ฉิงคงกัดฟันแน่น ที่สุดก็พูดคำเ่าั้ออกมาจนได้ ทั้งน้ำเสียงของนางยังแฝงความมั่นใจเป็อย่างยิ่ง!
ดวงตาของฮวาเหยียนหรี่ลงอย่างดุร้าย ราวกับนางประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าก็เหมือนจะอยู่ในความคาดหมายของนางเช่นกัน
“ฉิงคง อาหารนั้นทานได้ตามใจปาก ทว่าวาจามิอาจเอ่ยได้ตามใจตน จะกล่าวหาคนย่อมต้องมีหลักฐาน ข้ารู้มาว่าก่อนที่ข้าจะสูญเสียความทรงจำ ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับน้องรองนั้นดียิ่ง ผูกพันกันดั่งพี่น้องท้องเดียวกัน แล้วการที่ข้าเกิดเหตุเช่นนั้นเกี่ยวข้องอันใดกับน้องรองเล่า?”
ฮวาเหยียนใช้นิ้วม้วนผมของตนเองพลางเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงเลื่อนลอย แฝงไว้ด้วยเสน่ห์สายหนึ่ง ความสงสัยที่พอเหมาะนี้พาให้สีหน้าของฉิงคงว่างเปล่า
นางสบสายตา กัดริมฝีปากอย่างแรงจนปริแตก หยดเืไหลซึม ดูเย้ายวนใจ
“คุณหนูใหญ่ จริงอยู่ที่ข้าน้อยไม่มีหลักฐานใด ทั้งหมดนี้เป็ข้าน้อยคาดเดาด้วยตนเอง คุณหนูรองอ่อนโยนใจดี ไม่มีผู้ใดในตระกูลมู่ไม่ชอบนาง ทั้งนายท่าน คุณชายใหญ่ คุณชายสาม หรือแม้แต่ข้ารับใช้ ทุกคนล้วนฟังคำนาง จงรักภักดีต่อนาง
ทว่าข้าน้อยกลับไม่ชอบนาง รู้สึกว่าคุณหนูรองเสแสร้งเก่งกาจยิ่ง นางมิได้ไร้พิษภัยเช่นที่แสดงออกเป็แน่ ข้าน้อยเคยเห็นกับตาว่านางฆ่าลูกแมวตัวหนึ่ง จากนั้นก็เปิดท้องแยกชิ้นส่วนแมวตัวนั้น โเี้นักเ้าค่ะ”
คล้ายว่าฉิงคงทุ่มสุดตัว นางกระวนกระวายยิ่ง ทว่าน้ำเสียงกลับสงบ ราวกับนางปรารถนาจะพูดทุกคำที่เก็บซ่อนในใจมานานปี...
ฮวาเหยียนมิได้ขัดจังหวะ หากคิดตามคำพูดของฉิงคง นึกถึงวันที่มู่ชิงอวิ้นมาเยือนเรือนของนางและเตะเสี่ยวไป๋จนกระเด็น
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา นางก็มิได้ปิดบังความเฉยชาที่มีต่อมู่ชิงอวิ้นเลยแม้แต่น้อย
สิ่งนี้สอดคล้องกับคำพูดของฉิงคง
“คุณหนูรองหน้าไหว้หลังหลอก นางมิได้ไว้ใจและสนิทสนมกับคุณหนูเช่นที่แสดงออก ทว่าคุณหนูกลับปฏิบัติต่อนางด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ กระทั่งไม่อนุญาตให้ข้าน้อยพูดจาไม่ดีถึงคุณหนูรองต่อหน้าท่านด้วยซ้ำ”
ฉิงคงกลั้นน้ำตาพลางพูด
นางหวนนึกถึงเื่ในอดีต ในใจเ็ปเป็อย่างยิ่ง
“คุณหนูเ้าคะ ข้าน้อยมิอาจพิสูจน์ได้ว่าเื่ราวในครานั้นเกี่ยวข้องกับคุณหนูรอง ทว่านางต้องเกี่ยวข้องด้วยเป็แน่ เพราะวันที่เกิดเื่ มีเพียงคุณหนูรองที่มาหาท่านตอนกลางวันเ้าค่ะ
คุณหนู ท่านอาจมิเชื่อฉิงคง ทว่าวันที่ท่านเกิดเื่ ฉิงคงเ็ปสำนึกผิดหลายทบเท่าทวี มีชีวิตอยู่มิสู้ตาย คุณหนูรองกล่าวได้ถูกต้อง ฉิงคงไม่มีกำลังพอจะคุ้มครองเ้านาย มิเข้มแข็งพอจะปกป้องท่าน เดิมทีก็ไม่ควรจะมีชีวิตอยู่ต่ออีก ทว่ายามที่คุณหนูหายตัวไป ฉิงคงมิอาจตายไปทั้งเช่นนี้ได้ ดังนั้นฉิงคงจึงรอวันที่คุณหนูหวนคืนกลับมา ค่อยชดใช้ความผิดด้วยความตายเ้าค่ะ ทว่าก่อนตาย ต้องแจ้งเื่ที่ฉิงคงสงสัยให้ท่านฟังเสียก่อน”
ฉิงคงกล่าวจบในลมหายใจเดียว
ฮวาเหยียนเงยหน้าขึ้น เห็นความมุ่งมั่นในสายตาของอีกฝ่าย
“คุณหนูเ้าคะ ขอให้ท่านจดจำเอาไว้ ในใต้หล้านี้ ฉิงคงคือผู้ที่จะไม่มีวันหักหลังท่าน ฉิงคงมีชีวิตอยู่มาสี่ปีก็เพื่อมาบอกกล่าวแก่ท่านในวันนี้ คุณหนู ท่านต้องระวังคุณหนูรองให้ดี นางมิใช่คนเรียบง่ายเช่นที่แสดงออกเป็แน่เ้าค่ะ!”
เมื่อประโยคสุดท้ายสิ้นสุดลง ฉิงคงก็คว้าปิ่นไม้ที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นมา หมายจะแทงเข้าที่คอของตน
ฮวาเหยียนตื่นใเป็อย่างยิ่ง รีบใช้หลังมือปัดออกทันที
ทว่าพริบตาต่อมา มือของสตรีที่ถือปิ่นไม้อยู่พลันเปลี่ยนทิศ พุ่งแทงทะลุอกของตนเองอย่างโเี้
เสียงอู้อี้ดังขึ้นสายหนึ่ง นางทรุดกายลงขดอยู่บนพื้น
โลหิตไหลทะลัก ย้อมอกเสื้อให้กลายเป็สีแดงก่ำ
ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วยิ่ง ฮวาเหยียนใช้มือกั้นมิให้อีกฝ่ายแทงคอของตน ทว่านางกลับเปลี่ยนทิศทางและแทงเข้าที่หน้าอกแทน
คำพูดเหล่านี้แฝงความตั้งใจที่จะจากไปทันทีหลังกล่าวจบ
นางอยากตายจริงๆ นางปรารถนาความตาย!
แม่นางผู้นี้ ช่างแข็งแกร่งนัก
หัวใจของฮวาเหยียนสั่นไหวอย่างรุนแรง
หากเป็ก่อนหน้า นางยังมีจุดที่ไม่ไว้วางใจสตรีผู้นี้อยู่เกือบครึ่ง ทว่าชั่วขณะนี้ ความไม่ไว้วางใจนั้นล้วนมลายจนสิ้น
สาวใช้ประจำกายผู้นี้ใช้ความตายของตนเพื่อเตือน ‘นาง’
ใต้หล้านี้ คนจริงใจยากค้นพบ คนซื่อสัตย์ยากรักษา!
ในโลกเดิม นางอยู่ตัวคนเดียวจนเคยชิน เมื่อนางมาที่นี่ นอกจากการปกป้องของคนในตระกูลแล้ว สาวใช้ผู้นี้เป็คนแรกที่ยอมตายเพื่อนาง! แม้ว่าความตั้งใจที่จะตายของอีกฝ่ายเป็เพราะมู่อันเหยียน แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว...
ตอนนี้นางคือมู่อันเหยียนมิใช่หรือ?
“ทหาร เรียกตัวคุณชายน้อยพร้อมล่วมยามาเดี๋ยวนี้ เร็วเข้า!”
สีหน้าของฮวาเหยียนเยือกเย็นจริงจัง น้ำเสียงรีบเร่ง เสียงฝีเท้าจากลานด้านนอกพุ่งทะยานออกไปทันที
“แค่ก...”
ฉิงคงไอออกมาเบาๆ หยาดโลหิตไหลร่วงที่มุมปาก น้ำตาไหลรินจากหางตา ใบหน้าซีดเผือด “คุณหนูใหญ่...ท่านต้อง... มีชีวิตที่ดี ต้องจดจำคำพูดของฉิงคง...แค่ก...!”
นางยัง้ากล่าวบางสิ่งต่อ
สายตาของนางจับจ้องคุณหนูใหญ่ที่นางเฝ้าคะนึงหา
นางยกมืออันสั่นเทาขึ้น ฮวาเหยียนจับมือของนางเอาไว้ กระดูกของนางเปราะบางดั่งเศษไม้ นางผอมเกินไปแล้ว บนมือมีาแนับไม่ถ้วน
ฮวาเหยียนโกรธเกรี้ยว ผู้ใดจะยอมปล่อยให้นางตาย!
“หุบปากเสีย”
ฮวาเหยียนส่งเสียงต่ำตำหนิอีกฝ่าย ทว่าจิตใจกลับร้อนรนขึ้นมา นางมิอาจหักใจให้สาวใช้ผู้นี้ตายไปทั้งเช่นนี้ได้
“คุณหนู ฉิงคง...รอท่านมาสี่ปี ยามนี้ได้พบท่านแล้ว แค่ก...ถึงตายก็ไม่เสียดาย...เพียงแต่ ฉิงคงมิอาจอยู่เคียงข้างท่านได้ มิอาจปกป้องท่านได้อีกแล้ว...ฮือ...”
คล้ายว่านางไม่กลัวต่อการเผชิญหน้ากับความตาย นางร้องไห้เ็ป เศร้าโศกยิ่ง เป็เพราะมิอาจอยู่เคียงข้างสตรีเบื้องหน้านางได้อีก
หัวใจของฮวาเหยียนกระตุก เพราะถูกเสียงร่ำไห้นี้ทำให้ใจเจ็บ
“มิต้องร้องแล้ว เ้าตายไม่ได้ เ้าต้องมีชีวิตต่อ ข้าจะปล่อยให้เ้าอยู่เคียงข้างข้าต่อไป”
ฮวาเหยียนได้ยินตนเองกล่าวออกไปเช่นนั้น
เมื่อคำพูดสิ้นสุดลง พลันเห็นั์ตาของหญิงสาวในอ้อมแขนสว่างวาบ มุมปากของนางหยักโค้ง ราวกับกลับมาเปล่งประกายได้อีกครั้ง “คุณหนู ข้าน้อยทราบดีว่าตนเองไม่ไหวแล้ว ชาตินี้คงมิอาจเดินเคียงข้างคุณหนูได้...ทว่าข้าน้อย...แค่ก ชาติหน้าข้าน้อยขอเป็สาวใช้ของท่าน จะปกป้อง...ปกป้องคุณหนูใหญ่ให้มีชีวิตที่ราบรื่น”
สติของหญิงสาวในอ้อมแขนดูเหมือนจะพร่าเบลอแล้ว เืตรงกลางอกยิ่งไหลทะลักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทว่าหยวนเป่าก็ยังไม่มา ฮวาเหยียนไม่กล้าดึงปิ่นไม้ออก นางรีบนำโอสถต่อชีวิตออกมาจากไข่มุกทองัคะนองน้ำ บีบคางของฉิงคง บังคับให้อีกฝ่ายกลืนยาลงไป
ฉิงคงไม่รู้ว่าคุณหนูให้นางกินสิ่งใด เพียงแต่ความเ็ปที่หน้าอกของนางรุนแรงเป็อย่างยิ่ง นางหอบหายใจ เบื้องหน้าเปลี่ยนเป็สีดำสนิท นางรู้ตัวว่าตนเองกำลังจะตายแล้ว มิอาจปกป้องสตรีที่อยู่ตรงหน้าได้อีก
นางหรี่ตาลง มองดูท้องฟ้าว่างเปล่า ท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้า นางเห็นตนเองเมื่อครั้งยังเล็ก ผอมบางสกปรก ถูกทุบตีและด่าทอด้วยกลุ่มขอทานที่รายล้อมรอบกาย นางซุกตัวอยู่ที่มุมกำแพง กำซาลาเปาในอ้อมแขนของตนแน่น ซาลาเปานี้นางได้มาจากคนใจดีผู้หนึ่งซึ่งสัญจรผ่านมา นางมิได้กินข้าวมาสามวันแล้ว หิวเป็อย่างยิ่ง แต่ขอทานที่โตกว่า้าจะแย่งซาลาเปาของนางไป...
ทั้งหมัดและไม้ ล้วนฟาดตีร่างกายของนาง
นางขดตัว คิดเพียงว่าแม้ถูกทุบตีจนตาย นางก็จะไม่ปล่อยซาลาเปาเนื้อชิ้นนี้ไป! ไม่มีทาง!
“หยุดเดี๋ยวนี้”
เสียงใสไพเราะดังขึ้น ท่ามกลางม่านพู่ห้อยอัญมณีมีสตรีน้อยนางหนึ่งก้าวออกมา นางสวมกระโปรงงดงาม เกล้าผมด้วยปิ่นปักผมหรูหรา ราวกับนางเซียนจาก์ที่ร่อนลงมาตรงหน้า
“เ้ามีนามว่ากระไร เต็มใจจะไปกับข้าหรือไม่?”
คำพูดเหล่านี้ทำให้หมอกดำสลายหายไป มองเห็นแสงทอประกายแห่งรุ่งอรุณ
เต็มใจ! นางเต็มใจ!
สตรีเบื้องหน้ายื่นมือขาวเนียนดั่งหยกออกมา ทั้งสะอาดและนุ่มละมุน แต่เมื่อนางมองมือของตนเอง มันกลับดำปี๋และดำเยิ้ม ทั้งยังสั่นเทาอีกด้วย
ทว่าพริบตาต่อมา มือของนางกลับถูกกอบกุมเอาไว้
สตรีเบื้องหน้ามิได้รังเกียจนางเลยสักนิด
ชั่วขณะนั้น ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ที่สุดนางก็เข้าใจ นางเกิดมาเป็ขอทาน ข้ามผ่านประสบการณ์อัปยศและเ็ปมาอย่างโชกโชน ยามนี้เมื่อลองไตร่ตรองดู ทั้งหมดล้วนเป็บททดสอบจาก์ เพียงเพื่อให้นางได้พบสตรีเบื้องหน้าใน่เวลานี้!
สตรีผู้นี้คือมู่อันเหยียน บุตรีคนโตของตระกูลมู่ และเป็ผู้ที่นางจะปกป้องจนกว่าชีวิตจะหาไม่
