หลังจากที่เฉินเฟิงวางสาย เขาก็เริ่มตั้งสมาธิมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยเผิงเฉิง
ตอนนี้เขากำลังแอบคาดหวังอยู่ในใจลึกๆ ว่าขอให้ที่นั่นมีผลเยาหลิงอยู่ด้วยเถอะ
ไม่อย่างนั้นอาการคืนสู่สายเืปีศาจจิ้งจอกเก้าหางของหลินว่านชิงคงมีแต่จะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายคงลงเอยที่การสูญเสียพลังภายในร่างกายจนหมดแล้วสิ้นลมหายใจลง หรือไม่ก็กลายร่างเป็ปีศาจจิ้งจอกไป
หลังจากที่บินผ่านท้องฟ้าด้วยความเร็วเต็มกำลังเป็เวลากว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดเฉินเฟิงก็พาหลินว่านชิงข้ามท้องฟ้าจากโม๋ตู มาหยุดลอยตัวอยู่เหนือท้องฟ้าเมืองเผิงเฉิงที่อยู่ห่างกันนับพันลี้
เฉินเฟิงััได้ถึงทิศทางที่มหาวิทยาลัยเผิงเฉิงตั้งอยู่อย่างชัดเจนเมื่อลอยตัวอยู่เหนือเมืองเผิงเฉิง
ที่แห่งนั้นยังมีไอปราณปีศาจรั่วไหลออกมาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าปีศาจาเหยาผิงที่ถูกผนึกอยู่ในนั้นดับสูญลงไปอย่างสมบูรณ์แล้วหรือยัง
เพียงห้านาทีต่อมา เฉินเฟิงอุ้มหลินว่านชิงที่ตอนนี้มีขนจิ้งจอกปกคลุมทั่วตัวร่อนลงอย่างเงียบๆ ในป่าเขาเล็กๆ บริเวณมหาวิทยาลัยเผิงเฉิง
มหาวิทยาลัยเผิงเฉิงเป็มหาวิทยาลัยหลักของเมืองเผิงเฉิง มีพื้นที่กว้างขวาง ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยมีป่าเขาแปลกประหลาด ครึ่งหนึ่งอากาศร้อนระอุ ครึ่งหนึ่งกลับหนาวเย็น
เนื่องจากความพิเศษของป่าเขา ฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยจึงห้ามไม่ให้นักศึกษาเข้าไปมาในบริเวณป่าเขาตามลำพัง
แต่ก็ยังมีนักศึกษากล้าหาญจำนวนไม่น้อยชอบแอบเข้าไปเที่ยวเล่นในป่าเขาเป็กลุ่ม
สุดท้ายจึงค้นพบว่าป่าเขาแห่งนี้มีแค่อุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างซีกซ้ายขวาเท่านั้น ป่าแห่งนั้นจึงกลายเป็สถานที่นัดพบของเหล่านักศึกษาใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ตอนนี้เป็เวลาสำหรับอาหารกลางวัน ทำให้ไม่ค่อยมีนักศึกษาในป่าเขามากนัก
ดังนั้นภาพที่เฉินเฟิงอุ้มหลินว่านชิงร่อนลงจากท้องฟ้าจึงไม่มีใครเห็น
เฉินเฟิงยืนอยู่ยอดป่าเขา เขาเริ่มควานหาถึงการมีอยู่ของผลเยาหลิงอย่างเงียบๆ
แต่หลังจากปล่อยพลังจิตกวาดสำรวจพื้นที่หลายครั้ง เฉินเฟิงจึงตระหนักได้ว่าป่าเขาแห่งนี้ที่ถูกสร้างตามแผนผังแปดทิศ ไม่มีผลเยาหลิงหลงเหลืออยู่เลย
"ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะไม่มี หรือว่าปีศาจาเยาเผิงถูกผนึกและถลุงจนดับสูญลงแล้ว?
หรือผลเยาหลิงบังเอิญถูกนักศึกษาที่ไม่รู้เื่ราวเก็บไปกินเหมือนผลไม้ป่า?"
เฉินเฟิงพึมพำกับตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อกับผลลัพธ์
"ไม่ใช่สิ ยังมีไอปีศาจรั่วไหลออกมาเล็กน้อย นั่นย่อมหมายความว่าปีศาจเยาเผิงที่ถูกผนึกอยู่ใต้ป่าเขาแห่งนี้ต้องยังไม่ดับสูญ
ในเมื่อหาผลเยาหลิงไม่เจอ งั้นคงต้องฝังหลินว่านชิงไว้ตรงนี้เพื่อให้เธอดูดซับไอปราณปีศาจของที่นี่เป็การทดแทนพลังปราณที่เสียไป!"
เฉินเฟิงตัดสินใจแล้วว่าจะฝังหลินว่านชิงไว้ที่นี่
ดังนั้น เฉินเฟิงจึงนำโลงศพที่พกติดมาจากสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ออกมาจากแหวนมิติ
โลงศพใบนี้มีขนาดใหญ่มาก เมื่อเปิดฝาโลงหนาๆ ออก ข้างในยังมีโลงหยกเยือกแข็งวางซ้อนอยู่ภายใน
ในโลงหยกเยือกแข็งนี้มีร่างจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้อันเป็ชาติก่อนของเฉินเฟิงที่กำลังหลับใหลอยู่ภายใน
หากไม่ใช่เพราะเมื่อ 65 ปีก่อน เฉินเฟิงไปที่สุสานจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้เพื่อดูดกลืนยาอายุวัฒนะครึ่งเม็ดที่ยังตกค้างอยู่ในร่างของจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้แล้วละก็ จักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้อาจฟื้นคืนชีพขึ้นจริงๆ ได้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
เฉินเฟิงวางร่างของหลินว่านชิงที่กำลังหลับใหลไม่ได้สติเพราะการแปรสภาพเป็ปีศาจลงในโลงหยกเยือกแข็ง แล้วทำการปิดฝาโลงศพให้สนิท
ตอนนี้หลินว่านชิงกำลังอยู่ในกระบวนการกลายร่างปีศาจ เป็สภาพที่ราวกับอยู่ในครรภ์ใหม่โดยสมบูรณ์ แม้จะกดทับและถูกฝังใต้ดินก็จะไม่มีตาย
"การดูดซับไอปราณปีศาจเพียงเล็กน้อยเป็ระยะเวลาราวๆ หนึ่งปีน่าจะพอทดแทนพลังปราณที่ขาดหายระหว่างกระบวนการกลายร่างของเธอได้...
หรือไม่ก็ต้องหาผลเยาหลิงให้เธอกิน
การกินผลเยาหลิงเป็วิธีแก้ปัญหาการย้อนกลับสายเืปีศาจจิ้งจอกเก้าหางของเธอได้อย่างถอนรากถอนโคน"
เฉินเฟิงพึมพำกับตัวเองไปด้วยขณะใช้มือข้างหนึ่งขุดหลุมใหญ่และฝังโลงศพลงในหลุม
ท้ายสุดค่อยกลบดินและปรับสภาพดินให้กลับสู่สภาพเดิม
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เฉินเฟิงก็สร้างอาณาเขตผนึกแปดทิศขนาดเล็กทับซ้อนจุดเดิม
ในอดีตชาติ ชาติภพที่สองสมัยเฉินเฟิงยังเป็เผิงจู่ เขาเป็คนลงมือผนึกเยาเผิงไว้ ณ ที่แห่งนี้ด้วยตนเอง
แต่ครั้งนี้ เนื่องจากระดับพลังของเฉินเฟิงอยู่เพียงอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นบรรลุเท่านั้น
ดังนั้นความสามารถหลักๆ จึงเป็เพียงการรวบรวมไอปีศาจซึ่งแผ่ซ่านทั่วทั้งมหาวิทยาลัยเผิงเฉิงอย่างเบาบางให้มารวมอยู่ในร่างหลินว่านชิงแทน
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เฉินเฟิงก็ตบมือปัดฝุ่นเบาๆ และเตรียมแฝงตัวเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของนักศึกษามหาวิทยาลัยเผิงเฉิง
เพียงแต่เมื่อครู่เขาตั้งสมาธิทั้งหมดไปที่การสร้างอาณาเขตแปดทิศจึงไม่ทันสังเกตเห็นสาวน้อยในชุดนักศึกษาที่กำลังกัดกินผลไม้แปลกๆ และจ้องมองมาทางเขาด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้
สาวน้อยผู้นี้ชื่อลั่วเทียนเสวีย อายุสิบแปดปี เป็นักศึกษาปีหนึ่งมหาวิทยาลัยเผิงเฉิง
วันนี้เป็วันที่หกเดือนมกราคม(ตรงกับเทศกาลตรุษจีน) เป็วันที่นักศึกษามหาวิทยาลัยเผิงเฉิงกลับมามหาลัยก่อนกำหนด
เพราะทุกคนต้องช่วยกันจัดงานฉลองครบรอบการก่อตั้งมหาลัยเป็เวลาสิบวันที่มหาลัย
'คุณปู่ได้ยินคนอื่นพูดต่อๆ กันมาว่าในป่าเขาของมหาวิทยาลัยเผิงเฉิงมีพลังลึกลับบางอย่าง ทำให้คนมีอายุยืนยาวปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
เพื่อรักษาโรคร้ายให้คุณปู่ ฉันเลยแอบออกมาที่นี่ตามลำพังตอนที่ทุกคนกำลังกินข้าวกลางวัน
ไม่คิดว่าจะหิว พอดีกับที่เจอผลแอปเปิ้ลส่งกลิ่นหอมแปลกๆ เลยลองเด็ดมากิน
แต่ผู้ชายคนนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่นะ? คงไม่ใช่ว่ากำลังซ่อนศพนะ!'
ลั่วเทียนเสวียแอบคิดกับตัวเองในใจขณะกินผลไม้ในมือจนหมด
ในขณะที่เธอคิดเพ้อเจ้อไปเรื่อย เฉินเฟิงก็หันกลับหน้ามาเห็นเธอเข้าพอดี
เฉินเฟิงไม่ได้ตกตะลึงในหน้าตาสวยใสของลั่วเทียนเสวีย แต่ตกตะลึงเพราะสายตาของเขาแลเห็นเมล็ดผลไม้ที่ลั่วเทียนเสวียเพิ่งกินเสร็จและคายทิ้งออกมา
"ผลเยาหลิงที่ข้าค้นหาอย่างยากลำบากหลายรอบแต่ก็หาไม่เจอ กลับถูกสาวน้อยคนธรรมดาคนหนึ่งกินเข้าไปเนี่ยนะ?"
เฉินเฟิงบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างขำๆ
ผลเยาหลิงนี้ค่อนข้างพิเศษ หากถูกเด็ดออกมาแล้ว ไอปราณปีศาจจะถูกปกปิดโดยสมบูรณ์ ต่อให้พยายามค้นหาด้วยพลังจิตมากขนาดไหนก็ไม่มีทางตรวจพบได้
นั่นหมายความว่าลั่วเทียนเสวียคงเด็ดผลเยาหลิงไปก่อนเฉินเฟิงจะใช้พลังจิตค้นหา
"นายทำอะไรอยู่ตรงนั้นน่ะ? ท่าทางนายไม่เหมือนนักศึกษาของมหาลัยเราเลยนะ!"
ลั่วเทียนเสวียขว้างเมล็ดผลเยาหลิงใส่เฉินเฟิงอย่างแรง แล้วก้าวขายาวๆ เตะเข้าใส่เขา
เธอฝึกเทควันโดั้แ่เด็ก โอ้อวดแม้กระทั่งประธานชมรมศิลปะการต่อสู้ที่คนที่เก่งที่สุดในมหาลัยก็ไม่ใช่คู่มือ ดังนั้นเธอจึงเป็ผู้เริ่มชิงลงมือจู่โจมก่อนเช่นนี้
