แม้จะไม่อาจกระตุ้นให้เกิดการะเิได้ แต่ทวนนี้ก็ยังสามารถเอาชีวิตอีกฝ่ายได้ ด้วยเหตุนี้พลังชีวิตในดวงตาอู๋หลินจึงเริ่มแตกซ่านไปอย่างแช่มช้า
วานรสีดำที่ด้านหลังก็หยุดชะงักราวกับหุ่นเชิดถูกตัดสาย
ดวงตาอู๋เซินกลายเป็แดงฉานสีหน้าบิดเบี้ยวปั้นยาก มันพุ่งเข้าใส่ไป๋หยุนเฟยดั่งวัวคลั่ง สะบัดมือขวาก็ปรากฏดาบใหญ่ยาวสามเชียะในมือ ดาบเล่มนี้ต่างจากโล่ชั้นมนุษย์ระดับกลางเพราะเป็เพียงกึ่งวัตถุิญญาเท่านั้น
พลังิญญาในร่างอู๋เซินปะทุออกอย่างรุนแรง แสงสีม่วงที่แฝงประกายสายฟ้าเริ่มห่อหุ้มรอบดาบใหญ่จนบังเกิดเป็เสียงครืนครั่นดังแ่เบา ดาบใหญ่สั่นระริกราวกับคร่ำครวญที่ไม่อาจรองรับพลังอันมหาศาลได้ พริบตานั้นอู๋เซินก็ประชิดถึงด้านหลังไป๋หยุนเฟยขณะเดียวกันก็ยกดาบขึ้นฟันใส่ศีรษะไป๋หยุนเฟยอย่างอำมหิต
ยามััได้ถึงอันตรายจากด้านหลังไป๋หยุนเฟยก็ตัดใจทิ้งทวนเปลวอัคคีทันที มันคลายมือจากด้ามทวนปล่อยให้ซากศพอู๋หลินล้มลงไปด้านหลัง จากนั้นรีบยกมือขวาหันหลังกลับพร้อมกับใช้มือขวาป้องกันศีรษะเอาไว้ทันที
“เคร้ง!”
ดาบใหญ่กระดอนขึ้นจากแรงปะทะในขณะที่แขนของไป๋หยุนเฟยปราศจากริ้วรอยใดๆ ดาบเล่มนี้เป็เพียงครึ่งวัตถุิญญา ต่อให้ถ่ายทอดพลังิญญาลงไปจนเกินขีดจำกัด ก็ยังคงไม่อาจเอาชนะพลังป้องกันของปลอกแขนมีดเพลิงไปได้
ไป๋หยุนเฟยกลับไม่รู้สึกชาด้านดังที่คิด มันเพียงถอยไปหนึ่งก้าวก็ตั้งหลักได้โดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี ไป๋หยุนเฟยรั้งมือขวากลับมาข้างลำตัวจากนั้นชกใส่ทรวงอกอู๋เซินอย่างกะทันหันก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้จู่โจมออกเป็ครั้งที่สอง
อู๋เซินสะบัดมือขวาก็ปรากฏโล่สีทองเจิดจ้าปรากฏที่ตรงหน้าอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ฟันดาบลง มันคิดจะฟันใส่โดยไม่นำพาว่าจะเป็อย่างไร ต่อให้ต้องรับหมัดอันทรงพลังเหนือธรรมดาของไป๋หยุนเฟยก็ตาม
“ปัง!”
เสียงคล้ายระฆังดังกึกก้องยามที่กำปั้นของไป๋หยุนเฟยปะทะกับโล่ของอู๋เซิน อู๋เซินสามารถต้านรับพลังหมัดเก้าทบเอาไว้ได้แค่ความคิดที่จะฟันใส่ไป๋หยุนเฟยกลับไม่อาจบรรลุความมุ่งหมาย เนื่องเพราะพลังหมัดของไป๋หยุนเฟยเกินกว่าที่มันคาดคิดไว้มากนัก ชั่วขณะที่รับหมัดของไป๋หยุนเฟยดาบของมันยังห่างจากศีรษะศัตรูอีกครึ่งเชียะ แต่มันต้องถูกกระแทกล่าถอยพร้อมกับโล่ออกไปก่อน
ไป๋หยุนเฟยอดไม่ได้ต้องโซเซล่าถอยจากแรงสะท้อนอันมหาศาลของการปะทะ ทวนเปลวอัคคียังคงปักตรึงอยู่บนร่างอู๋หลินที่ล้มลงกับพื้น หลังจากชะงักไปชั่วครู่ไป๋หยุนเฟยก็ชักทวนขึ้นกวัดแกว่ง จากนั้นก็ทะยานไปเบื้องหน้าพุ่งเข้าหาอู่เซินที่ยังคงล่าถอยอยู่ด้วยความเร็วดุจเกาทัณฑ์หลุดจากแหล่ง
หลังจากอู๋เซินล่าถอยไปห้าหกวา ในที่สุดมันก็สลายพลังมหาศาลจากพลังหมัดเก้าทบได้หมดสิ้น แต่ยังไม่ทันได้ผ่อนคลายก็เห็นทวนที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงทะลวงเข้ามาแล้ว
แก้วตาอู๋เซินหดลีบลงขณะเดียวกันก็ล่าถอยอย่างเร่งร้อน มันโยนดาบในมือขวาทิ้ง จากนั้นกระชับโล่ด้วยสองมือพร้อมกับถ่ายทอดพลังิญญาลงไป โล่ก็ส่งแสงสีทองเจิดจ้าคอยป้องกันอยู่เบื้องหน้ามัน
“ติง!”
ได้ยินเสียงปะทะดังสดใส ฟังดูคล้ายกับเสียงเดียวแต่ก็ราวกับจะดังถี่ยิบ... ดวงตาไป๋หยุนเฟยพลันกระจ่างวูบ ขณะเดียวกันอู๋เซินก็คล้ายััได้ถึงบางอย่างเช่นกัน ม่านตามันหดลีบราวกับปลายเข็มก่อนจะโยนโล่ในมือทิ้งโดลยไม่ลังเล จากนั้นมันรวบรวมพลังทั้งมวละโถอยหลังสุดชีวิต
“ตูม!”
แม้จะตอบสนองได้รวดเร็ว แต่ความเร็วของะเิเพลิงที่บังเกิดกลับเร็วยิ่งกว่า!
พลังธาตุไฟอันเข้มแข็งหนักหน่วงปะทุออกจากปลายทวนเปลวอัคคี โล่ที่เคยต้านรับพลังหมัดเก้าทบเอาไว้ได้โดยไร้รอยขีดข่วนกลับถูกแยกเป็ชิ้นดั่งกระดาษถูกเปลวไฟ หากอู๋เซินมีปฏิกิริยาไม่เร็วพอ สองมือของมันคงต้องถูกทำลายไปพร้อมกับโล่แล้ว
แม้อู๋เซินจะสามารถเอาตัวรอดจากการะเิได้ แต่กลับต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยการที่โล่ถูกทำลาย กระนั้น เปลวไฟยังคงโหมซัดใส่อู๋เซินที่ะโลอยขึ้นสู่อากาศ ช่วยเร่งให้มันล่าถอยได้เร็วขึ้นอีกหลายเท่า
อู๋เซินกระอักโลหิตออกมาขณะลอยอยู่กลางอากาศ แม้ว่าจะเสียท่าครั้งแล้วครั้งเล่าแต่มันยังไม่แสดงความแตกตื่นหรือหวาดกลัวออกมา ตรงกันข้ามยามมองดูไป๋หยุนเฟยที่กุมทวนรุกไล่เข้ามาสีหน้ามันยิ่งคลุ้มคลั่งขึ้นกว่าเดิม
อู๋เซินปล่อยให้ตนเองถูกกระแทกล่าถอย ขณะเดียวกันก็พลันยกมือทั้งสองขึ้นที่หน้าทรวงอกพร้อมกับแสดงปางมืออันพิสดารมากมายออกมาอย่างว่องไว พลังิญญาของมันสั่นกระเพื่อมตามสัญลักษณ์มืออันรวดเร็ว ริมฝีปากมันขยับเคลื่อนไหวราวกับพึมพำบางอย่าง
“แกว๊ก!”
วิหคสายฟ้าพลันกรีดร้องเสียงแหลมพร้อมกับหมุนควงกลางอากาศ จากนั้นมันก็โฉบลงใส่ไป๋หยุนเฟยราวสายฟ้า ทั้งร่างมันเปี่ยมไปด้วยพลังธาตุอัสนี แต่กระนั้นคลื่นพลังอัสนีกลับวุ่นวายสับสน ความเร็วมันยิ่งมากขึ้น ระยะห่างจากตัวมันกับไป๋หยุนเฟยก็ยิ่งลดลง และพลังธาตุธรรมชาติในตัวมันก็ยิ่งพลุ่งพล่านรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที
ขณะเดียวกัน ในดวงตาที่เฉยเมยของวิหคสายฟ้าก็เริ่มกลายเป็สีแดงฉานไปที่ละน้อย
“ะเิตัวเอง!”
เดิมทีไป๋หยุนเฟยไม่คิดจะนำพาต่อวิหคสายฟ้าทางด้านหลัง เพียง้าจะรุกไล่เข้าหาอู๋เซิน กระนั้นขณะก้าวขาไปได้ไม่กี่ก้าวก็พลันััได้ถึงพลังธาตุที่สับสนพลุ่งพล่านจากด้านหลัง พร้อมกับที่พลังิญญาของวิหคสายฟ้าเพิ่มพูนขึ้นโดยไม่รู้ตัว ขณะที่แตกตื่นไป๋หยุนเฟยก็พลันเข้าใจถึงเจตนาของศัตรูได้ทันที
ที่แท้อู๋เซินคิดจะให้วิหคสายฟ้าะเิตัวเองเพื่อให้ไป๋หยุนเฟยแตกดับไปด้วยกัน
ผู้ฝึกปรือิญญาที่ใช้วิธีะเิแก่นพลังธาตุของตน หรืออสูริญญาที่ใช้วิธีะเิผลึกิญญาของมัน ถือได้ว่าเป็ไม้ตายสุดท้ายที่คิดจะแตกดับไปพร้อมกับศัตรู วิธีที่เหมือนกับการร่ำร้องเป็ครั้งสุดท้ายในชีวิตนี้สามารถเปล่งพลังอันมหาศาลออกมาได้ ไม่ว่าศัตรูจะเป็หรือตาย แต่ผู้ที่ะเิตัวเองจะต้องตายอย่างแน่นอน มิหนำซ้ำยังต้องตายโดยที่ไม่หลงเหลือแม้แต่เถ้าถ่าน
เห็นได้ชัดว่าอู๋เซินคลุ้มคลั่งไปแล้ว ในใจเพียงมุ่งจะสังหารไป๋หยุนเฟยเพื่อล้างแค้นให้แก่น้องชาย มันแค้นจนไม่ลังเลที่จะเสียสละวิหคสายฟ้าระดับห้าให้ตกตายไปพร้อมกับไป๋หยุนเฟย แน่นอนว่ามันย่อมไม่ลืมความจริงที่ว่ามีความเป็ไปได้อย่างสูงที่ตนจะไม่อาจรับมือกับไป๋หยุนเฟยได้ หากลากถ่วงการต่อสู้ออกไปมันคงต้องมีเพียงหนทางตายเพียงสถานเดียว ดังนั้นอู๋เซินจึงตัดสินใจเลือกใช้วิธีนี้เพื่อกำจัดไป๋หยุนเฟย
ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในสมองคือวิ่ง
เห็นได้ชัดว่าไป๋หยุนเฟยเข้าใจดีว่าถ้าถูกอสูริญญาระดับห้าขั้นต่ำะเิใส่เช่นนี้ หากไม่ตายก็ต้องพิการ
กระนั้น คล้ายกับว่ามันพบเห็นบางอย่าง หลังจากกวาดตามองอู่เซินที่ห่างออกไปสิบวาไป๋หยุนเฟยก็เลิกคิ้วขึ้น เมื่อแผ่ััิญญาออกอีกครา ััอันแหลมคมของไป๋หยุนก็บ่งบอกว่าความเร็วของวิหคสายฟ้าลดลงกว่าเดิม!
เพราะเหตุใด? นั่นก็เพราะอู๋เซิน้ามั่นใจว่าตนจะถอยห่างจนถึงระยะปลอดภัยได้!
หากวิหคสายฟ้าะเิตัวเองสำเร็จ ไม่เพียงแต่ตนเองจะต้องาเ็สาหัส ยังมีความเป็ไปได้ที่ศัตรูจะฉวยโอกาสนี้หลบหนีหรือแม้แต่ลงมือต่อมัน! ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบว่าการะเิตัวเองนั้นจะมีพลังเพียงใด และมันก็ไม่ทราบว่าศัตรูจะทำอย่างไร นี่เป็ความผันแปรอันหลากหลายที่มันเองก็ไม่อาจควบคุม
ดังนั้นมันจึงมีเพียงทางเลือกเดียวคือป้องกันไม่ให้การะเิตัวเองบังเกิดขึ้น หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ เห็นได้ชัดว่าการะเิตัวเองของวิหคสายฟ้าถูกควบคุมโดยอู๋เซิน ดังนั้น มันจำต้องเร่งมือสังหารอู๋เซินให้ได้ก่อนที่วิหคสายฟ้าจะะเิตัวเองขึ้น!
ไป๋หยุนเฟยไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดมากความ เพียงลังเลชั่วขณะก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับใช้สายตาอันเด็ดเดี่ยวเพ่งมองไปยังอู๋เซินที่ถอยห่างออกไปยี่สิบสามสิบวาแล้ว จากนั้นดวงตามันก็ทอประกาย
“ต้องเสี่ยงแล้ว”
แทนที่ไป๋หยุนเฟยจะให้ความสนใจต่อวิหคสายฟ้าที่เข้ามาใกล้ มันกลับโยนทวนเปลวอัคคีไปด้านหน้าเบาๆ จากนั้นใช้ออกด้วยพลังหมัดเก้าทบกระแทกใส่ด้ามทวน ทวนเปลวอัคคีสั่นเล็กน้อยก่อนจะพุ่งวาบใส่อู๋เซินราวศรเพลิง
สายตาอู๋เซินจับจ้องความเคลื่อนไหวของไป๋หยุนเฟยตลอดเวลา แม้จะตกตะลึงที่ไป๋หยุนเฟยไม่หลบเลี่ยงแต่กลับยังคงจู่โจมเข้าใส่ อู่เซินก็เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว ยามที่เผชิญหน้ากับทวนเปลวอัคคีที่พุ่งเข้าหา มันก็กัดฟันไม่เปลี่ยนสัญลักษณ์มือ อู๋เซินบิดร่างกลางอากาศสุดแรงทวนเปลวอัคคีจึงเฉียดผ่านข้างเอวไป แม้จะต้องเสียสมดุล แต่หากวิหคสายฟ้าะเิตัวเองได้ก่อนมันถึงพื้นก็ยังสามารถทำร้ายไป๋หยุนเฟยจนสาหัสได้
อู๋เซินเผยรอยยิ้มมุ่งร้ายที่มุมปากขณะเปลี่ยนสัญลักษณ์มือ ชั่วขณะที่จะส่งคำสั่งสุดท้ายไปยังวิหคสายฟ้า จู่ๆมันก็รู้สึกว่ามีบางอย่างรัดข้อเท้าขวาไว้แแ่ เมื่อหันไปมองก็พลันต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามีเชือกสีทองรัดพันอยู่รอบขา!
เชือกนั้นเรียวบางเหยียดตรงทั้งยังยืดออกมาร่วมสามสิบวา และที่ปลายอีกด้านหนึ่งของเชือก... ก็อยู่ในมือของไป๋หยุนเฟยเอง!
