“เขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับหกขั้นสูงสุด”
เยี่ยเฉินเฟิงซ่อนตัวอยู่ภายในถ้ำหิมะแห่งหนึ่ง เขาใช้เวลามากกว่าครึ่งค่อนวันไปกับการดูดซับจิตอสูรของเฮยหยา เพิ่มพูนพลังของตนเองจนถึงจุดสูงสุดของเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับหก
เนื่องจากตอนที่ประมือกับโยวซานเสียน เยี่ยเฉินเฟิงฝืนทะลวงเขตแดนของตนเอง ทำให้รากฐานของการบ่มเพาะพลังไม่มั่นคงอยู่เล็กน้อย ดังนั้นเขาจึงไม่อยากรีบร้อนเลื่อนระดับสู่เขตแดนจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่ง
หลังจากเพิ่มระดับพลังที่แท้จริงเรียบร้อยแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็นำถุงเอกภพที่ได้จากการสังหารเฮยหยาออกมาสำรวจ และพบว่าภายในมีผลึกิญญาระดับต่ำอยู่เกือบห้าร้อยก้อน
นอกจากผลึกิญญาระดับต่ำแล้ว ภายในถุงเอกภพยังมีสมุนไพรฟ้าดินแสนล้ำค่าบรรจุอยู่สิบกว่าต้นรวมทั้งอาวุธิญญาระดับหลิงขั้นต่ำอีกสองชิ้นด้วย
ทว่าภายในถุงเอกภพนั้น สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเยี่ยเฉินเฟิงมากที่สุดก็ยังเป็กระบี่หนักที่คุณสมบัติไม่ธรรมดาเล่มนั้นอยู่ดี
“กระบี่หนักเล่มนี้สร้างขึ้นมาจากผงดารา์ แร่เหล็กเหมันต์หมื่นปีและหินนิลกาฬหลอมรวมกันหรือเนี่ย ภายในยังไม่มีอักขระสนับสนุนใดใดสลักไว้อีกด้วย”
ในตอนที่เยี่ยเฉินเฟิงปลดปล่อยพลังิญญาให้แทรกซึมเข้าไปในกระบี่หนัก สมองกลืนเทวะก็ประมวลผลแล้วแสดงข้อมูลของกระบี่หนักออกมาทันที
“ไม่มีการสลักอักขระสนับสนุนใดใดและยังเป็อาวุธิญญาระดับ หลิงขั้นกลางได้ หากข้าสลักอักขระโจมตีจำนวนหนึ่งลงไปในกระบี่หนักเล่มนี้ พลังโจมตีของมันอาจจะเพิ่มสูงจนมีคุณภาพเทียบเท่าอาวุธิญญาระดับหลิงขั้นสูงก็เป็ได้” เยี่ยเฉินเฟิงยิ่งมองก็ยิ่งชื่นชอบกระบี่หนักเล่มนี้ จึงตัดสินใจจะใช้เวลาที่มีไปกับการสลักอักขระโจมตีไว้ภายใน เพื่อเพิ่มระดับคุณภาพของมัน”
เวลาเดินผ่านไปวันแล้ววันเล่า นอกจากทานอาหารและนอนพักผ่อนแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็ใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดไปกับการสลักอักขระโจมตีลงในกระบี่
ประมาณเจ็ดวันผ่านไป เยี่ยเฉินเฟิงสูญเสียทรัพยากรไปจำนวนไม่น้อย ในที่สุดก็สลักอักขระโจมตีขนาดใหญ่เก้าสายลงในกระบี่หนักได้สำเร็จ
หลังจากอักขระใหญ่ทั้งเก้าสายเป็รูปเป็ร่างขึ้นมา ระดับคุณภาพของกระบี่หนักก็เปลี่ยนแปลงในทันที น้ำหนักของตัวกระบี่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว สูงถึงสามพันจิน ระดับคุณภาพของกระบี่หนักเพิ่มสูงขึ้นอีกหนึ่งขั้น กลายเป็อาวุธิญญาระดับหลิงขั้นสูงเรียบร้อยแล้ว
“สำเร็จแล้ว!”
ประจักษ์ถึงอักขระโจมตีที่ขดตัวคดเคี้ยวราวกับัขดตัวอยู่ภายในตัวกระบี่ เยี่ยเฉินเฟิงก็เผยรอยยิ้มสดใสขึ้นแล้วพึมพำกับตัวเอง “ต่อจากนี้ไปเ้าจะกลายเป็กระบี่หนักพานหลง[1]ของข้าแล้ว”
เยี่ยเฉินเฟิงพักผ่อนอยู่ภายในถ้ำน้ำแข็งต่ออีกสักพักก็ออกเดินทางต่อ เขาเดินทางมาที่ใต้ธารน้ำแข็งสูงนับสิบเมตรแห่งหนึ่ง เพื่อเตรียมทดสอบพลังอำนาจของกระบี่หนักพานหลง
“ฉัวะ!”
เยี่ยเฉินเฟิงส่งแรงผ่านท่อนแขนของตนเอง รอยตรากระบี่อันน่าหวาดกลัวพลันปรากฏออกมาจากกระบี่หนักพานหลง และพุ่งผ่านอากาศอันหนาวเหน็บ ตัดแยกธารน้ำแข็งที่อยู่ไกลออกไปจนแยกเป็สองฝั่งได้ในชั่วพริบตา
“กระบี่หนักเหมาะสมกับข้ามากที่สุดจริงเสียด้วย”
หลังจากฟันกระบี่ออกไป เยี่ยเฉินเฟิงก็รู้สึกยินดีปรีดาเป็อย่างมาก ผู้ที่ฝึกบำเพ็ญสองสายเช่นตนมีเพียงการใช้กระบี่หนักเท่านั้นถึงจะดึงพละกำลังร่างกายออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด
“เดินลึกเข้าไปด้านหน้าเรื่อยๆ ก็แล้วกัน”
เยี่ยเฉินเฟิงเก็บกระบี่หนักพานหลงลงในถุงเอกภพ เหลือบมองดวงอาทิตย์ที่ลอยสูงอยู่บนท้องฟ้าเพื่อแยกแยะทิศทางสักเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเดินลึกเข้าไปในเทือกเขาหิมะ ตามหายอดเขาปิงหลิงให้พบ
ยิ่งเข้าไปลึกมากเท่าไหร่ เทือกเขาหิมะก็ยิ่งอันตรายขึ้นเท่านั้น เยี่ยเฉินเฟิงต้องเผชิญหน้ากับการจู่โจมของสัตว์วิเศษอยู่เป็ครั้งคราว
แต่เพราะตัวเขามีกระบี่หนักพานหลงอยู่ พลังโจมตีจึงน่าหวาดกลัวขึ้นหลายเท่าตัว อีกทั้งในตอนที่กำลังเข่นฆ่าสัตว์อสูรอยู่นั้น รากฐานการบ่มเพาะของเขาก็มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ จนห่างจากการทะลวงสู่เขตแดนจอมพลอสูรโลกาเพียงเส้นบางๆ ขวางกั้นเท่านั้น
“เฮ้อ ยอดเขาปิงหลิงมันตั้งอยู่ตรงไหนกันแน่นะ”
เยี่ยเฉินเฟิงยืนอยู่บนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง สายตามองทะลุหิมะที่กำลังร่วงหล่นอย่างหนาแน่นไปยังเทือกเขาหิมะที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
เขาเหมือนกับคนหลงทางที่เดินวนเวียนอยู่ภายในเทือกเขาหิมะเป็เวลายี่สิบเอ็ดวันแล้ว แต่ก็ยังหายอดเขาปิงหลิงไม่เจอสักที จนเขาเริ่มรู้สึกท้อแท้ในใจ
“หือ เป็การสั่นไหวของพลังิญญาที่แข็งแกร่งมาก”
ในตอนที่เยี่ยเฉินเฟิงพยายามฮึดสู้และเดินลึกเข้าไปในเทือกเขาหิมะเพื่อค้นหายอดเขาปิงหลิงต่อ ประสาทััอันเฉียบคมของเขาก็ััการสั่นไหวของพลังิญญาสุดแข็งแกร่งได้จากหุบเขาหิมะอันเงียบสงัดแห่งหนึ่ง จึงเกิดอาการลังเลเล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้าไปภายในหุบเขานั้น
เขาโคจรทักษะกลืนิญญาเก็บซ่อนกลิ่นอายของตนเอง แล้วย่องเข้าไปใกล้ๆ ส่วนลึกของหุบเขาหิมะอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพบกับสตรีร่างสูงโปร่งในชุดคลุมขนจิ้งจอกสีขาว ในมือถือกระบี่คู่สีเงินวาววับ กำลังรบราฆ่าฟันอยู่กับนางไม้ที่ควบคุมรากไม้สีดำจำนวนมากให้โจมตีโต้ตอบ
“เป็สตรีที่งดงามมาก!”
ในตอนที่เยี่ยเฉินเฟิงได้เห็นรูปโฉมของอีกฝ่าย ก็พลันรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดอันล้ำลึกบางอย่าง
นางมีใบหน้ารูปไข่ที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจทุกสรรพสัตว์ สายตาที่เผยออกมาจากดวงตาดอกท้องดงามคู่นั้นราวกับมนต์สะกดชนิดหนึ่งที่สามารถ่ชิงความสว่างไสวทั้งหมดไปได้
ริมฝีปากสีแดงสดที่เห็นแล้วชวนให้ไม่อยากจะละสายตาไปที่อื่น ประกอบกับผิวขาวเนียนละเอียด คิ้วเรียงสวยได้รูปและเส้นผมยาวสลวยสีดำสนิท เป็ยอดพธูที่งดงามเย้ายวนใจั้แ่ภายในจรดออกมาถึงภายนอกอย่างแท้จริง
ทว่าเยี่ยเฉินเฟิงยังัักลิ่นอายอันตรายเข้มข้นจากร่างของนางได้ด้วย ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้มีเพียงกุ่ยเซียนคร่า์และโยวิเต้าเท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกได้ สีหน้าจึงปรากฏความหวาดระแวงขึ้นมา
“อย่าบอกนะว่านางเป็ยอดฝีมือระดับเซียนอสูร์!” เยี่ยเฉินเฟิงเลิกคิ้วขึ้นสูง รู้สึกตื่นตระหนกกับพลังที่แท้จริงของสตรีผู้เลอโฉมนางนี้มาก
“สหายคนนั้น ไม่ทราบว่าพอจะยื่นมือช่วยเหลือข้าได้หรือไม่ ช่วยร่วมมือกับข้าต่อกรนางไม้ตนนี้หน่อย หากว่าพวกเราร่วมมือกันสังหารมันลงได้ หลังจากจบเื่แล้วข้าก็ยินดีจะแบ่งผลหยกหิมะให้เ้าหนึ่งผล
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงหลบซ่อนดูการต่อสู้อยู่จากที่ไกลๆ สตรีผู้งดงามที่กำลังต่อสู้ด้วยรัศมีกระบี่โชติ่และพลังิญญาทะยานฟ้า ก็ตรวจจับการคงอยู่ของเขาได้ จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไพเราะ ภายในน้ำเสียงยังแอบแฝงความเย้ายวนชวนให้หลงใหลอย่างเต็มเปี่ยม
“ผลหยกหิมะ!”
สมองกลืนเทวะมีคำอธิบายเกี่ยวกับผลหยกหิมะอยู่ ผลหยกหิมะที่สุกงอมแล้วจะมีมูลค่าสูงยิ่งกว่าเม็ดยาระดับหลิงเสียอีก ถ้าหากเยี่ยเฉินเฟิงได้มันมาจริงๆ ไม่เพียงแต่จะทะลวงสู่เขตแดนจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่งได้อย่างง่ายดาย แต่ยังสร้างรากฐานที่มั่นคงได้ภายในชั่วพริบตาอีกด้วย
แต่ไม่ว่าจะเป็นางไม้หรือสตรีผู้เลอโฉมนางนั้น ล้วนเป็ภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงของเขาทั้งสิ้น อีกอย่างเขาก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าเมื่อจบเื่ทุกอย่างแล้ว สตรีผู้งดงามนางนั้นจะไม่กลับคำสัญญาแล้วฆ่าเขาปิดปากหรือไม่
หลังจากคิดทบทวนอย่างรอบคอบ เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่คิดจะลุ่มหลงมัวเมาไปกับความโลภ ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะใช้เคลื่อนย้ายเงาพราย พุ่งทะยานฝ่าออกไปด้านนอก หลบหนีออกจากสถานที่อันตรายแห่งนี้ให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อหางตาเหลือบเห็นว่าเยี่ยเฉินเฟิงกำลังหลบหนีไป ดวงตากลมโตของหญิงสาวผู้งดงามก็พลันฉายแววแค้นเคืองเล็กน้อย นางร่ายรำกระบี่คู่ในมือ ตัดเฉือนรากไม้ที่แข็งแรงทนทานเ่าั้จนขาดสะบั้น จิตอสูรจิ้งจอกหิมะสามหางตนหนึ่งที่แผ่กระจายแสงสีม่วงเข้มก็ปรากฏขึ้นซ้อนทับร่างกายของนาง มันพุ่งเข้าใส่เยี่ยเฉินเฟิงพร้อมกับปลดปล่อยแรงดึงดูดอันน่ากลัวออกมา
“แย่แล้ว!”
แม้จะหนีออกมาไกลนับพันลี้ได้แล้ว แต่เยี่ยเฉินเฟิงก็ยังถูกแรงดึงดูดที่จิ้งจอกหิมะสามหางตัวนั้นปลดปล่อยออกมาเหนี่ยวรั้งร่างกายเอาไว้อยู่ดี จึงสูญเสียการควบคุมไปชั่วขณะ
“ะเิพละกำลังเจ็ดหมื่นจิน”
ใน่เวลาคับขัน เยี่ยเฉินเฟิงะเิพละกำลังที่แข็งแกร่งมากที่สุดออกมาจากร่าง ส่งแรงไปที่ขาทั้งสองข้างและสร้างความมั่นคงให้ร่างกายได้ในเสี้ยววินาที
จากนั้น เยี่ยเฉินเฟิงก็ใช้มือตบถุงเอกภพเพื่อเรียกกระบี่หนักพานหลงออกมา ปลดปล่อยอำนาจกระบี่อันแกร่งกล้าและฟาดฟันกระบี่อันหนักหน่วงทรงพลังออกไป
คลื่นกระบี่ที่ทรงอานุภาพร้ายกาจพาดยาวผ่านห้วงอากาศ ก่อนจะตัดเฉือนแรงดึงดูดอันมหาศาลที่จิ้งจอกหิมะสามหางปลดปล่อยออกมาจนขาดสะบั้นด้วยพลังโจมตีที่น่าตื่นตะลึง
จากนั้น เยี่ยเฉินเฟิงก็เพิ่มความเร็วของร่างกายขึ้นจนถึงขีดจำกัดสูงสุด และหายตัวไปจากหุบเขาหิมะสีขาวโพลนอย่างรวดเร็ว
“อำนาจกระบี่ เขาเป็แค่ปรมาจารย์อสูรมายาตัวเล็กๆ เท่านั้น กลับสามารถรู้แจ้งในอำนาจกระบี่ได้งั้นรึ”
เมื่อััได้ว่าการจู่โจมด้วยคลื่นกระบี่ของเยี่ยเฉินเฟิงมีอำนาจกระบี่แกร่งกล้าแฝงอยู่เต็มเปี่ยม สตรีผู้งดงามที่กำลังสู้รบกับนางไม้อย่างดุเดือดก็พลันเกิดความประทับใจขึ้นเล็กน้อย
“เด็กน้อย ทางที่ดีเ้าควรจะภาวนาอย่าให้ต้องเจอกับข้าบนเทือกเขาหิมะแห่งนี้เป็ครั้งที่สอง ไม่อย่างนั้นเราคงได้เห็นดีกันแน่”
หญิงสาวผู้งดงามที่ไม่เคยถูกใครหน้าไหนปฏิเสธมาก่อนกัดฟันกรอดๆ พลางเอ่ยขึ้น นางรู้สึกสนใจเยี่ยเฉินเฟิงที่สามารถรู้แจ้งอำนาจกระบี่ได้ั้แ่ยังเยาว์วัย
หากมิใช่เพราะผลหยกเหมันต์ที่นางไม้หลอมกลั่นขึ้นมามีความสำคัญกับนางมาก นางคงกำจัดนางไม้ทิ้งไปและรีบไล่ตามอีกฝ่ายไปแล้ว
-------------------------------------------------------------
[1] หมายถึงัที่ขดตัวคดเคี้ยวไปมาหรือหมอบซุ่มตัว
