เล่มที่ 4 บทที่ 108 ท่านอ๋องหลิวกวง
“พรางตัวเก่งไม่เบาเลยแฮะ เกือบถูกหลอกให้ตายใจแล้วสิ!” เมื่อสิ้นเสียงเ็าของหลินเฟย ปราณกระบี่อิ๋นเหวินก็พุ่งออกไปอีกครั้ง ทันใดนั้นก็แช่แข็งทุกอย่างในรัศมีสิบจ้างจนกลายเป็น้ำแข็งไปทั้งหมด
เพียงชั่วครู่หลินเฟยก็ปล่อยปราณกระบี่ไท่อี๋ให้กลายเป็ปราณกระบี่สามสิบหกสาย เกิดเป็ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวน เพื่อปิดล้อมเศษน้ำแข็งเอาไว้อย่างแ่า
รัศมีค่ายกลหดแคบลงเรื่อยๆ ทว่าเศษน้ำแข็งยังคงแน่นิ่งเช่นเดิม
“คิดจะแข่งความอดทนกับข้างั้นหรือ?” หากเป็คนอื่นก็คงจะถอดใจคิดว่าตัวเองตาฝาดไปแล้วก็ได้ แต่หลินเฟยกลับไม่เป็เช่นนั้น เพราะเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าปราณกระบี่ได้สะบั้นใส่บางอย่างเข้า หลินเฟยครุ่นคิดอยู่สักพักก็ยิ้มน้อยๆออกมา ก่อนจะบงการให้ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนหดแคบลง จนเหลือรัศมีไม่กี่จ้าง
และแล้วก็เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ…
ขณะที่ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนหดแคบจนเหลือเพียงสามจ้าง ในที่สุดเศษน้ำแข็งก็เริ่มขยับขึ้นมา ก่อนจะบินหนีด้วยความเร็วเหนือแสง ต่อให้เป็หลินเฟยก็จับภาพได้เพียงลำแสงสีดำสายหนึ่งเท่านั้น เพียงพริบตาเดียวมันก็บินหายไปทางหน้าผาเสียแล้ว…
“ว่องไวขนาดนี้เชียว?”
หลินเฟยตะลึงกับความเร็วของอีกฝ่าย มิน่าถึงประชิดตัวเขาได้ถึงสองครั้ง
แต่กลิ่นอายของเ้าสิ่งนี้ช่างประหลาดพิลึก
“แย่แล้ว!” ตอนแรกที่มันปะปนอยู่กับเศษน้ำแข็ง หลินเฟยไม่ทันรู้สึกได้ว่ามีบ้างสิ่งผิดแปลกออกไป แต่หลังจากมันบินโฉบผ่านเขาไปนั้น กลับรู้สึกได้ถึงปราณโลหะสีทอง…
‘นี่มันของดีเลยนะ!’
เมื่อคิดได้เช่นนั้นหลินเฟยก็รีบตามไปทันที
ความเร็วของการเหาะกระบี่เมื่อเทียบความเร็วของเ้าสิ่งนั้นแล้ว ถือว่าไม่ติดฝุ่นเลย แค่ไล่ตามไม่กี่ลี้ เ้าสิ่งนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
แต่ฝั่งหลินเฟยเองก็ยังมีข้อได้เปรียบอยู่เช่นกัน
เพราะหลังจากฝึกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนแล้ว เพียงมีปราณโลหะหลงเหลือ ถึงแม้จะเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็สามารถติดตามไปได้ ไม่ว่าจะหนีเร็วแค่ไหนก็หนีไม่พ้น…
หลินเฟยไล่ตามอยู่หนึ่งวันเต็มๆ
ฝ่ายหนึ่งก็หนีด้วยความเร็ว อีกฝ่ายก็ไล่กวดไม่เลิกรา
ชั่วขณะนั้นไม่มีใครเหนือกว่าใคร ทั้งสองฝ่ายยังคงสูสี
เวลาผ่านไปเรื่อยๆจนอาทิตย์เริ่มอัสดง ในที่สุดหลินเฟยก็ไล่ตามลำแสงสีดำนั้นทัน
และที่น่าตื่นเต้นก็คือ
พวกเขากับกันที่หน้าผาอีกแล้ว…
ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกที่หน้าผา บัดนี้ก็ยังจับได้ที่หน้าผาเช่นเดิม
ครั้งนี้หลินเฟยปล่อยปราณกระบี่ไท่อี๋และอิ๋นเหวินออกมาพร้อมกัน จากนั้นก็บงการปราณกระบี่ไท่อี๋ให้เกิดเป็ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวน ส่วนปราณกระบี่อิ๋นเหวินก็ปล่อยกระแสไอเย็นมากดดันอีกชั้น
“คิดไม่ถึงว่าจะเป็กระบี่!” หลังจากถูกปิดล้อมอย่างแ่า หลินเฟยจึงสามารถเห็นชัดว่าอีกฝ่ายเป็เพียงกระบี่เล่มหนึ่งเท่านั้น
แต่มันกลับดูประหลาดเกินไป…
ตัวกระบี่มีความยาวประมาณสามฉื่อ สีดำสนิท
ที่น่าแปลกก็คือเ้ากระบี่เล่มนี้ไม่มีกลิ่นอายความคมกริบอย่างที่กระบี่ทั่วควรจะมี แต่มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนมารปีศาจบางอย่าง…
“ไม่ว่าจะเป็มารหรือปีศาจ ยังไงก็ขอจับไปหลอมก่อนแล้วกัน!” หลินเฟยอยู่ที่หุบเขากระบี่สามวันสามคืน มีสองคืนที่หลับไม่สนิทเพราะกลัวเ้ากระบี่นี่ลอบทำร้าย ในเมื่อเขาจับมันได้แล้ว มีหรือที่จะปล่อยไปง่ายๆ
ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนหดแคบลงเรื่อยๆจนเหลือรัศมีไม่ถึงหนึ่งจ้าง
เ้ากระบี่ประหลาดเองก็คิดจะหนีด้วยความเร็ว โดยอาศัยหลบที่ช่องว่างระหว่างปราณกระบี่ในค่ายกลอย่างที่เคยทำ แต่น่าเสียดาย ที่หลินเฟยเตรียมรับมือไว้แล้ว ปราณกระบี่อิ๋นเหวินที่เฝ้าระวังอยู่ก็พุ่งออกมาสกัดด้วยความเร็วทันที จากนั้นเข้ากระแทกจนกลุ่มควันดำที่รายล้อมเ้ากระบี่กระทั่งจางลงไปหลายส่วน…
นอกจากนี้หลินเฟยยังปล่อยอักขระกระบี่หยินหลีและถือหินตงจี๋ไว้คอยท่าอีกชั้นด้วย…
ท้องฟ้ามืดครึ้มลงเรื่อยๆ…
หนึ่งคนหนึ่งกระบี่ต่อสู้กันอย่างเอาเป็เอาตาย
เ้ากระบี่ดำพุ่งชนไปมาในค่ายกลหลายครั้ง พอรู้ว่าหนีไม่พ้นก็เปลี่ยนเป็สงบนิ่ง หลินเฟยเองก็ไม่ได้ชะล่าใจ เพราะรู้ดีว่าเ้าสิ่งนี้ว่องไวแค่ไหน ถึงแม้จะมีเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนสามารถติดตามได้ แต่ก็เสียเวลาไปมากกว่าจะไล่ตามทัน ถ้าเกิดมันหนีไปได้ ก็คงจะขาดทุนแย่…
ค่ายกลกระบี่ที่เกิดจากปราณกระบี่ไท่อี๋ยังคงหดแคบลงเรื่อยๆ
จากรัศมีสามจ้างหดเหลือหนึ่งจ้าง และจากหนึ่งจ้างก็หดจนเหลือไม่ถึงสามฉื่อ
สุดท้ายค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนก็กลายเป็เชือกสีทองพันธนาการกระบี่ดำเอาไว้อย่างแ่า
“ไหนลองหนีอีกทีสิ…” ขณะที่หลินเฟยพูดแขวะ เขาก็เอื้อมมือไปคว้าเ้ากระบี่ตัวดีขึ้นมา
“บังอาจนัก เอามือของเ้าออกไปซะ!”
ทันทีที่หลินเฟยเอื้อมมือไปแตะ เ้ากระบี่ดำก็ตวาดออกมา
“บ้าเอ๊ย!” หลินเฟยสะดุ้งโหยงจนเกือบทำกระบี่หลุดมือ ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวก็คือ ‘หรือเ้านี่จะเป็ศาสตราวุธ?’
‘แถมยังพูดได้อีกด้วย ด่าคนก็เป็อีก’
‘ถ้าไม่ใช่ศาสตราวุธแล้วจะเป็อะไรไปได้?’
‘ไม่ใช่สิ เหมือนจะไม่ถูกทั้งหมด…’
หากเป็ศาสตราวุธที่มีมนต์สะกดสามสิบหกสายจริง ป่านนี้ตนเองต้องเป็ฝ่ายถูกจับมากกว่าสิ
แค่คิดถึงพลังของกระบี่โบราณของชิวเย่หัวในงานประลองศิษย์สายตรงก็รู้แล้วล่ะ…
แต่ถ้าไม่ใช่ แล้วทำไมมันถึงพูดได้ล่ะ แถมด่าคนเป็อีก?
“คือว่า…” หลินเฟยครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยอย่างลองเชิง
“ศิษย์พี่?”
“เรียกข้าว่าท่านอ๋องหลิวกวง!”
“ก็ได้ๆ ท่านอ๋องหลิวกวง…” หลินเฟยลอบปาดเหงื่อเย็นที่ผุดพราย นอกจากด่าคนได้แล้ว เ้านี่ยังมีชื่ออีกด้วย!
“เ้าตาบอดหรือไง ข้าไม่ใช่กระบี่ แต่เป็ปีศาจต่างหาก!”
“ปีศาจ?” หลินเฟยได้ยินเช่นนั้น ก็เกือบหน้าทิ่มลงไปทันที มีชีวิตมาถึงสองชาติ เจอมารปีศาจมาก็มากมาย มีพืชที่บำเพ็ญตนจนกลายเป็ปีศาจ หรือมีทั้งสัตว์ที่บำเพ็ญตนจนเป็มาร แถมยังมีคนที่ได้บำเพ็ญจนเป็มารอย่างหลี่ชิงซานอีก
ดังนั้น…
นี่คงเป็ครั้งแรกเลย ที่ได้ยินว่ามีกระบี่บำเพ็ญตนจนกลายเป็ปีศาจ…
เพราะเคยได้ยินแต่กระบี่บำเพ็ญตนจนเป็เซียน แต่กลับไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีกระบี่บำเพ็ญตนจนเป็ปีศาจด้วย…
หลินเฟยกวาดตาสำรวจกระบี่ที่พูดได้ั้แ่บนลงล่างอย่างจริงจัง
จะว่าไป…
เ้ากระบี่นี่มีไอปีศาจเข้มข้นเลยทีเดียว ดูไม่ต่างอะไรกับมารปีศาจทั่วไป…
หรือว่านี่จะเป็ปีศาจกระบี่จริง?
“ไม่ว่าจะเป็สัตว์หรือพืชที่บำเพ็ญตนจนเป็มารปีศาจ ล้วนมีที่มาที่ไปทั้งนั้น แล้วเ้าล่ะ มีความเป็มาอย่างไร?”
“ความเป็มา?” เ้ากระบี่ปีศาจที่ถูกปราณกระบี่ไท่อี๋พันธนาการไว้ แค่นหัวเราะออกมา
“ถ้าพูดออกมาแล้ว กลัวเ้าจะใจนฉี่ราดเสียก่อนน่ะสิ…”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
