย่ะค่ะ เนื่องจากพักหลังซื่อจื่อดูเงียบผิดปกติ และไม่ขอร้องให้พาไปที่ค่ายทหารอีก กระหม่อมคิดว่าพระชายารองต้องข่มขู่ หรือพูดจาทำร้ายจิตใจซื่อจื่อก็เป็ได้พ่ะย่ะค่ะ” หวาอานนึกถึงสิ่งที่ตนเคยสังเกตเห็นอยู่ครั้งหนึ่ง
“กรอดดด! นางงูพิษ! บังอาจทำร้ายคนรักของเปิ่นหวาง ตอนนี้ยังคิดกำจัดบุตรชายเพียงคนเดียวของเปิ่นหวางอีกรึ กลับไปถึงเหอหยางเมื่อใดเปิ่นหวางไม่เก็บนางเอาไว้แน่” ยามนี้ซีอ๋องอยากจะกลับเมืองชายแดน ด้วยความเป็ห่วงบุตรชายเสียแล้ว
“ทูลท่านอ๋อง กระหม่อมคิดว่าให้แม่ทัพเสียนมู่ นำตัวซื่อจื่อไปดูแลที่จวนก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ อย่างน้อยแม่ทัพเสียนมู่ก็มีบุตรชายบุตรสาว ที่อายุไล่เลี่ยกันซื่อจื่อจะได้มีสหาย เผื่อเื่ที่ถูกพระชายารองทำร้าย จะเบาบางจากใจไปได้บ้างนะพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เพราะคนที่ซีอ๋องไว้ใจที่นั่นคงมีเพียงแม่ทัพเสียนมู่
“ของคุณแม่ทัพใหญ่ที่คิดวิธีที่ดีนี้ให้เปิ่นหวาง หวาอานเ้าส่งจดหมายถึงแม่ทัพเสียนมู่โดยด่วน และให้คนของคอยจับตาดูพระชายารองไว้ หากนางลักลอบพบผู้ใดให้จับตัวพวกมันทุกคน นำไปขังคุกใต้ดินในจวนรอเปินหวางกลับไปชำระความ” ซีอ๋องเห็นด้วยกับวิธีของแม่ทัพใหญ่
“รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” หวาอานรีบกลับไปที่เรือนรับรอง เพื่อเขียนจดหมายถึงแม่ทัพเสียนมู่ทันที
“เฮ้อ หากไม่มีคุณหนูเจียงเปิ่นหวางคงต้องเสียใจอีกครั้งเป็แน่ ขอบใจเ้ามากจริง ๆ ถ้ามีโอกาสไปท่องเที่ยวเมืองเหอหยาง ให้เ้าแจ้งทางจดหมายเปิ่นหวางจะรอต้อนรับด้วยตนเอง”
“ขอบพระทัยเพคะ สักวันหนึ่งหม่อมฉันจะไปเยือนเหอหยาง และแวะไปที่จวนท่านอ๋องอย่างแน่นอนเพคะ” อวี้จิ่นดีใจที่ซีอ๋องเชื่อคำเตือนของตน
“ส่วนเื่การค้ารบกวนคุณหนูเจียง ร่างหนังสือสัญญาให้เปิ่นหวางได้ดูรายละเอียด ก่อนจะลงนามทำการค้าร่วมกันด้วยนะ”
“เพคะ หม่อมฉันจะทำข้อเสนอที่เป็ธรรมทั้งสองฝ่าย ไม่มีผู้ใด้เปรียบหรือเสียเปรียบเด็ดขาดเพคะ”
“เช่นนั้นเปิ่นหวางไม่รบกวนพวกท่านแล้ว ขอตัวกลับเรือนรับรองไปพักผ่อน ไว้เจอกันใหม่วันพรุ่งนี้”
“พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ”
ซีอ๋องรู้สึกขอบคุณตนเองยิ่งนัก ที่ตัดสินใจเดินทางมาเมืองหลวง หากไม่ได้พบอวี้จิ่นพระองค์คงไม่ทราบเื่ และอาจสูญเสียบุตรชายผู้เป็ตัวแทนความรัก ที่พระองค์กับพระชายาเอกมีต่อกันไปตลอดกาล
ด้านในห้องรับแขกทุกคนอยู่พูดคุยกันเพียงครึ่งชั่วยาม หลังฮูหยินผู้เฒ่ากลับเรือนไปพักผ่อน ก็ถึงคราวสองพ่อลูกที่เพิ่งกลับมาบ้างเช่นกัน เมื่อเป็เช่นนี้ฟู่หลงเหยียนจึงขอตัวกลับจวนบ้าง แต่ไม่ลืมเตือนอวี้จิ่นเื่ที่ตนจะมารับนาง เพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับกองทัพ ซึ่งมีฮ่องเต้เป็ประธานของงานเลี้ยงในครั้งนี้ ‘
“กระหม่อมขอปฏิเสธเื่ที่โจวเต๋อเฟยตรัสออกมาพ่ะย่ะค่ะ”
