บทที่ 34 มิชิงความเป็หนึ่งในใต้หล้า ทว่าชิงความเป็ะนิรันดร์
การที่หลี่อางาเ็และพักรักษาตัวชั่วคราวที่สำนักชิงเซียวมิได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของหลี่ชิงชิวแต่อย่างใด วันเวลาของเขายังคงดำเนินไปตามปกติ
เขามิได้ไปเยี่ยมเยียนหลี่อาง ทว่ายามลงเขาเขามักจะบังเอิญพบกับจ้าวหลิงหลง เมื่อนางทราบว่าเขาคือเ้าสำนัก นางก็รีบกล่าวขออภัยต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาและแสดงความขอบคุณที่ช่วยรักษาพี่ชายของนาง สิ่งนี้ทำให้หลี่ชิงชิวมีความรู้สึกที่ดีต่อนางไม่น้อย
แม้หลี่อางจะได้รับการรักษาด้วยเข็มิญญาผีบอกคืนชีพจากหลีตงเยว่ ทว่าอาการาเ็ของเขารุนแรงนัก หากไม่มีเวลาสิบวันครึ่งเดือนย่อมมิอาจลงจากเตียงได้
เหล่าศิษย์สำนักชิงเซียวต่างพากันสนใจในตัวจอหงวนบู๊ผู้นี้ มักจะแวะเวียนไปแอบดูที่หน้าต่างห้องพักของเขาอยู่เสมอ มีเพียงเจียงจ้าวเซี่ยเท่านั้นที่ดูแคลนไม่ใส่ใจ
ในสายตาของเจียงจ้าวเซี่ย จอหงวนบู๊ที่ถูกอู๋หมานเอ๋อร์ซัดหมอบในกระบวนท่าเดียวคงเป็เพียงพวกใช้เส้นสายไต่เต้าขึ้นมา เขาจึงมิมีความสนใจแม้แต่น้อย
ครึ่งเดือนให้หลัง ในวันที่หลี่อางเริ่มจะพยุงตัวลงจากเตียงได้ จางยวี่ชุนและคณะทั้งสี่คนก็เดินทางกลับมาถึง พร้อมกับพาสมาชิกใหม่กลับมาถึงสิบสามคน มีทั้งชายและหญิง อายุต่ำสุดคือสิบสองปี และมากที่สุดคือยี่สิบปี
คนเหล่านี้คือศิษย์ที่พวกเขารับสมัครมาใหม่ การกลับมาของพวกเขาทำให้สำนักชิงเซียวกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ภายในลานเรือน จางยวี่ชุนให้ศิษย์ใหม่ทั้งสิบสามคนคุกเข่าคำนับหลี่ชิงชิวพร้อมกัน
เหล่าศิษย์ใหม่ต่างมีท่าทีตื่นเต้นและไม่มีใครกล้าพยศ เพราะพวกเขาต่างถูกฝีมือของหลี่ซื่อเฟิงสยบมาแล้ว ขนาดหลี่ซื่อเฟิงที่อายุน้อยกว่าพวกเขายังเก่งกาจปานนี้ ท่านเ้าสำนักย่อมต้องร้ายกาจกว่ามหาศาลแน่นอน
หลี่ชิงชิวกล่าวทักทายตามมารยาทเล็กน้อย ก่อนจะมอบหมายให้หยางเจวี๋ยติ่งจัดการเื่ที่พัก ส่วนตัวเขาพาสองศิษย์น้อง จางยวี่ชุนและหลี่ซื่อเฟิง เข้าไปสนทนากันในห้อง
"เดี๋ยวก่อนขอรับ ข้าไปตามศิษย์พี่สามมาก่อน"
หลี่ซื่อเฟิงกล่าวจบก็วิ่งพรวดออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
หลี่ชิงชิวหันไปมองจางยวี่ชุนแล้วเปรยว่า "ดูท่าการเดินทางครั้งนี้จะมิได้ช่วยขัดเกลานิสัยเ้าหนูนี่เลยนะ"
จางยวี่ชุนกล่าวอย่างจนใจ "เขาเป็ถึงจอมพยศน้อย แถมวรยุทธยังสูงส่ง ใครจะไปขัดเกลานิสัยเขาได้ล่ะขอรับ?"
หลี่ซื่อเฟิงเกรงกลัวเพียงหลี่ชิงชิวและเจียงจ้าวเซี่ย ทว่ากลับมิเกรงกลัวศิษย์พี่รองอย่างเขาเลย ตลอดการเดินทางเขาถูกหลี่ซื่อเฟิงยั่วโมโหไปหลายครา พอเขาโกรธเ้าหนูนี่ก็โร่มาออดอ้อน จนเขาโกรธไม่ลงทุกที
หลี่ชิงชิวหัวเราะเบาๆ ก่อนจะถามถึงที่มาของศิษย์ใหม่ เขาได้กวาดสายตาดูผ่านแผงหน้าจอแล้ว พร์และความเข้าใจของคนกลุ่มนี้ถือว่าธรรมดา ไม่มีลิขิตชะตาพิเศษใดๆ ทว่าเขาก็มีได้ผิดหวัง เพราะสำนักชิงเซียวในยามนี้้าแรงงานอยู่พอดี ความปรารถนาในตัวอัจฉริยะของเขาจึงมิได้รุนแรงนัก
ลำพังมีเจียงจ้าวเซี่ยและอู๋หมานเอ๋อร์ สำนักชิงเซียวก็มีหน้ามีตาพอแล้ว ส่วนสวี่หนิงและหยวนหลี่คืออนาคตที่แท้จริง
โดยเฉพาะหยวนหลี่ หลี่ชิงชิวสนใจใน 'กายาะไร้พ่าย' ของเด็กน้อยคนนี้มาก
ศิษย์กลุ่มนี้มิใช่เด็กกำพร้า ทว่าจางยวี่ชุนรับมาจากเมืองแห่งหนึ่ง ต้องขอบคุณวีรกรรมปราบโจรเรียกขวัญราษฎรของหลี่ซื่อเฟิงที่สำแดงอานุภาพวรยุทธของสำนักชิงเซียวให้เป็ที่ประจักษ์
สนทนากันได้ครู่หนึ่ง หลี่ซื่อเฟิงก็ลากตัวเจียงจ้าวเซี่ยเข้ามาในห้อง เขาปิดประตูลงพร้อมรอยยิ้มตื่นเต้น
"มีเื่อะไร ถึงต้องลากศิษย์พี่สามมาด้วย?" หลี่ชิงชิวมองหลี่ซื่อเฟิงพลางถามยิ้มๆ
เ้าเด็กนี่โตไวเหลือเกิน ส่วนสูงจวนจะเลยไหล่เจียงจ้าวเซี่ยไปแล้ว
เจียงจ้าวเซี่ยมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ เขานั่งลงข้างหลี่ชิงชิวพลางถลึงตาใส่หลี่ซื่อเฟิง "หากเื่ที่เ้าจะพูดมันไม่สำคัญจริงๆ ข้าจะจัดการเ้าซะ"
ยามนี้เขามุ่งมั่นฝึกตนอย่างหนัก ตั้งใจจะบรรลุขั้นบำรุงปราณระดับที่ 4 ให้ได้ก่อนสวี่หนิง
หลี่ซื่อเฟิงยืนอยู่ต่อหน้าศิษย์พี่ทั้งสาม กำหมัดแน่นด้วยความฮึกเหิม "งานชุมนุมชาวยุทธกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วขอรับ! เพื่อชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพแคว้นกูโจว นี่คือโอกาสทองที่สำนักชิงเซียวจะได้สร้างชื่อเสียงให้ระบือไกล!"
หลี่ชิงชิวเหลือบมองจางยวี่ชุน ซึ่งจางยวี่ชุนก็พยักหน้ายืนยันเล็กน้อย
"แคว้นกูโจวกว้างใหญ่ไพศาล ยอดฝีมือดุจหมู่เมฆ งานชุมนุมชาวยุทธเช่นนี้จัดขึ้นเพียงสิบปีครั้ง ศิษย์พี่สาม... ท่านมิใช่หรือที่อยากรู้ว่าฝีมือของท่านอยู่ในระดับใดของยุทธภพ ท่านต้องเข้าร่วมนะขอรับ! พวกเราพี่น้องจะไปประกาศให้ชาวยุทธกูโจวได้รับรู้ว่า... แผ่นดินนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว!"
หลี่ซื่อเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเร่าร้อน คำพูดนี้สั่นคลอนจิตใจของเจียงจ้าวเซี่ยได้จริงๆ
เจียงจ้าวเซี่ยมีนิสัยชอบเอาชนะเป็ทุนเดิม งานชุมนุมชาวยุทธจึงมีแรงดึงดูดที่เขาไม่อาจต้านทานได้
ทว่าเขามิได้รีบรับคำ กลับหันไปมองทางหลี่ชิงชิว
หลี่ชิงชิวเองก็กำลังใคร่ครวญเื่นี้
ความจริงแล้ว เขาไม่อยากให้สำนักชิงเซียวเด่นดังเกินไป ทว่าการทำตัวลึกลับเกินไปก็มิใช่เื่ดี เพราะความเร็วในการเติบโตของเขาขึ้นอยู่กับการพัฒนาของสำนักชิงเซียว
ยิ่งสำนักพัฒนาเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่เขาจะได้สิทธิ์คัดลอกลิขิตชะตาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
แน่นอนว่า ทันทีที่ก้าวเข้าสู่วังวนแห่งความขัดแย้งในยุทธภพ วันเวลาที่สงบสุขย่อมลดน้อยลง
"ศิษย์พี่ใหญ่ โอกาสสิบปีมีเพียงครั้งเดียวนะขอรับ หากเราพลาดชื่อเสียงในครานี้ ต้องรอไปอีกสิบปี... ชีวิตคนเราจะมีสิบปีสักกี่ครั้งกันเชียว?" จางยวี่ชุนกระซิบกล่าว
สิบปี สำหรับเขานั้นช่างยาวนานเหลือเกิน
หลี่ชิงชิวพลันตระหนักได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง... เขากำลังบำเพ็ญเซียน ทว่าเหล่าศิษย์น้องกำลังคิดเื่วรยุทธทางโลก
เขาแสวงหาความเป็ะ มีมรดกเต๋าเป็ที่พึ่งพิง ทว่าเหล่าศิษย์น้องทำไม่ได้
หากเขาไม่สามารถพัฒนาสำนักให้รุ่งเรืองก่อนที่ศิษย์น้องจะสิ้นอายุขัย พวกเขาย่อมยากจะบรรลุความเป็ะ
ยิ่งสำนักชิงเซียวแข็งแกร่ง เขาก็จะได้รับรางวัลการสืบทอดและวาสนามากขึ้น บางทีสิ่งเหล่านี้อาจช่วยชดเชยช่องว่างด้านพร์ของเหล่าศิษย์น้องได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ชิงชิวจึงกล่าวว่า "เข้าร่วมได้ ทว่าพวกเ้าจงพยายามหลีกเลี่ยงการพัวพันกับหนี้แค้นของสำนักอื่น สำนักชิงเซียวเราแสวงหาเพียงชื่อเสียง และยามรับศิษย์ใหม่ จงตรวจสอบภูมิหลังของพวกเขาให้แน่ชัดด้วย"
เมื่อเห็นหลี่ชิงชิวตกลง หลี่ซื่อเฟิงก็ะโตัวลอยด้วยความดีใจ ก่อนจะโผเข้ากอดหลี่ชิงชิวแล้วเริ่มคุยโวโอ้อวด บอกว่ามิต้องถึงมือศิษย์พี่สาม ลำพังเขาก็สามารถซัดพวกยอดฝีมือเ่าั้จนหนีหัวซุกหัวซุนได้แล้ว
เจียงจ้าวเซี่ยแม้จะมินิ่งเฉย ทว่าจากรอยยิ้มบนใบหน้าก็เห็นชัดว่าเขาเริ่มเฝ้ารองานชุมนุมชาวยุทธครั้งนี้แล้ว
หลี่ชิงชิวมองเขาพลางทอดถอนใจในใจ
ศิษย์พี่สามเอ๋ย การบำเพ็ญเซียนนั้นวัดกันที่สภาพจิตใจ ใครที่ทนทานต่อความโดดเดี่ยวได้มากกว่ากัน ผู้นั้นจึงจะเดินไปได้ไกลที่สุด
นิสัยของสวี่หนิงแม้จะชอบเอาชนะ ทว่านางมิได้รีบร้อนจะสำแดงตนเอง วันหน้าพลังฝีมือของนางย่อมก้าวล้ำหน้าเจียงจ้าวเซี่ยไปแน่นอน
ในเย็นวันนั้น จางยวี่ชุนประกาศเื่นี้ระหว่างมื้อค่ำ
เมื่อศิษย์มากขึ้น ย่อมมิอาจรวมตัวกันกินข้าวที่นี่ได้ทุกคน ผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะในลานเรือนนี้จึงมีเพียงศิษย์ที่มีสถานะสำคัญเท่านั้น
เมื่อทราบว่าเจียงจ้าวเซี่ยและหลี่ซื่อเฟิงจะเป็ตัวแทนสำนักชิงเซียวไปร่วมงานชุมนุมชาวยุทธ เหล่าศิษย์ต่างพากันตื่นเต้นและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเซ็งแซ่
หยางเจวี๋ยติ่งคาบไม้จิ้มฟันพลางรำพึง "งานชุมนุมชาวยุทธรึ... น่าถวิลหาจริงๆ เมื่อสิบปีก่อนวรยุทธข้ายังไม่สูงส่งนัก เป็เพียงตัวประกอบตัวเล็กๆ ภาพเหตุการณ์ในยามนั้นช่างตราตรึงใจยิ่ง ฮึ่ม... แค่คิดข้าก็เริ่มคันไม้คันมือขึ้นมาแล้ว"
หลี่สื่อจิ่นมองเขาแล้วถามอย่างสงสัย "ชื่อเสียงสิบอันดับแรกแห่งทำเนียบฟ้าของท่าน ได้มาจากงานชุมนุมชาวยุทธรึเปล่าเ้าคะ?"
คนอื่นๆ ก็หันมามองหยางเจวี๋ยติ่งด้วยความสนใจ
หยางเจวี๋ยติ่งแสร้งไอคราหนึ่ง "ย่อมมิใช่ งานชุมนุมชาวยุทธเขาชิงความเป็หนึ่งกันเท่านั้น ไม่มีอันดับสองอันดับสามหรอก ทำเนียบฟ้านั้นจัดลำดับโดยจวนข้าหลวงประจำแคว้น นอกจากวรยุทธต้องสูงส่งแล้ว ยังต้องมีชื่อเสียงในทางคุณธรรมด้วย"
ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็พากันผิดหวัง
ฉินเยี่ยที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องอดมิได้ที่จะถามขึ้น "ท่านาุโอู่ (อู่เป้าอวี้) เคยเข้าร่วมงานชุมนุมชาวยุทธมาก่อนไหมขอรับ?"
หยางเจวี๋ยติ่งหันไปมองเขาแล้วพยักหน้า "เคยสิ ทว่ามิใช่ที่แคว้นกูโจว เขาเคยเป็อันดับหนึ่งแห่งยุทธภพแคว้นเป่ยเหลียง ในยุคนั้น สี่มหาองครักษ์พรรคมาร ต่างก็มีอำนาจมารล้นฟ้า ทระนงองอาจเหนือใคร ต่อให้แคว้นกูโจวมิได้รับผลกระทบจากพรรคมาร ทว่าพวกเาาวบ้านป่าชาวดงก็ได้ยินวีรกรรมของพวกเขาอยู่บ่อยครั้ง สี่มหาองครักษ์ ยึดครองตำแหน่งอันดับหนึ่งของยุทธภพสี่แคว้นใหญ่ ทำให้พรรคมารชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าในพริบตา มิเคยมีสำนักใดก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้เทียมเท่า"
"เมื่อร้อยปีก่อน เก้าแคว้น คือเก้ามหาอาณาจักร ทว่าราชวงศ์ก่อนได้รวบรวมเก้าแคว้นสิบสี่ดินแดนเป็หนึ่ง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า อันดับหนึ่งของยุทธภพหนึ่งแคว้นในอดีต ก็คืออันดับหนึ่งของใต้หล้านั่นเอง"
เขาเริ่มเล่าถึงอดีตของพรรคมาร เหล่าศิษย์ต่างตั้งใจฟังจนลืมกินข้าว
หลี่ชิงชิวแม้จะยังคีบอาหารเข้าปาก ทว่าความสนใจก็ถูกคำบอกเล่าของหยางเจวี๋ยติ่งดึงดูดไปเช่นกัน
ยุทธภพ... การล้างแค้นที่สะใจ วีรบุรุษสลับหน้ากันปรากฏกาย ช่างน่าถวิลหายิ่งนัก
ทว่าหลี่ชิงชิวมิได้หลงใหลไปกับมัน เพราะไม่ว่าจะเป็ฝ่ายธรรมะหรืออธรรม ท้ายที่สุดก็มิอาจหนีพ้นความตายไปได้
สิ่งที่เขาชิงมิใช่ความเป็หนึ่งในใต้หล้า ทว่าคือความเป็ะนิรันดร์
หากมิเกิดสถานการณ์อันตรายเหมือนคราวพันธมิตรเจ็ดบรรพต หลี่ชิงชิวย่อมมิลงเขาโดยง่าย
ในฐานะเ้าสำนัก เขาไม่ต้องทำเองทุกเื่ เขาเพียงต้องนั่งเฝ้าสำนัก คอยควบคุมทิศทางใหญ่ของสำนักชิงเซียวก็พอแล้ว
ท่ามกลางเสียงเล่าเื่ราวในยุทธภพของหยางเจวี๋ยติ่ง ความคิดของหลี่ชิงชิวก็ล่องลอยไปไกล ใคร่ครวญถึงอนาคตของสำนักชิงเซียว...
ห้าวันต่อมา เจียงจ้าวเซี่ยและหลี่ซื่อเฟิงเก็บสัมภาระลงเขาไป โดยมีกลุ่มศิษย์คอยเดินส่งและส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจ
เมื่อมาถึงลานเรือนใหม่ บังเอิญพบกับหลี่อางและจ้าวหลิงหลงพอดี ทั้งคู่เมื่อได้ยินเหล่าศิษย์เอ่ยถึงงานชุมนุมชาวยุทธก็หันมาสบตากัน
"เดี๋ยวก่อน พวกท่านจะไปร่วมงานชุมนุมชาวยุทธรึ?" หลี่อางอดถามมิได้
หลี่ซื่อเฟิงหยุดเท้า หันไปมองจอหงวนบู๊ท่านนี้แล้วย้อนถาม "มีปัญหาอะไร?"
"พาข้าไปด้วยสิ ข้าเองก็นึกสนใจอยู่เหมือนกัน" หลี่อางยิ้มกล่าวพลางหมุนข้อมือ แม้แผลจะยังไม่หายสนิท ทว่าเขารู้สึกว่าการเดินทางไกลมิใช่เื่ยากเกินไป
หลี่ซื่อเฟิงลังเล ทว่าเจียงจ้าวเซี่ยมิตอบสนองและมิหยุดฝีเท้าแม้แต่น้อย เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองหลี่อางเลยสักนิด
เมื่อเห็นศิษย์พี่สามเดินไกลออกไป หลี่ซื่อเฟิงจึงจำต้องรีบวิ่งตามไปติดๆ
"น้องหญิง ทิ้งเงินไว้ที่นี่ แล้วรีบเดินทางกันเถอะ!" หลี่อางหันไปบอกจ้าวหลิงหลง แววตาของเขากลับมามีความมุ่งมั่นเหมือนตอนที่เพิ่งมาถึงสำนักชิงเซียวใหม่ๆ
จ้าวหลิงหลงได้แต่ถอนใจอย่างจนใจและยอมทำตามสั่ง
ครึ่งชั่วยามให้หลัง...
ภายในป่า หลี่ชิงชิวกำลังฝึกฝนวิชาเข็มิญญาผีบอกคืนชีพ เขาถือเข็มเงินสี่เล่มไว้ในมือ ก่อนจะสะบัดออกไปเบื้องหน้า เข็มเงินเ่าั้พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง เปลี่ยนทิศทางไปมากลางอากาศประดุจเส้นแสงที่คดเคี้ยว อ้อมผ่านต้นไม้ใหญ่ทีละต้น ก่อนจะปักเข้าที่ต้นไม้ใหญ่ที่ห่างออกไปนับร้อยจางอย่างแม่นยำ
เมื่อพิจารณาดูใกล้ๆ เข็มเงินทั้งสี่เล่มปักเข้าที่ตัวของผีเสื้อกลางคืนตัวหนึ่งพอดี โดยที่มันยังคงดิ้นพราดๆ อยู่
หลี่ชิงชิวถอนมือกลับ เข็มเงินทั้งสี่เล่มกลับหลุดออกจากตัวผีเสื้อ บินย้อนกลับมาหาเขาและตกลงบนฝ่ามืออย่างนุ่มนวล
เขาเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ วิชาเข็มิญญาผีบอกคืนชีพของเขานับวันยิ่งร้ายกาจขึ้น และเขาจดจำจุดชีพจรทั่วร่างกายมนุษย์ได้อย่างแม่นยำ ในการต่อสู้จริง วิชาเข็มนี้สามารถปลิดชีพศัตรูได้ในคราเดียว
ในตอนนั้นเอง หลีตงเยว่เดินเข้ามาในป่า ตรงมาหาเขาพลางกล่าวว่า "ศิษย์พี่ หลี่อางและพรรคพวกจากไปแล้วเ้าค่ะ ทั้งยังทิ้งทองคำแท่งไว้สามแท่ง บอกว่าเป็เพราะแพ้พนัน จึงมอบให้เราไว้สำหรับซ่อมแซมซุ้มประตูสำนัก"
หลี่ชิงชิวหัวเราะ "ในเมื่อพวกเขาเต็มใจมอบให้ ก็รับไว้เถอะ ศิษย์น้องหญิง พวกเรามาประลองวิชาเข็มิญญาผีบอกคืนชีพกันหน่อยเป็ไร?"
หลีตงเยว่ได้ยินดังนั้นก็รีบโบกมือพัลวัน "ข้าจะเป็คู่มือของศิษย์พี่ได้อย่างไรกันเ้าคะ?"
"ไม่เป็ไร ศิษย์พี่ไม่ถือสาหรอก"
"ไม่เอาหรอกเ้าค่ะ ข้ากลัวจะเสียขวัญเปล่าๆ"
"ไม่ได้! นี่คือคำสั่งของเ้าสำนัก ต้องมา!"
หลีตงเยว่มิฟังความ หมุนตัวจะวิ่งหนี หลี่ชิงชิวจึงต้องเปลี่ยนท่าทีจากเคร่งขรึมมาเป็ประจบประแจง ทั้งออดอ้อนทั้งหลอกล่อ จนในที่สุดนางก็ยอมตกลง
