บทที่ 3: รสััที่หายไปกับค่าตอบแทนก้อนโต
เฮ่อเหลียนอี้เฉินมองดูชิ้นเนื้อสีน้ำตาลแดงในตะเกียบไม้ไผ่เก่าๆ ด้วยสายตาหวาดระแวง
สำหรับเชื้อพระวงศ์อย่างเขา 'ไส้หมู' คือสิ่งปฏิกูล คือส่วนที่ต่ำต้อยที่สุดของสัตว์เดรัจฉาน การที่เขามายืนอยู่หลังเรือนครัวซอมซ่อและกำลังจะเอามันเข้าปาก เป็เื่ที่บ้าบิ่นยิ่งกว่าการบุกเดี่ยวเข้าไปในกองทัพศัตรูเสียอีก
"ท่านไม่กล้ากินหรือเ้าคะ?" รั่วซีเอียงคอมอง แววตามีประกายท้าทายเล็กๆ "ถ้าเช่นนั้นก็ส่งคืนมาเถอะ ข้ากำลังหิวอยู่พอดี ของดีแบบนี้ทิ้งไปเสียดายแย่"
คำว่า 'ไม่กล้า' สะกิดต่อมศักดิ์ศรีของท่านอ๋องหนุ่มเข้าอย่างจัง อี้เฉินแค่นเสียงในลำคอ "เหลวไหล! ใต้หล้านี้มีอะไรที่ข้าไม่กล้าบ้าง"
เขาตัดสินใจกลั้นใจ ส่งไส้หมูชิ้นนั้นเข้าปาก... เตรียมใจรับรสชาติคาวเหม็นที่น่าสะอิดสะเอียน
กึก...
ทันทีที่ฟันกระทบกับผิวของไส้หมู ััแรกที่เขารับรู้ไม่ใช่ความเหนียวหนืดน่ารำคาญ แต่เป็ความ 'กรุบกรอบ' และ 'เด้งสู้ฟัน' (Texture) อย่างน่าประหลาด เมื่อเคี้ยวลงไป น้ำซุปพะโล้ที่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูเนื้อก็แตกซ่านออกมาในปาก
ดวงตาเรียวรีของอี้เฉินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ลิ้นของเขาที่ด้านชามานาน... จู่ๆ ก็ััได้ถึงความร้อนผ่าวจากขิงและพริกไทย ตามมาด้วยรสหวานล้ำลึกที่ปลายลิ้น... มันไม่ใช่รสหวานเลี่ยนของน้ำตาลทั่วไป แต่เป็รสหวานปนขมไหม้นิดๆ ที่ทำให้ไม่รู้สึกเลี่ยน
‘นี่มัน... อะไรกัน?’
ความร้อนจากเครื่องเทศไหลลงสู่กระเพาะที่ว่างเปล่า ราวกับมีกระแสไฟแล่นไปทั่วร่าง ขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมภายในกายเขามาตลอดสามปีให้จางหายไปชั่วขณะ
โดยไม่รู้ตัว มือของเขายื่นไปคีบชิ้นที่สอง... ชิ้นที่สาม... และชิ้นที่สี่เข้าปากอย่างต่อเนื่อง
รั่วซีมองภาพนั้นด้วยความพึงพอใจในฐานะเชฟ "ปฏิกิริยา Maillard Reaction ทำงานได้ดีตามคาด... การทำให้น้ำตาลไหม้เป็คาราเมล ไม่เพียงแต่ให้สีสวย แต่ยังสร้างโมเลกุลกลิ่นที่ซับซ้อน (Aroma Compound) ซึ่งสามารถกระตุ้นประสาทรับกลิ่น (Olfactory Nerve) ได้ดีกว่ารสเค็มหรือหวานโดดๆ เหมาะกับคนที่เบื่ออาหารสุดๆ"
"หมดแล้ว" เสียงเรียบเย็นดังขึ้นเรียกสติรั่วซี
อี้เฉินวางตะเกียบลงในชามที่ว่างเปล่า ใบหน้ายังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่แววตากลับดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด "รสชาติ... พอถูไถ" เขาเอ่ยปากวิจารณ์ตามนิสัยแก้เขิน "ขจัดกลิ่นคาวได้หมดจด ถือว่าเ้ามีฝีมือดีกว่าพ่อครัวในภัตตาคารบางคนเสียอีก"
รั่วซียิ้มแหยๆ ในใจ 'กินจนเลียชามขนาดนี้เรียกว่าพอถูไถหรือพ่อคุณ' "ขอบคุณคุณชายที่ชมเ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้น..." นางแบมือยื่นไปตรงหน้าเขา "ค่าอาหารมื้อนี้..."
อี้เฉินชะงัก เขาเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองไม่ได้พกถุงเงินติดตัวมา เพราะปกติมีคนติดตามคอยจ่ายให้ตลอด เขาคลำดูที่เอว พบเพียงหยกพกประจำตัวและ... ก้อนเงินตำลึงก้อนหนึ่งที่เขาเพิ่งได้รับทอนมาจากร้านขายยาเมื่อเช้า
เขาวาง 'ก้อนเงิน 5 ตำลึง' ลงบนมือเล็กๆ ที่หยาบกร้านนั่น "นี่สำหรับค่าอาหาร... และค่าปิดปาก ห้ามบอกใครว่าข้ามากิน... ของพรรค์นี้ที่นี่"
รั่วซีตาลุกวาว 5 ตำลึง! สำหรับสาวใช้ที่มีเบี้ยหวัดแค่เดือนละ 200 อีแปะ (1 ตำลึง = 1,000 อีแปะ) นี่มันเงินเดือน 2 ปีชัดๆ! "รับทราบเ้าค่ะ! ข้าจะไม่บอกใครแม้แต่เงา คุณชายวางใจได้" นางรีบเก็บก้อนเงินเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว
อี้เฉินหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป แต่แล้วเขาก็ชะงัก หันกลับมามองเด็กสาวอีกครั้ง "พรุ่งนี้... เ้าจะทำอะไรกินอีก?"
รั่วซีเลิกคิ้ว 'ติดใจแล้วล่ะสิ' "แล้วแต่วัตถุดิบเหลือทิ้งจะอำนวยเ้าค่ะ... แต่ข้าเล็ง 'หัวปลา' ที่พ่อครัวใหญ่ชอบตัดทิ้งเอาไว้ ว่าจะทำต้มหัวปลาหม้อไฟรสจัดจ้าน..."
"ยามอู่ (11.00-13.00 น.) ข้าจะมาใหม่" พูดจบ ร่างสูงสง่าก็ะโข้ามกำแพงหายวับไปราวกับจอมยุทธ์ ทิ้งให้รั่วซียืนอ้าปากค้าง
...
รั่วซีตบกระเป๋าเสื้อที่ตุงไปด้วยเงินก้อนโต รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้า การลงทุนลงแรงล้างไส้หมูเมื่อครู่ คุ้มค่ายิ่งกว่าถูกหวย!
แต่ความสุขมักจะอยู่ได้ไม่นาน...
"นังรั่วซี! เอ็งไปมุดหัวอยู่ที่ไหน! ฮูหยินรองเรียกหาเอ็ง!" เสียงะโของแม่ครัวหวังดังแว่วมาจากทางเรือนใหญ่ น้ำเสียงดูตื่นตระหนกและร้อนรนผิดปกติ
รั่วซีรีบซ่อนถังไส้หมูและอุปกรณ์ทำครัว ก่อนจะวิ่งเหยาะๆ กลับไปที่เรือนครัว "ข้าอยู่นี่เ้าค่ะป้าหวัง มีเื่อันใดหรือเ้าคะ?"
แม่ครัวหวังหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลพราก นางคว้าแขนรั่วซีแน่นจนเจ็บ "เอ็ง... โจ๊กที่เอ็งทำเมื่อเช้า... เอ็งใส่อะไรลงไปบ้าง!"
"ก็แค่กระดูกหมู ข้าว แล้วก็เกลือนิดหน่อย... ทำไมหรือเ้าคะ?"
"ฮูหยินรอง... หลังจากกินโจ๊กของเอ็งเข้าไป จู่ๆ ก็ปวดท้องรุนแรง แล้วก็อาเจียนออกมาไม่หยุด!" แม่ครัวหวังเสียงสั่นเครือ "ท่านหมอบอกว่าฮูหยินโดนวางยาพิษ! ตอนนี้พ่อบ้านกำลังสั่งคนมาลากตัวข้ากับเอ็งไปสอบสวน!"
"อะไรนะ!?" รั่วซีเบิกตากว้าง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว เป็ไปไม่ได้! กระบวนการทำอาหารของนางสะอาดและปลอดภัยตามหลักวิทยาศาสตร์ทุกขั้นตอน ไม่มีทางที่จะทำให้ท้องเสียได้ เว้นแต่ว่า...
มีใครบางคนแอบใส่ 'ตัวแปร' อื่นลงไปหลังจากที่นางทำเสร็จ!
"ไป! รีบไปเรือนใหญ่ เดี๋ยวนี้!"
รั่วซีถูกลากตัวไป ท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน นางไม่ได้ห่วงชีวิตตัวเองเท่าไหร่นัก เพราะนางมั่นใจว่านางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ แต่สิ่งที่นางเสียดายคือ... ‘โธ่เอ้ย! ยังไม่ทันได้ใช้เงิน 5 ตำลึงเลย จะต้องมาไขคดีฆาตกรรมในชามโจ๊กซะแล้วหรือเนี่ย!’
