เส้นทางทั้งสี่ต่างถูกปิดกั้นด้วยยอดฝีมือที่น่าเกรงขามของเมืองแซมบอร์ด
เส้นทางแรกจะมีนักรบผมแดงดาบั์คอยเฝ้าอยู่ ชายคนนี้มีพลังสายฟ้าที่แข็งแกร่ง การออกหมัดของเขารวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน แม้แต่อาร์ชาวินที่เป็นักรบธาตุไฟระดับหกดาวก็ยังมองเห็นวิถีหมัดของนักรบผมแดงได้อย่างคลุมเครือ มันเป็เื่ที่ยากมากที่จะป้องกันการโจมตีของชายคนนี้ เห็นได้ชัดว่านักรบผมแดงคนนี้จะต้องทักษะคลื่นพลังธาตุสายฟ้าระดับสูงไว้อย่างแน่นอน
เส้นทางที่สอง มีสองนักรบผมดำและผมขาวที่สวมชุดเกราะลวดลายแปลกๆ คอยเฝ้าอยู่ พละกำลังของพวกเขาแข็งแกร่งมาก ทำให้ทุกครั้งที่ออกหมัดจะมีเสียงดังประหนึ่งัคำรามออกมา ทุกคนอดสงสัยไม่ได้ว่า จริงๆ แล้วพวกเขาเป็สัตว์อสูรที่สวมหนังมนุษย์อยู่หรือเปล่า คลื่นพลังของนักรบทั้งสองคนนั้นก็ไม่ธรรมดา พลังของพวกเขาแฝงไปด้วยกลิ่นอายโบราณลึกลับ
เส้นทางที่สาม คนที่เฝ้าเส้นทางนี้เป็นักธนูเวทสาวสวยที่อาร์ชาวินจำได้ว่าเคยพบนางตอนที่อยู่ในยอดเขาตะวันออกที่เมืองแซมบอร์ด ผ่านไปแค่เดือนกว่าๆ พลังของนางเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า นางสามารถปล่อยห่าลุกธนูออกมาได้อย่างต่อเนื่องและยังสามารถสลับสับเปลี่ยนลูกธนูเวทมนตร์ธาตุสายฟ้า น้ำแข็งและไฟได้ดั่งใจ บางครั้งก็สามารถปล่อยลูกธนูเวทมนตร์สามธาตุออกมาพร้อมกันได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้นักธนูเวทสาวจะไม่ได้ใช้คลื่นพลังใดๆ แต่ความแข็งแกร่งก็ไม่ได้ด้อยไปกว่านักรบผมแดงดาบั์คนนั้นเลย
เส้นทางที่สี่ ผู้ที่เฝ้าเส้นทางนี้เป็เด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนการยิงธนูให้กลายเป็ศิลปะแขนงหนึ่งได้ ยามที่เขากำลังยิงธนูดูไม่ต่างอะไรกับเอลฟ์ที่กำลังเต้นรำอยู่ใต้ดวงดาวที่เจิดจรัสบนฟากฟ้า ที่แปลกไปกว่านั้นคือ ถึงแม้ว่าบนลูกธนูจะไม่ได้แฝงไปด้วยพลังเวทมนตร์ แต่อาร์ชาร์วินกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าลูกธนูเ่าั้แฝงไปด้วยกลิ่นอายลึกลับบางอย่างที่ทำให้ลูกธนูสามารถเจาะเกราะของศัตรูได้ แม้แต่คลื่นพลังของนักรบระดับสี่ดาวที่คอยปกป้องร่างก็ยังไม่อาจป้องกันลูกธนูนี้ได้ ข้างๆ เด็กหนุ่มคนนั้นมีบุรุษร่างอ้วนคนหนึ่งยืนอยู่ ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ แต่บนร่างของเขากลับมีกลิ่นอายที่หนาวเย็นะเืราวกับปีศาจในขุมนรก เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็เป็ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง
สี่เส้นทาง หกยอดฝีมือ
ยอดฝีมือเช่นนี้ แค่คนเดียว พวกขุนนางในเมืองหลวงกับเหล่ากองกำลังหลักในราชอาณาจักรก็แย่งกันแทบตาย แต่นี่มีตั้งหกคน
ั้แ่เมื่อไรกันที่าาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ดมียอดฝีมือแบบนี้อยู่ในสังกัด? และั้แ่เมื่อไรกันที่ตัวตนของชายคนนั้นได้กลายเป็สิ่งที่กองกำลังในเมืองหลวงคนไหนไม่กล้ามองข้าม?
อาร์ชาวินก็เคยมีประสบการณ์ผ่านวินาทีเฉียดเป็เฉียดตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในสนามรบ เขายังต้องตกตะลึงกับฉากสังหารหมู่อยู่ฝ่ายเดียวตรงหน้า
ในตอนนั้นเอง 'เทพาแห่งเซนิท' ผู้ทรงอำนาจในราชอาณาจักรก็เริ่มรู้สึกถึงภัยคุกคามบางอย่างขึ้นมา
“หากความแข็งแกร่งของแซมบอร์ดยังคงพัฒนาแบบก้าวะโอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่ง เมื่อาาแซมบอร์ดแข็งแกร่งมากพอ เขาจะลุกขึ้นมาต่อต้านเซนิทหรือไม่?”
……
กลุ่มเมฆสีดำลอยอยู่บนท้องฟ้าอย่างเอื่อยๆ
ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่นักพเนจรจอมพูดมากอันดับหนึ่งแห่งเซนิทได้ปิดปากเงียบและลืมแม้กระทั่งจิบสุรา ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ฉากการต่อสู้ด้านล่าง เปลวไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหมือนจะประกาศว่ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตได้จบสิ้นแล้ว…เพียงแต่ว่า กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตจบสิ้นเร็วเกินไป มันเร็วมากเสียจนมาเตรัซซี่ยังต้องปิดปากเงียบด้วยความทึ่ง
แต่อย่างไรก็ตาม ดวงตาของเทพนักรบผู้พิทักษ์คราซิกที่อยู่ข้างๆ กลับเป็ประกายขึ้นมา
มาเตรัซซี่เห็นฉากนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมาว่า
“สหาย ข้ารู้สึกเหมือนว่าเ้ากำลังตื่นเต้นและคิดจะทำอะไรบางอย่างใช่ไหม?” มาเตรัซซี่ถาม
“อืม”
“เ้ารู้ใช่ไหมว่า หากเ้าทำแบบนั้นลงไปจริงๆ จะส่งผลอย่างไรกับราชอาณาจักร?”
“อืม”
“แต่เ้าก็ยังจะทำ?”
“เวลา”
“เฮ้อ...ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ โลกใบนี้จะทำให้เ้ารู้สึกหมดหนทางเสมอ แข็งแกร่งแล้วอย่างไร? ฐานะสูงส่งแล้วอย่างไร? ตำแหน่งที่น่าเกรงขามแล้วอย่างไร? แม้จะเป็แค่ละคร แต่ก็มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะได้รับรางวัลในตอนท้าย!”
มาเตรัซซี่พึมพำกับตัวเองออกมา
ฟุ่บ!
ร่างของเทพนักรบผู้พิทักษ์คราซิกก็กลายเป็แสงเลือนรางแล้วกะพริบหายไปในความมืด
……
……
วิ้งๆๆ!
ในขณะที่ซุนเฟยกำลังยืดมือออกไปหยิบ 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' ทันใดนั้นก็มีโล่แสงสีเงินปรากฏออกมาขวางมือซุนเฟยไว้
โล่แสงสีเงินนี้แข็งแกร่งมาก ไม่ว่าซุนเฟยจะพยายามทุบตีอย่างไร โล่นี้ก็ไม่แตกสักที ไม่มีแม้แต่รอยยุบเลยด้วยซ้ำ
ตอนนี้เอง ซุนเฟยก็เริ่มค้นพบเื่ประหลาด รอบๆ หนังสือ 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' ที่ลอยอยู่กลางอากาศ มีโคมไฟหินหกอันกำลังลอยอยู่กลางอากาศเช่นกัน ภายในโคมไฟไม่มีไส้ตะเกียงหรือน้ำมันสักนิด แต่กลับมีเปลวไฟสีม่วงกำลังลุกไหม้อยู่ด้านใน โคมไฟหินทั้งหกอันนี้ถูกล่ามไว้ด้วยโซ่หินสิบแปดเส้นที่ลงอักขระเวทมนตร์ไว้
โคมไฟหินทั้งหกอันล้อมรอบหนังสือ 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' ให้อยู่ตรงกลางประหนึ่งดาวล้อมเดือน
อาจจะเป็เพราะว่าซุนเฟยมัวแต่สนใจหนังสือ 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' ดังนั้นจึงมองข้ามโซ่หินและโคมไฟหินนี้ไป
แม้ว่าซุนเฟยจะลองหยิบหนังสือดูอีกสักกี่ครั้งก็ไม่สามารถหยิบมันออกมาได้
ซุนเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ว่าอย่างไรทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้จะต้องตกเป็ของเขา ไม่ว่าจะเป็โครงกระดูกสีทองหรือหนังสือ 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' แม้กระทั่งโคมไฟหินกับโซ่หินที่อยู่ข้างๆ ตลอดจนรูปแบบเวทมนตร์แปลกๆ ที่วาดออกมาด้วยแสงสีเงินลึกลับบนกำแพงหินสีเหลืองอ่อน เห็นได้ชัดว่าของพวกนี้ได้ซุกซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้ ซุนเฟยไม่ยอมให้มันตกอยู่ในกำมือของคนอื่นแน่
ไม่ช้า เขาก็นึกอะไรดีๆ ออกมาได้
วิ้งๆๆ
ซุนเฟยเปิดใช้ทักษะ 'อัญเชิญ' หนึ่งในสามทักษะของเทพเ้าขึ้นมา ฉับพลัน ประตูมิติสีฟ้าก็ปรากฏออกมากลางอากาศภายในห้องลึกลับแห่งนี้
ซุนเฟยเดินทะลุผ่านประตูมิติเข้าไป
วินาทีต่อมา เขาก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาใน 'ค่ายโร้ก' บนโลก Diablo
ดูเหมือนว่ากำแพงหินทั้งสี่ด้านและผนัง้ากับล่างของห้องหินลึกลับแห่งนี้จะไม่สามารถป้องกันผลของทักษะ 'อัญเชิญ' ได้ ดังนั้นแผนการที่วางไว้ในหัวของซุนเฟยก็น่าจะสามารถทำได้
ถ้าแผนนี้สำเร็จ เขาก็สามารถเปลี่ยนห้องลึกลับแห่งนี้ให้กลายเป็สวนหลังบ้านของตัวเองได้
……
สิบนาทีต่อมา
แสงสว่างสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นมา ซุนเฟยกลับมายังหลุมมืดใต้ดินเหมือนเดิม เมื่อเขาก้าวออกมาจากประตูมิติก็กลับมาเหยียบรอยเท้าแปลกๆ นี้อีกครั้ง เสียงกลไกทำงานดังขึ้นแกร่กๆ ก่อนที่ประตูมิติสีฟ้าจะค่อยๆ หายไป
ซุนเฟยครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะใช้พลังผลักเศษกระดูกตรงพื้นให้กระเด็นออกไป
อย่างที่คิด ใต้รอยเท้านี้ได้ติดตั้งกลไกเอาไว้
รอยเท้านี้ ความจริงแล้วเป็แผ่นเหยียบรูปรอยเท้า หากเหยียบลงบนแผ่นเหยียบนี้ก็จะกระตุ้นให้กลไกให้ทำงานด้วยการส่งก้อนหินเวทมนตร์ระดับกลางเข้าไปยังวงเวทที่ซ่อนไว้ด้านหน้า จากนั้นเวทมนตร์จากก้อนหินเวทมนตร์ก็จะไหลไปตามลายเส้นของวงเวทที่อยู่บนกำแพงหินเพื่อเปิดประตูมิติขึ้นมา และถ้าเหยียบบนเเผ่นเหยียบนี้เป็ครั้งที่สอง ก้อนหินเวทมนตร์ระดับกลางก็จะถูกดันออกมาจากวงเวทเพื่อสลายประตูมิติ
นี่คือเหตุผลที่ว่า พอซุนเฟยเหยียบรอยเท้านี้ ทำไมถึงได้มีประตูมิติโผล่ออกมา
เมื่อซุนเฟยสังเกตกลไกพวกนี้จนพอใจแล้ว เขาก็ยกเท้าขึ้นมากระทืบลงรอยเท้านั้นแรงๆ จนเกิดะเิดังตูม กลไกที่อยู่ใต้รอยเท้าถูกกระแทกจนะเิเป็ชิ้นๆ ไปพร้อมกับโครงกระดูกที่อยู่รอบๆ จนไม่เหลือร่องรอยใดๆ เอาไว้ จากนั้นซุนเฟยก็เดินเข้าไปเช็ดผนังหินเบาๆ วงเวทบนผนังหินก็ถูกซุนเฟยใช้พลังลบมันออกไปจนหมด เชื่อได้เลยว่าไม่มีใครดูมันออกแน่ว่า ครั้งหนึ่งบนผนังหินนี้เคยมีวงเวทอยู่
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ซุนเฟยก็ตรวจดูรอบๆ หลุมมืดอีกครั้งจนแน่ใจว่าไม่เหลือร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้ จากนั้นเขาก็ะโขึ้นไปที่ปากหลุมมืด
ในห้องโถงใต้ดินยังคงมีแสงสว่างของเหรียญทองและชุดเกราะวิบวับไปทั่วห้องเหมือนเดิม ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซุนเฟยมั่นใจว่าต่อให้นักรบระดับสุริยะมาที่นี่ก็ไม่มีทางเข้าไปยังห้องลึกลับนั่นได้อย่างแน่นอน
ตอนนี้ซุนเฟยเริ่มปะติดปะต่อเื่ราวทั้งหมดออกมาได้แล้ว
เห็นได้ชัดว่า ก่อนหน้านี้มีใครอีกคนหนึ่งที่รู้เื่มิติลึกลับและการมีอยู่ของห้องใต้ดินนี้
และถ้าให้ซุนเฟยเดา คนคนนั้นจะต้องเป็หัวหน้าทหารรับจ้างดาบโลหิตอย่างแน่นอน
คนคนนี้โชคดีมาก ไม่รู้ว่าเขาค้นพบถ้ำใต้ดินแห่งนี้มานานแล้วหรือยัง แต่ความคิดของเขาคงแค่อยากจะปรับเปลี่ยนถ้ำใต้ดินแห่งนี้ให้กลายเป็ห้องเก็บสมบัติของเขาเฉยๆ และคงบังเอิญไปเปิดประตูมิตินี้เข้าแล้วถูกส่งเข้าไปในมิติลึกลับแห่งนั้น คิดว่าหลังจากที่เขาได้เห็นหนังสือ 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' กับโครงกระดูกสีทองเข้า เขาก็คงรู้ถึงคุณค่าของมันได้เป็อย่างดี ดังนั้นจึงจัดการฆ่าปิดปากพวกทาสกับช่างทิ้งเสีย เพื่อที่จะได้มีแค่เขาที่รู้เื่นี้
เพียงแต่ว่า ความแข็งแกร่งของหัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตมีจำกัด เขาจึงไม่สามารถเข้าใกล้โครงกระดูกสีทองนี้ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถหยิบขวานเล่มนั้นมาเป็ของตัวเองได้ และคงหาทางทำลายโล่แสงสีเงินนั่นไม่ได้อีกเช่นกัน ถึงไม่สามารถเอาหนังสือ 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' ออกมาเก็บไว้ที่ชั้นหนังสือ เขาคงทำได้เพียงมองเนื้อหาในหนังสือจากระยะไกลๆ และด้วยพร์ในการเรียนรู้ของชายคนนี้มีจำกัด ทำให้เขามีความเข้าใจเกี่ยวกับเื่กับดักเวทมนตร์และกลไกเวทมนตร์แบบคร่าวๆ
คาดว่าคนที่วางกับดักมากมายตรงทางเดินก็คงจะเป็ฝีมือของหัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างคนนั้น ที่วางไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้ามา
-------------------------
