เื่ที่เจียงจื่อเฮ่าอาศัยอยู่ในจวนตระกูลมู่ จีอู๋ซวงรับรู้มานานแล้ว
นับั้แ่การหวนกลับมาของมู่อันเหยียน ภายนอกมีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับการกระทำของนาง เื่ราวที่มีการส่งต่ออยู่หลายครั้งมีอยู่ไม่กี่เื่
หนึ่งในนั้นมีเื่หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเจียงจื่อเฮ่า กล่าวกันว่าเป็คำที่ท่านแม่ทัพเจียงพูดออกมาด้วยตนเอง ว่ากันว่าบุตรชายของมู่อันเหยียนคือหลานชายของตระกูลเจียง อีกทั้งพวกเขายังยอมรับมู่อันเหยียนเป็ลูกสะใภ้ ดังนั้นจึงขับไล่เจียงจื่อเฮ่าออกมา หากมิสามารถพาลูกสะใภ้และบุตรชายกลับไปได้ เขาย่อมไม่ได้กลับจวนเช่นกัน
ยามนี้เมื่อมองรูปโฉมของเจียงจื่อเฮ่า ดูไปแล้วน่าอนาถยิ่ง
ใช่แล้ว!
หัวของผู้าุโตระกูลเจียงนั้นแสนดื้อดึง หากเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว แม้จะใช้วัวแปดตัวลากก็มิเปลี่ยนใจ เขาโยนบุตรชายของตนเข้าจวนตระกูลมู่เพื่อง้อภรรยา หากไม่ถูกตระกูลมู่ตบตีถึงจะเรียกว่าน่าประหลาดใจ
จีอู๋ซวงมองสภาพน่าสังเวชของอีกฝ่าย รู้สึกมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นเล็กน้อย
“จีอู๋ซวง เ้าแอบอมยิ้มดีใจอันใดอยู่ผู้เดียว เ้ามิได้ยินที่ข้าถามหรือ? เป็องค์รัชทายาทให้เ้ามาหาข้าใช่หรือไม่?”
เมื่อเจียงจื่อเฮ่าเห็นจีอู๋ซวงสติหลุดลอย และไม่รู้ว่าคนตรงหน้าคิดเื่ใดอยู่ มุมปากของอีกฝ่ายประดับด้วยรอยยิ้ม เขารู้สึกมิอาจอดทนได้จึงเอ่ยถามขึ้น
เจียงจื่อเฮ่าอึดอัดใจยิ่ง ยามนี้เขาถูกโยนเข้าจวนตระกูลมู่ มีเรือนก็มิอาจกลับ มีสหายก็มิอาจพบ มีพี่ชายก็มิอาจพึ่งพิง
เขาคิดเื่นี้มาหลายวันแล้ว เป็ไปได้หรือไม่ว่าในที่สุดองค์รัชทายาทก็จดจำและคิดถึงเขาขึ้นมาได้แล้ว?
เขารู้มาโดยตลอดว่าจีอู๋ซวงมีความสัมพันธ์อันดีกับองค์รัชทายาทผู้เป็ลูกพี่ลูกน้องของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหออู๋ิที่อยู่ภายใต้การดูแลของจีอู๋ซวงก็ยังมีส่วนที่เป็ขององค์รัชทายาท ดังนั้นเขาจึงรู้สึกอิจฉาจีอู๋ซวงเล็กน้อยตลอดมา พวกเขาทั้งสองจึงมักมีการประชันฝีปากกันอยู่เสมอ
หลังจากที่ถูกคำพูดของเจียงจื่อเฮ่าดึงสติกลับมา จีอู๋ซวงพลันมองอีกฝ่ายั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูแคลน “เ้าคิดไกลเกินไปแล้ว เ้าไม่ปรากฏตัว อาหานยิ่งลืมสิ้นว่ามีคนเช่นเ้า”
คำกล่าวนี้แทงทะลุหัวใจของเจียงจื่อเฮ่า เห็นได้ชัดว่าเขาใกล้จะร่ำไห้ออกมาแล้ว
“แล้วเ้ามาทำอันใดที่นี่?”
สีหน้าของเขาเปี่ยมด้วยความหดหู่ และยิ่งจ้องเขม็งถามด้วยความไม่เต็มใจเป็อย่างยิ่ง
จีอู๋ซวงครุ่นคิด เจียงจื่อเฮ่ามาอาศัยอยู่ที่จวนตระกูลมู่ได้หลายวันแล้ว ทว่าเมื่อดูจากท่าทีของอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าเื่อันใดล้วนไม่ทราบทั้งสิ้น ซึ่งย่อมเป็เช่นนั้น มู่อันเหยียนปกป้องบุตรชายของตนดีถึงเพียงนั้น หากเจียงจื่อเฮ่ามิทราบอันใดเลยก็ไม่น่าแปลกใจสักเท่าใด
เื่ที่หยวนเป่ามีทักษะทางการแพทย์ เขามิอาจกล่าวได้ เื่นี้เกี่ยวพันกับปัญหาเื่ความปลอดภัยถึงชีวิตของอาหานและหยวนเป่า มิอาจพูดจามั่วซั่วตามอำเภอใจได้
เจียงจื่อเฮ่าผู้นี้ ย่อมไม่มีเจตนาร้าย แม้ว่านิสัยของเขาจะกะล่อน ทว่าก็มีจิตใจกว้างขวาง เพียงแต่สติปัญญาอาจจะไม่พอใช้ไปบ้าง...หากบอกความลับนี้แก่เขา ไม่แน่ว่าวันพรุ่งความลับนี้อาจถูกผู้อื่น่ชิงไปแล้ว
ดังนั้นเขาจึงคิดไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง และมิได้กล่าวความจริงออกไป เพียงเปิดปากกล่าวว่า “แต่ก่อนข้าเคยสานสัมพันธ์กับคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ วันนี้มีเื่ต้องสอบถาม ดังนั้นจึงมาที่นี่”
ความหมายก็คือวันนี้เขามาเพื่อหารือกับมู่อันเหยียน มิเกี่ยวข้องอันใดกับองค์รัชทายาท และยิ่งไม่เกี่ยวข้องอันใดกับเ้า
“พวกเ้าสองคนจะมีความสัมพันธ์ต่อกันได้อย่างไร?”
ทว่าผู้ใดจะรู้ ทันทีที่สิ้นเสียง ใบหน้าของเจียงจื่อเฮ่ากลับเต็มไปด้วยความสงสัย ชายหนุ่มจ้องหน้าและรอคำตอบจากจีอู๋ซวง
ท่าทางกระหายใคร่รู้นี้ หากไม่ตอบสนองความอยากรู้ของเขา วันนี้เขาจะมิยอมไปที่ใดเลยใช่หรือไม่?
“ธุระอันใดของเ้า? กินอิ่มมากหรือถึงถามเยอะเช่นนี้”
ทันทีที่สิ้นเสียง ใบหน้าของเจียงจื่อเฮ่าพลันไร้สุขทันที “เหตุใดจึงไม่เกี่ยวกับข้า เ้ารู้หรือว่าข้ามีความสัมพันธ์อันใดกับมู่อันเหยียน?”
จีอู๋ซวงไม่เข้าใจ “พวกเ้าจะมีความสัมพันธ์ใดต่อกันได้?”
เดิมทีจีอู๋ซวง้าเดินแยกไปทันทีที่พูดจบ เขาต้องนำล่วมยาไปคืนหยวนเป่า อีกทั้งจะย้ำเื่การกราบอีกฝ่ายเป็อาจารย์สักรอบ ทว่ากลับคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินเจียงจื่อเฮ่าพ่นประโยคต่อมา จนเขาต้องถามกลับไปโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายก็ได้ยินเจียงจื่อเฮ่ากล่าวว่า “มู่อันเหยียนผู้นั้นชอบข้า ชอบจนแทบทนมิไหว ทำข้าปวดหัวยิ่ง...”
จีอู๋ซวง “...!”
“มู่อันเหยียนชอบเ้า? เจียงจื่อเฮ่า กลางวันแสกๆ เช่นนี้ เ้ากำลังฝันอยู่หรือ?”
จีอู๋ซวงพูดไม่ออก
เขาแค่คิดว่าเจียงจื่อเฮ่าเป็โรคหลงผิด
เจียงจื่อเฮ่าเห็นสีหน้าที่แสดงคำว่า ‘ประสาท’ ของจีอู๋ซวง ชั่วขณะนั้นเขาไม่ยินดีเลยสักนิด “อันใดเล่า? เ้ามิเชื่อหรือ มู่อันเหยียนผู้นั้นกล่าวกับข้าด้วยตนเอง บอกว่านางมีใจให้แก่ข้า ให้ข้าอยู่ห่างจากสตรีอื่น”
“ผิดแล้ว มู่อันเหยียนตาบอดั้แ่เมื่อใด?”
จีอู๋ซวงกล่าว
เขามองเจียงจื่อเฮ่า ยามรูปโฉมของอีกฝ่ายยังไม่ถูกทำลาย สามารถนับได้ว่าเป็ต้นหยกเล่นลม [1] ทว่าเมื่อมองยามนี้ แม้แต่ทหารเฝ้าประตูก็ยังดูดีกว่า
มู่อันเหยียนคือผู้ใด? นางคือสตรีสูงศักดิ์อันดับหนึ่งแห่งต้าโจว! พร์เปี่ยมล้น ความรู้กว้างขวาง งดงามล่มเมือง โฉมสะคราญไร้เทียมทาน
แม้ว่าสตรีสูงศักดิ์จากตระกูลมู่ผู้นี้จะเคยตกนรก จนให้กำเนิดบุตรชายมาหนึ่งคน ทว่าความสามารถยังคงทำให้ผู้คนตกตะลึง นางหวนคืนกลับมาพร้อมความแข็งแกร่ง!
เมื่อเอ่ยถึงนาง วิชายุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นสอง มีบุรุษตั้งกี่คนใฝ่ฝันทว่ามิอาจไขว่คว้าได้?
อีกทั้งบุตรชายของนาง เป็นักปรุงยาอัจฉริยะชั้นเซียนที่มีอายุเพียงห้าขวบ หากผู้ใดถูกเขาขานเรียกว่าท่านพ่อ คนผู้นั้นคงได้จุดธูปบูชาถึงแปดชั่วอายุคน!
มู่อันเหยียน สตรีผู้ทะนงตนและโอหัง สตรีเช่นนั้นจะมองเจียงจื่อเฮ่าอยู่ในสายตาหรือ? แน่นอนว่าย่อมต้องเป็เื่ล้อเล่น
“จีอู๋ซวง นี่คือคำพูดอันใด? มู่อันเหยียนมิได้ตาบอดแม้แต่น้อย สติปัญญาของนางแจ่มชัดยิ่ง นางย่อมรู้ว่าคุณชายเช่นข้ามีอนาคตไร้อุปสรรค ภายภาคหน้าย่อมยิ่งใหญ่หาใดเปรียบ อีกทั้งรูปงามราวหยกสลัก ดังนั้นจึงแอบมีใจให้ข้า ทว่าน่าเสียดายที่หัวใจของข้ามีเ้าของแล้ว นางถูกปฏิเสธมิกี่ครั้งก็บันดาลโทสะ เ้าดูขาของข้า ดวงตาของข้า และรอยฟกช้ำที่แขนของข้า...ทั้งหมดนี้ล้วนเป็มู่อันเหยียนประทานลูกเตะให้ข้า...”
เจียงจื่อเฮ่ากล่าวพลางพับแขนเสื้อขึ้น
จีอู๋ซวงที่ได้ยินคำพูดเ่าั้พลันตกตะลึง “าแทั่วร่างของเ้าเป็ฝีมือคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่หรือ?”
“ย่อมใช่ สตรีผู้นั้นลงมือไร้ปรานี...ซี้ด เพียงหายใจเข้า มุมปากของข้าก็เจ็บแล้ว”
เจียงจื่อเฮ่าลูบมุมปากสีม่วงของตน เจ็บจนต้องอ้าปากค้าง
“มิใช่ มู่อันเหยียนทุบตีเ้าจนเป็เช่นนี้ เ้าเอาที่ใดมากล่าวว่านางชอบเ้าหรือ?”
จีอู๋ซวงเริ่มมึนแล้วเช่นกัน
ทันทีที่พูดจบ พลันเห็นเจียงจื่อเฮ่ากลอกตาขาวมองเขา สายตานี้คล้ายแฝงการสบประมาทอยู่เล็กน้อย สุดท้ายก็ได้ยินชายหนุ่มพูดว่า “เ้าไม่เคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘ตีคือจูบ ด่าคือรัก’ หรือ? นี่คือวิธีที่มู่อันเหยียนใช้แสดงออกถึงความรักที่มีต่อข้า สตรีผู้นี้ค่อนข้างหยาบกระด้าง นางคิดว่าข้าชอบการกระทำเช่นนี้ หารู้ไม่ว่าข้ามิสนใจนางสักนิด...เฮ้อ คนเราหากงดงามมากไปก็ไม่ดี มักจะดึงดูดมวลภมรให้มาติดตรึง...เฮ้อ!”
จีอู๋ซวง “...!”
เขาได้ยินเื่เพ้อฝันอยู่ใช่หรือไม่?
ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเจียงจื่อเฮ่า อีกฝ่ายเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ใช่หรือไม่?
“เจียงจื่อเฮ่า เห็นแก่ที่พวกเรารู้จักมักคุ้นกัน เ้าเข้ามาใกล้ๆ ข้าจะจับชีพจรให้เ้าโดยไม่คิดเงิน ดูว่าเ้าป่วยเป็โรคอันใด?”
“เ้าต่างหากที่ป่วย”
เจียงจื่อเฮ่าสะบัดมือของจีอู๋ซวงออก
“เ้าไม่เชื่อ เช่นนั้นก็เรียกมู่อันเหยียนมาถามต่อหน้า”
เจียงจื่อเฮ่ากล่าวอย่างร้อนใจ
เมื่อพูดจบ เขาก็คว้าไม้ค้ำเดินเข้าไปในลานเรือนอย่างรวดเร็ว จีอู๋ซวงเห็นดังนั้นก็รีบคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้ทันที “ตกลง ข้าเชื่อแล้ว ข้าเชื่อ มู่อันเหยียนกำลังพักผ่อนอยู่ เ้าอย่าเข้าไปรบกวนนาง”
หลังจากกล่าวเช่นนี้ เขาก็อดมิได้ที่จะยกมือขึ้นปิดหน้า มีผู้ใดสามารถบอกเขาได้หรือไม่ เจียงจื่อเฮ่าเป็บ้าั้แ่เมื่อใด?
เชิงอรรถ
[1] ต้นหยกเล่นลม 玉树临风 (yù shù lín fēng) อุปมาถึง ชายหนุ่มรูปงาม หล่อเหลา อ่อนโยน และงามสง่า
