“ข้าตามมาเล่นกับท่าน”
หวงฝู่รุ่ยเอียงศีรษะกล่าวด้วยใบหน้าอันไร้เดียงสาว่า “ครั้งก่อนท่านมาเล่นกับข้าแค่ครึ่งวัน หลังจากนั้นก็ไม่มาเล่นกับต้ายต้ายอีกเลย ว่าวที่ทำให้ข้าครั้งก่อนก็เสียหายจนเล่นไม่ได้แล้ว ท่านทำให้ข้าใหม่ได้หรือไม่?”
“เอ๊ะ? เสียหายแล้ว? เหตใดจึงเสียหายได้?” ไป๋หยุนเฟยประหลาดใจยิ่ง ครั้งที่แล้วมันทำตามสัญญาที่ให้ไว้ด้วยการไปเล่นกับนางครึ่งวัน และเพื่อเอาใจเด็กสาวจึงทำว่าวรูปปลาทองตัวใหญ่ให้ ว่าวนี้ทำจากกระดาษที่เหนียวทนทานต่อให้เปียกก็ยังไม่ฉีกขาดโดยง่าย
หวงฝู่รุ่ยกล่าวด้วยใบหน้าบูดบึ้ง “ถูกฟ้าผ่าเสียหาย! เมื่อยามบ่ายวานนี้...”
ไป๋หยุนเฟยเหงื่อหยด --- เมื่อวานยามบ่ายฝนตกหนัก มิหนำซ้ำยังมีฟ้าคะนอง --- เ้าถึงกับกล้าเล่นว่าวในเวลาเช่นนี้หรือ!!
“เอ่อ... เ้าได้รับบากเจ็บหรือไม่?” ไป๋หยุนเฟยถามด้วยความแตกตื่น
หวงฝู่รุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “ก็ไม่ได้เป็อะไร อ้อ... เพียงแค่ชานิดหน่อย ทำให้ข้าต้องปล่อยมือจากเชือกจนมันลอยหายไป...”
ไป๋หยุนเฟย “......”
“พี่หมวกฟาง ช่วยเล่นเป็เพื่อนข้าหน่อย! พวกเราไปเล่นว่าวกันอีกดีหรือไม่?” หวงฝู่รุ่ยกระพริบตาปริบๆจ้องมองไป๋หยุนเฟยด้วยท่าทีออดอ้อน
ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “ศิษย์น้องหญิง ่นี้ข้าไม่มีเวลา ต้องเร่งรีบฝึกฝนการหลอมประดิษฐ์ ดังนั้น...”
หวงฝู่รุ่ยเชิดปากกล่าวว่า “เฮอะ พี่สาวหยุนกล่าวไว้ไม่มีผิด พี่หมวกฟางรู้จักแต่การหลอมประดิษฐ์ พี่สาวหยุนยังบอกอีกว่าทำเช่นนี้ไม่ถูก ต้องผ่อนคลายบ้างจึงจะดี ไม่เช่นนั้นมีแต่จะทำให้ย่ำแย่ลง! ดังนั้นพี่สาวหยุนจึงได้มากับข้าเพื่อตามพี่หมวกฟางไปเล่นด้วยกัน”
ไป๋หยุนเฟยลอบประหลาดใจ “พี่สาวหยุน... หรือซินหยุนก็มาด้วย?
“ต้ายต้าย ข้าบอกแล้วว่าอย่าเพิ่งเข้าไป เ้านี่ช่างดื้อรั้น ไม่ทันขาดคำก็ไม่เชื่อฟัง แอบเข้ามาแล้วหรือ?” ยามนั้นเอง เสียงอันอ่อนหวานนุ่มนวลก็ดังแว่วเข้ามา จากนั้นเงาร่างสีขาวก็เดินเข้ามาในถ้ำ ที่แท้ก็เป็ถังซินหยุนเอง
“ซินหยุน ไฉนท่านก็มาด้วย...” ไป๋หยุนเฟยเอ่ยถามด้วยความสงสัย ครั้งก่อนที่ไปเล่นกับหวงฝู่รุ่ยก็มีถังซินหยุนร่วมอยู่ด้วย ดูท่าทั้งคู่คงจะสนิทสนมกัน ไม่ทราบว่าเหตุใดหวงฝู่รุ่ยจึงได้ตามติดศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักเช่น‘พี่สาวหยุน’คนนี้ได้ --- อาจบางทีจะเป็เพราะถังซินหยุนมีสหายที่น่ารักเช่น‘เสี่ยวไป๋ไป๋’กระมัง??
“เสี่ยวรุ่ยเอ่ยถึงท่านบ่อยครั้ง นางชมชอบของเล่นที่ท่านทำให้ครั้งที่แล้วยิ่งนัก ข้าห้ามปรามนางไม่ไหวจึงได้แต่พานางมาหาท่าน” ถังซินหยุนพยักหน้าแก่ไป๋หยุนเฟยด้วยรอยยิ้ม บนแก้มนางก็ปรากฏรอยลักยิ้มขึ้น แต่หลังจากเบนสายตาไปมองที่มุมด้านหนึ่งซึ่งกองสุมไว้ด้วยเศษซากชิ้นส่วนวัตถุ นางก็ขมวดคิ้วถาม “หยุนเฟย หรือว่าท่านหมกตัวอยู่แต่ในถ้ำหลอมประดิษฐ์มาตลอดหลายวันนี้?”
การพบกันอีกครั้งของทั้งสองในสำนักช่างประดิษฐ์ ต่างก็มองอีกฝ่ายเป็ดั่งสหายที่ดี ยามนี้ทั้งคู่สนิทสนมกันมากกว่าเดิม ไม่ห่างเหินดังเช่นที่ผ่านมาอีก --- ถังซินหยุนถึงกับเคยสัพยอกไป๋หยุนเฟยให้เรียกนางเป็ ‘ศิษย์พี่หญิง’ซึ่งแน่นอนว่าไม่หยุนเฟยต้องไม่ยินยอม
ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจกล่าวว่า “ไม่ทำก็ไม่ได้ ยามนี้เหลือเวลาอีกเพียงสามวันก็จะครบกำหนดสามเดือนแล้ว หากว่าข้าไม่อาจหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาชั้นปฐีออกมาได้ ก็จะ...”
“ครั้งก่อนข้าก็เคยบอกแล้ว ว่าท่านไม่จำเป็ต้องพยายามเอาเป็เอาตายถึงเพียงนี้” ถังซินหยุนกล่าวอย่างอับจนปัญญา “ข้าได้ยินจากท่านอาจารย์บอกว่า เ้าสำนักตัดสินใจจะยกเลิกการทดสอบนั้นแล้ว และจะรับท่านเป็ศิษย์สายตรงอย่างเป็ทางการ ไฉนท่านยังดื้อดึงกับการทดสอบนี้อยู่อีก?”
ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้ากล่าวว่า “เพราะศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ทุกคนมองดูข้าอยู่ ข้าต้องใช้ความสามารถยืนยันว่าตนเองมีคุณสมบัติพอที่จะเป็ศิษย์สายตรงได้!”
มันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองกระถางหลอมประดิษฐ์ที่อยู่เบื้องหน้า จากนั้นจึงกล่าวต่อ “ข้ารู้สึกได้ว่าค้นพบกุญแจสำคัญในการหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาชั้นปฐีได้แล้ว ไม่แน่...”
“หยุนเฟย ท่านดื้อรั้นเกินไปแล้ว” ถังซินหยุนถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “ข้าคิดว่าเ้าสำนักคงเคยบอกท่านแล้ว วิถีแห่งการหลอมประดิษฐ์ ไม่อาจเร่งรัดจนเกินไป ท่านดื้อรั้นดึงดันที่จะหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาชั้นปฐีให้ได้ ถ้าเช่นนั้นขอถามสักคำ วันนี้ท่านหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาสำเร็จสักชิ้นแล้วหรือยัง? ”
“เอ่อ...” ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ไป๋หยุนเฟยก็สะท้านคืนสติ --- ั้แ่เมื่อวานจนถึงยามนี้ มันตกอยู่ในวังวนความคิดที่ว่า‘หลอมเล่มต่อไปน่าจะต้องได้ชั้นปฐี’ จึงหลอมประดิษฐ์ติดต่อกันสิบกว่าชิ้น แต่กลับไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียวที่ทำได้สำเร็จ!
เมื่อมองดูสีหน้าของมัน ถังซินหยุนจึงยิ้มพลางกว่าวว่า “เมื่อความเหนื่อยล้าจนเกินไปย่อมไม่อาจรักษาสภาวะอันเหมาะสมที่จะหลอมประดิษฐ์เอาไว้ได้ นับว่าประจวบเหมาะที่เสี่ยวรุ่ยมาหาท่าน ข้าว่าท่านเล่นกับนางสักครึ่งวันเถอะ ผ่อนคลายลงบ้างน่าจะดีกว่า การหลอมประดิษฐ์ครั้งต่อไปน่าจะราบรื่นขึ้น”
“ถูกแล้ว ถูกแล้ว! มารดาบอกว่าทุกครั้งที่หลอมประดิษฐ์ไม่ให้ทำเกินสามชิ้น! นางบอกว่าหลอมประดิษฐ์มากกว่านี้ก็ไม่เกิดประโยชน์ใด” หวงฝู่รุ่ยที่ยืนด้านข้างชี้นิ้วแตะศีรษะน้อยๆของตนพร้อมกับกล่าวว่า “พี่หมวกฟางไปเล่นเป็เพื่อนข้าเถอะ ข้าสอนการหลอมประดิษฐ์ให้ท่านได้ด้วยนะ! ต้ายต้ายเก่งกาจไม่แพ้ใคร ต้องสามารถบีบอัดวัตถุดิบหลายชนิดจนเล็กถึงที่สุด อย่างนั้นจึงจะเรียกว่าเก่งกาจ!”
ไป๋หยุนเฟยเงียบงันไปชั่วขณะ มันรู้สึกว่าที่ถังซินหยุนกล่าวมาก็มีส่วนถูก ยามนี้ตนเองสมควรออกไปเพื่อปรับสภาพจิตใจให้เป็ปกติก่อน หลังจากตกลงใจได้ ไป๋หยุนเฟยก็วาดมือเก็บกระถางหลอมประดิษฐ์ จากนั้นจึงพยักหน้าให้แก่ทั้งคู่อย่างยิ้มแย้ม “”ตกลง ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปเล่นกับศิษย์น้องหญิงสักครึ่งวัน เ้าอยากได้ว่าวมิใช่หรือ ข้าจะทำว่าวผีเสื้อที่ใหญ่กว่าเดิมให้...
หวงฝู่รุ่ยเผยสีหน้ายินดี “จริงหรือ? ดีเลย ดีเลย พวกเรารีบไปกันเถอะ! พวกเราไปที่เนินเขา...”
…………
ด้านทิศเหนือของยอดเขาบูรพามีทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ ยามนี้ย่างเข้าสู่เดือนสองแล้ว บนเขาเต็มไปด้วยหญ้าสีเขียวสดใส ต้นไม้โดยรอบก็เริ่มผลิใบแตกกิ่งก้าน ดูแล้วช่างเปี่ยมชีวิตชีวานัก
หวงฝู่รุ่ยวิ่งลากเชือกที่ผูกโยงกับว่าวไปตามพื้นหญ้าพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข บนท้องฟ้ามีว่าวผีเสื้ออันใหญ่‘โบยบิน’อยู่ ทั้งยังมีปักษาไร้เงาที่ยามนี้แปลงกายเป็พญาวิหคตัวใหญ่สยายปีกร่อนอยู่ด้านข้างราวกับมันเองก็เป็ว่าวอีกอัน ส่วนเ้าสุกรน้อยเสี่ยวโหรวโหรวก็วิ่งตะกุยดินพร้อมกับส่งเสียง‘อู๊ดอู๊ด’ไล่หลังหวงฝู่รุ่ย ทั้งหมดวิ่งเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน
ไป๋หยุนเฟยลอบหลั่งเหงื่อในใจ --- พวกเ้าทั้งสองตัวเป็ล้วนอสูริญญาระดับห้า แต่ยามนี้กลับทำตัวเช่นสัตว์เลี้ยงที่ชอบเล่นสนุก
ถังซินหยุนที่ยืนอยู่ด้านข้างไป๋หยุนเฟยก็ใช้สีหน้ายิ้มแย้มมองดูหวงฝู่รุ่ยที่วิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน
ไป๋หยุนเฟยรั้งสายตากลับมายังถังซินหยุนที่อยู่ข้างกายพร้อมกับถามว่า “จริงสิซินหยุน ท่านคงเริ่มเรียนรู้วิชาหลอมประดิษฐ์แล้วกระมัง?”
“ยังเร็วเกินไป ข้าเพิ่งบรรลุด่านภูติญญาได้ไม่นานนัก กระทั่งการควบคุมพลังธาตุยังทำได้ไม่ดีเท่าใด” ถังซินหยุนส่ายหน้าเล็กน้อย “ยามนี้ข้ายังคร่ำเคร่งฝึกปรือเคล็ดควบคุมไฟอยู่ ท่านคิดว่าข้าจะเป็เหมือนท่านหรือ? เข้าสำนักมาได้เพียงหนึ่งเดือนก็เชี่ยวชาญเคล็ดควบคุมไฟ เดือนที่สองก็ชำนาญการหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาชั้นมนุษย์ มิหนำซ้ำยามนี้ยังคิดจะหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาชั้นปฐีอีก ทราบหรือไม่ว่ายามนี้ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แทบจะมองท่านเป็ตำนานมีชีวิตแล้ว? ข้าเห็นศิษย์น้องหญิงของยอดเขาบูรพาหลายคนยังรู้สึกประหลาดใจในตัวท่านไม่น้อย”
“หา? เื่นี้...” ไป๋หยุนเฟยทำตัวไม่ถูกได้แต่เกาศีรษะตนเอง “การฝึกปรือของข้า ไฉนจึงมีศิษย์คนอื่นล่วงรู้ได้?”
ถังซินหยุนยิ้มพล่างกล่าวว่า “น่าจะเป็เพราะผู้ที่ชื่อจางซานเสียนคอยปล่อยข่าวเื่นี้ คนผู้นี้มีฉายาในสำนักช่างประดิษฐ์ว่า‘ร้อยรอบรู้’ ทั้งยังเป็คนปากมาก ข่าวลือส่วนใหญ่ในสำนักล้วนมาจาก‘ข้อมูลลับ’ที่หลุดมาจากเขา คิกคิก...”
ไป๋หยุนเฟยอับจนคำพูด ระหว่างทดสอบเข้าสำนักก็ได้รู้จักจางซานเสียนซึ่งเป็ศิษย์สายในแห่งยอดเขาประจิม ถือเป็ศิษย์ร่วมสำนักคนแรกที่ได้รู้จัก แต่ว่าเรือนพักของมันอยู่ทางฝั่งตะวันตกซึ่งอยู่ห่างไกลจากไป๋หยุนเฟย อีกอย่างไป๋หยุนเฟยก็คร่ำเคร่งฝึกปรือ จึงแทบไม่ได้พบกัน คาดว่าข่าวลือเหล่านี้คงจะมีที่มาจากสหายข้างบ้านซือคงเสียนเป็แน่ --- เ้าสอง‘เสียน(ว่างงาน)’นี้ดูท่าคงจะสนิทสนมกันไม่น้อย
ไป๋หยุนเฟยมองดูปักษาไร้เงาที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้า จากนั้นจึงถามว่า “จริงสิ ซินหยุน ไฉนข้าจึงรู้สึกว่าเสี่ยวไป๋...”
“ดูแข็งแกร่งขึ้นกระมัง?” ถังซินหยุนยิ้มพลางกล่าวว่า “ย่อมแน่นอนอยู่แล้ว เพราะอีกไม่นานมันก็จะเข้าสู่ระดับห้าขั้นกลางแล้ว”
ไป๋หยุนเฟยถามด้วยความประหลาดใจ “รวดเร็วถึงเพียงนี้?”
ถังซินหยุนพยักหน้า “อืม เมื่อครั้งที่พวกเราช่วยมันไว้ เสี่ยวไป๋าเ็หนัก หลังจากนั้นาแยังไม่ทันหายดีก็ถูกสำนักเ้าอสูรไล่ล่าอีก จึงยิ่งาเ็หนักขึ้นอีก หลังจากมาถึงสำนักช่างประดิษฐ์ก็ยังรักษาตัวมาโดยตลอด กระทั่งยามที่ข้ากำลังจะบรรลุเข้าสู่ด่านภูติญญานั้น มันใช้พันธะิญญาเพื่อดึงดูดพลังธรรมชาติบางส่วนเข้าสู่ร่าง อาการาเ็จึงค่อยหายดีมิหนำซ้ำยังแข็งแกร่งขึ้นอีกไม่น้อย”
“โอ?” ไป๋หยุนเฟยตกตะลึง “พันธะิญญายังมีประโยชน์เช่นนี้อีกด้วย?”
“ถูกแล้ว พันธะิญญาเป็สิ่งน่าอัศจรรย์ ไม่เพียงแต่ทำให้ข้าและเสี่ยวไป๋สามารถสื่อความคิดถึงกัน ยังสามารถ‘แบ่งปัน’พลังิญญาหรือแม้กระทั่งพลังชีวิตระหว่างกันได้” ถังซินหยุนพยักหน้าก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “นี่คือความพิเศษของการสร้างพันธะิญญากับอสูริญญา ดังนั้นผู้ฝึกปรือิญญาทั้งหลายจึงวาดฝันว่าจะมีอสูริญญามาทำพันธะิญญาด้วย”
ไป๋หยุนเฟยกล่าวด้วยความอิจฉาเลื่อมใส “ช่างวิเศษนัก... หากข้ามีอสูริญญาคู่หูสักตัวก็คงดี...” จากนั้นจึงก้มลงมองลูกกลมสีขาวที่กลิ้งไล่ตามหวงฝู่รุ่ย ที่แท้นั่นก็คือเสี่ยวโหรวโหรวที่กำลัง‘กลิ้งไปกลิ้งมา’ ในใจก็ลอบกล่าวต่ออีกประโยคว่า “แต่ว่า ถ้าได้เช่นนี้ข้าไม่เอาดีกว่า...”
ถังซินหยุนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “คิกคิก ข้าได้ยินจากท่านอาจารย์มาว่า ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ต้องบรรลุถึงด่านเอกะิญญาก่อนจึงจะได้รับอนุญาตให้เดินทางไปยังป่าอสูริญญาเพื่อเสาะหาสูริญญามาสร้างพันธะิญญา ผู้ที่เข้าสำนักมาพร้อมกับมีอสูริญญาคู่หูเช่นข้า น่าจะยังไม่เคยมีมาก่อน...”
“เอ่อ... เอกะิญญา?!” ไป๋หยุนเฟยอับจนถ้อยคำ “ข้อกำหนดนี้ไม่สูงเกินไปหน่อยหรือ?! เช่นนั้นข้าต้องรอจนถึงเมื่อใด...”
