เหยียนเฟยที่ปลอมตัวมาแล้วเดินอยู่บนถนน ทั้งมีพลังและความมั่นใจเพิ่มขึ้นมากมายอย่างน่าประหลาด เขาเดินโยกตัวไปมา แทบจะเชิดจนรูจมูกชี้ขึ้นฟ้าอยู่แล้ว แต่เยว่เยียนเยียนนั้นค่อนข้างต่างออกไป นางแทบจะมุดลงไปใต้ดินเสียให้ได้ ส่วนเหตุผลนั้น ก็ไม่พ้นเพราะเยว่เยียนเยียนรู้สึกว่าการปลอมตัวที่เหยียนเฟยจัดชุดให้นี้… ช่างอัปลักษณ์เกินไปจริงๆ
“นี่... เ้าเลิกวิ่งไปวิ่งมาได้หรือไม่”
เมื่อเห็นเหยียนเฟยที่วิ่งกระโดกกระเดกไปดูนั่นดูนี่ข้างแผงขายของ เยว่เยียนเยียนก็กลอกตาด้วยความเจ็บใจ หากรู้แต่แรกว่าหนทางที่ออกมาจะยากเข็ญเช่นนี้ นางก็คงจะปล่อยห้องครัวพังๆ ของเฉินไฮว่ชิงไปตามยถากรรมแล้วล่ะ
แต่เหยียนเฟยที่เป็อิสระแล้วนั้น ไม่ได้สนใจความคิดเห็นของเยว่เยียนเยียนแม้แต่น้อย หลังจากที่หันกลับไปมองเยว่เยียนเยียนอย่างได้ใจ เขาก็วิ่งไปตามแต่ใจนึกอย่างไร้ซึ่งความเห็นใจแม้แต่น้อย
“เ้าอย่าพูดเหมือนข้าเอาแต่วิ่งพล่านไปทั่วอย่างนั้นได้ไหมเล่า” เหยียนเฟยที่อยู่หน้าแผงขายของขมวดคิ้ว ควานเรื่อยเปื่อยไปหยิบจานเครื่องเคลือบขาวใบหนึ่งขึ้นมาจับเล่นในมือ เมื่อเห็นเยว่เยียนเยียนเดินห่างจากตนไกลไปเรื่อยๆ จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เ้าดูนี่สิ คุ้นตามากเลยใช่หรือไม่? เหมือนกับใบที่เ้าทำแตกเมื่อเดือนก่อนมากเลยล่ะ!”
“เ้าพูดเหลวไหล...” เยว่เยียนเยียนพลันโกรธจัดขึ้นมา แต่ทำอย่างไรได้ตอนนี้บนถนนผู้คนขวักไขว่ จึงไม่อาจงัดข้อกับเหยียนเฟยตรงๆ ได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่เป็การเรียกคนอื่นมาดูเื่น่าขันหรอกหรือ? นางจึงได้แต่แอบออกแรง กระทืบเท้าของเหยียนเฟยอย่างเงียบๆ ด้วยความโเี้ทีหนึ่ง พร้อมกับยกสองมือกอดอก แก้ไขคำพูดของเหยียนเฟยด้วยความมั่นใจและเหตุผลอันชอบธรรม “เดือนก่อนข้าไม่ได้ทำจานเครื่องเคลือบขาวเช่นนี้แตกเสียหน่อย นั่นเป็ฝีมือเ้าชัดๆ ไม่ใช่หรือไร? ช่างปัดความรับผิดชอบได้เก่งเหลือเกิน!”
เหยียนเฟยที่ถูกเหยียบ ‘หาง’ พลันปล่อยมือลง เสียงเพล้งดังขึ้น จานนั้นร่วงแตกกระจายลงบนพื้น พร้อมด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปของเหยียนเฟย ดังเลื่อนลั่นไปทั้งถนนสายหลักของตลาดตะวันออก…
“เ้า... เ้ามันอสรพิษ...” เหยียนเฟยไม่มีเวลาสนใจจานที่แตกกระจายอยู่บนพื้น เขาแทบจะกอดเท้าของตัวเองเอาไว้เสียตรงนั้น “เ้าคิดจะกระทืบข้าให้ตายเลยหรืออย่างไร!”
แต่เยว่เยียนเยียนนั้นต่างออกไป นางไม่ได้สนใจว่าเท้าของเหยียนเฟยจะถูกกระทืบจนแตก หรือว่าเหยียนเฟยจะถูกตนกระทืบตายหรือไม่ นางสนใจแค่เพียงจานเครื่องเคลือบขาวที่อยู่บนพื้นใบนั้นมันราคาเท่าไร!
“ไปๆ ... รีบไปได้แล้ว! เ้าโง่!” ความคิดในใจที่ไม่อยากจะจ่ายเงินชดใช้ของเยว่เยียนเยียนนั้นแทบจะทะลุออกมาอยู่แล้ว นางยกมือดึงเหยียนเฟยและกำลังจะวิ่งหนี พลันหลังคอของตนกลับถูกเถ้าแก่เนี้ยด้านหน้าแผงขายของบีบเอาไว้เสียก่อน…
เมื่อนั้นเยว่เยียนเยียนหดคอทันใด ราวกับลูกไก่น้อยที่ไม่มีคออย่างนั้น ในปากก็พูดอ้อนวอนให้ยกโทษไม่หยุด “โอ้ยๆ เจ็บ เจ็บๆ ๆ ...” เหยียนเฟยที่อยู่อีกด้านยังคงเจ็บเท้าไม่หาย พลันกรีดร้องออกมาด้วยกันกับเยว่เยียนเยียน “เจ็บนะ อย่าวิ่งสิ!”
เหตุการณ์ในยามนี้ยุ่งเหยิงวุ่นวายยิ่ง สุดท้ายเถ้าแก่เนี้ยหน้าแผงขายเครื่องเคลือบก็พลิกสถานการณ์กลับมา สงบคลื่นลมลงได้ “ทำจานของข้าแตกแล้วคิดจะหนีหรือ? ฝันไปเถอะ!”
แท้จริงแล้วเยว่เยียนเยียนก็อยากจะต่อว่าเถ้าแก่เนี้ยผู้นี้อย่างมาก ว่าไม่ได้คิดที่จะหนีไม่รับผิดชอบ เพียงแค่อยาก... เพียงแค่อยากจะคุยกันด้วยเหตุผลเท่านั้นเอง! ทว่าเมื่อเห็นหุ่นที่อย่างต่ำๆ ก็น่าจะหนักร้อยแปดสิบกว่าจิน [1] และรังสีที่แผ่ออกมารอบตัวเช่นนั้นของเถ้าแก่เนี้ยแล้ว เยว่เยียนเยียนที่ยัดให้ตายก็หนักแค่ประมาณร้อยจินจึงนิ่งเงียบ…
ส่วนเหยียนเฟยที่เคยชินกับความเรื่อยเฉื่อยไม่สนใจอะไรมาตลอดนั้นไม่คิดจะหนีั้แ่แรกอยู่แล้ว ถึงอย่างไรจานเครื่องเคลือบขาวใบนั้นก็คงจะราคาไม่เท่าไร คงไม่ทำให้ตนกลายเป็คุณชายแผงลอยไปได้หรอกน่า
ดังนั้นเหยียนเฟยจึงยืนอยู่อีกด้าน ยังคงรู้สึกไม่เป็ธรรมกับเท้าน้อยๆ ของเขาไม่หยุด ส่วนอีกด้านการต่อสู้ของเยว่เยียนเยียนและเถ้าแก่เนี้ยหนึ่งร้อยแปดสิบจินก็กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว เช่นนี้ตนก็สามารถชมละครสนุกๆ ได้แบบไม่ต้องเสียค่าตั๋ว แถมยังเป็ที่นั่งแถวหน้าอีกด้วย จะต้องน่าดูชมมากแน่ หากเห็นว่าทุกคนให้ความสนใจกันเนืองแน่นแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะเร่ขายเมล็ดแตงกับถั่วลิสงเป็การหารายได้เสริมได้อีกด้วย!
“แฮ่ม อะแฮ่ม... พวกเราเองก็ไม่ได้ตั้งใจ แค่พลั้งมือเท่านั้น!”
เยว่เยียนเยียนชิงลงมือก่อน พยายามจูงใจด้วยความรู้สึกและอธิบายด้วยเหตุผล เอ่ยโน้มน้าวเถ้าแก่เนี้ยอ้วนฉุผู้นั้น ให้ละเว้นค่าชดเชยให้กับพวกเขา วิธีการสำคัญนั้นก็คือการแสร้งทำเป็น่าสงสารน่าเห็นใจ…
แต่เถ้าแก่เนี้ยผู้นี้ดูเหมือนจะเป็ผู้ที่ผ่านประสบการณ์มาโชกโชน เมื่อเห็นเยว่เยียนเยียนทำเช่นนั้นก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ จึงเอ่ยเพียง “ไม่ได้” เป็การตอบปฏิเสธที่สั้นกระชับและตรงประเด็นอย่างที่สุด!
......
เืร้อนระอุในอกของเยว่เยียนเยียนไร้ที่ระบาย ช่างน่าบีบคั้นอึดอัดใจยิ่งนัก สุดท้ายเยว่เยียนเยียนซึ่งเป็คุณหนูใหญ่ผู้ไม่เคยได้รับความไม่เป็ธรรมเช่นนี้ โดนปฏิเสธด้วยคำพูดคำเดียวก็รู้สึกรับไม่ได้ขึ้นมา นางแทบอยากจะร้องไห้ออกมาเสียเลย นางแค่นเสียงเฮอะทีหนึ่งแล้วควักถุงเงินที่ห้อยอยู่ที่เอวของตนออกมา
“เช่นนั้นเ้าก็ว่ามา! ราคาเท่าไร!”
แม้ว่าน้ำเสียงที่เอ่ยและท่าทีการควักถุงเงินออกมาของเยว่เยียนเยียนนั้นจะ... หยิ่งผยองอวดเก่งอย่างยิ่ง แต่ก็ทำให้เหยียนเฟยใสะดุ้งโหยง ใครจะไปนึกว่าเยว่เยียนเยียนผู้นี้จะทำราวกับไม่รู้จักราคาข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน อีกทั้งยังไม่รู้จังจิตใจคนว่าโหดร้ายน่ากลัวขึ้นทุกวัน นางจึงได้ควักเอาเงินทั้งหมดที่เฉินไฮว่ชิงทิ้งไว้ให้ออกมาเช่นนี้!
ที่น่ากลัวที่สุดคือ นางได้เผยมันออกมาทั้งหมดในคราวเดียว…
หากว่ายามนี้มีหัวขโมยเ้าเล่ห์อยู่สักคน เช่นนั้นจะไม่เป็การชี้เป้าโดยตรงหรอกหรือ? เหยียนเฟยไม่อยากจะกินแต่น้ำแกงใสผักกาดขาวประทังชีวิตไปตลอดครึ่งเดือนให้หลัง จึงวิ่งเข้าไปทันใด เพื่อปกป้องถุงเงินในมือของเยว่เยียนเยียนเอาไว้
“มีอะไรก็ค่อยๆ พูดกัน เ้าจะควักถุงเงินออกมาพร่ำเพรื่อทำไม?” เหยียนเฟยกดเสียงเบา พร้อมกับดึงเยว่เยียนเยียนเข้ามา ใครจะไปรู้ว่าเยว่เยียนเยียนนั้นนิสัยดื้อรั้นหัวชนฝา ไม่ยอมแพ้จำนน พลันเบี่ยงตัวหลบออกไป “นางจะให้ข้าจ่ายเงินชดใช้ไม่ใช่หรือ ข้าจ่ายให้ก็พอแล้วนี่? ไม่ใช่ว่าจ่ายไม่ไหวเสียหน่อย!”
เมื่อเหยียนเฟยเห็นว่าคุณหนูใหญ่ผู้นี้ยั้งไม่อยู่แล้ว จึงขมวดคิ้ว ลดศักดิ์ศรีไปต่อรองกับเถ้าแก่เนี้ยผู้นั้นเอง “เถ้าแก่เนี้ย ที่ทำจานของท่านเสียหาย เป็ความผิดของพวกเราเอง ราคาเท่าไรท่านก็คิดมาเถอะ”
เยว่เยียนเยียนโมโหจนอดกลอกตาไม่ได้ เหตุใดเมื่อครู่ไม่เห็นเ้าจะกระตือรือร้นเช่นนี้เลย? ตอนนี้รู้ว่าตนทำผิดแล้วหรือ? เฮอะ สายไปแล้ว!
ถึงอย่างไรในใจนางก็ได้ตัดสินใจมั่นแล้วว่าจะไม่สนใจเหยียนเฟยจอมน่ารำคาญผู้นี้อีก ทั้งไม่สนราคาที่เหยียนเฟยและเถ้าแก่เนี้ยตกลงกันแล้วด้วยเช่นกัน นางเพียงหยิบก้อนเงินย่อย [2] ออกมาก้อนหนึ่งยัดให้เหยียนเฟย แล้วหลบลี้ออกไปโดยไม่สนใจรอบข้าง
เมื่อเหยียนเฟยจัดการเื่วุ่นวายกับเถ้าแก่เนี้ยเสร็จ ก็วิ่งไปตรงหน้าเยว่เยียนเยียนอีกครั้ง แล้วเอ่ยเตือนสติเสียงเบา “ข้าว่าเ้าเอาเงินมาให้ข้าเถอะ พกเงินมากมายขนาดนี้ออกมาข้างนอก จะถูกโจรหมายตาได้ง่าย ดูแล้วเ้าคงโดนข่มเหงรังแกได้ง่ายอีกด้วย พวกมันต้องไม่ยอมปล่อยไปแน่...”
“ไม่ต้องให้เ้ามายุ่ง!” เยว่เยียนเยียนหงุดหงิดเหลือจะทน จึงตอบโต้กลับไปทันที “อาจารย์ก็บอกแล้ว ถุงเงินนี่ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามมอบให้เ้าดูแล ยิ่งกว่านั้นจะว่าไป หากเมื่อครู่ไม่ใช่เพราะเ้าถือจานเครื่องเคลือบของคนอื่นหมุนไปทางนั้นทีทางโน้นที แล้วจานมันจะแตกหรือ? หากไม่ใช่เพราะเ้าวันนี้ก็คงไม่เกิดเื่วุ่นวายเช่นนี้หรอก!”
พูดจบ เยว่เยียนเยียนก็หันหน้าเดินไปอีกทางหนึ่งโดยไม่สนใจรอบข้าง เหยียนเฟยที่โดนด่าอย่างไม่มีสาเหตุนั้นเต็มไปด้วยสีหน้าฉงนงุนงง เลิกคิ้วนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น แต่ในใจกลับมีความรู้สึกแอบดีใจอยู่เล็กน้อย
ถึงอย่างไรจานเครื่องเคลือบขาวเมื่อครู่นั้นก็ราคาไม่ถึงเงินย่อยก้อนหนึ่ง อย่างไรเสียตอนนี้ตนเองก็ไม่นับว่าเป็ยาจกที่ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีอะไรเลยอีกแล้ว!
เชิงอรรถ
[1] จิน (斤) เป็หน่วยวัดน้ำหนัก 1 จิน มีค่าเท่ากับครึ่งกิโลกรัม
[2] ก้อนเงินย่อย (碎银子) เป็เศษก้อนเงินเล็กๆ ที่ตัดแบ่งมาจากแท่งเงินหรือก้อนเงิน เพื่อสะดวกในการจับจ่ายของที่มีมูลค่าไม่สูง โดยจะใช้วิธีการชั่งน้ำหนักในการคิดราคา เมื่อหน่วยงานรัฐรวบรวมเงินย่อยเหล่านี้ได้จำนวนมากก็หลอมกลับไปเป็เงินแท่งหรือเงินก้อนใหม่อีกครั้ง
