พอแยกมาจากทุกคนของสำนักหลิงอวิ๋นได้ พันเทาก็เปิดประเด็นขึ้นทันที กล่าวว่า “เนี่ยเทียน เื่ของพี่สาวอันอิ่ง ข้าอยากช่วยแต่ไม่มีกำลังจริงๆ นะ”
“ผู้าุโกันคัง คือช่างหลอมอาวุธระดับสูงคนที่ห้าขอหอเป่า หอเป่าและสำนักหลิงของพวกเราอยู่กันคนละส่วนกัน ต่อให้เป็ท่านปู่ของข้าก็ยังทำอะไรพวกเขาไม่ได้”
“อีกอย่างผู้ที่พึงใจพี่สาวตระกูลอัน ไม่ได้มีเพียงผู้าุโกันคังคนเดียว”
“แม้ว่าท่านปู่ของข้าจะเป็ผู้าุโใหญ่ของสำนักหลิง ก็ยังไม่ยินดีเอาเื่ของอันซืออี๋มาใส่ตัวเพียงเพราะข้าชื่นชอบอันอิ่ง”
พันเทากลัวว่าเนี่ยเทียนจะเห็นเขาเป็คนไร้น้ำใจ จึงรีบอธิบายให้เนี่ยเทียนฟัง บอกให้รู้ถึงความจนใจของเขา
“ข้าเข้าใจ” เนี่ยเทียนตอบกลับ
“ใช่แล้ว ตอนนี้เ้าอยู่ขอบเขตใดแล้ว?” พันเทาถาม
“หลอมลมปราณขั้นที่เก้า ข้าฝึกมาจนถึงตอนนี้ ในที่สุดก็เจออุปสรรคแล้ว” เนี่ยเทียนยิ้ม “อาจารย์ของข้าให้ข้ามาที่หอหลิงเป่าก็เพราะหวังว่าข้าจะได้ฝึกฝนขัดเกลาจิตใจ ใช้วิธีการของตัวเองเหยียบย่างเข้าสู่ขอบเขตท้าย์”
“ความเร็วในการเลื่อนขั้นของเ้าช่างรวดเร็วจนน่าตะลึงยิ่งนัก ข้ารู้ว่าตอนที่เ้าเข้าไปในโลกมายามรกตยังอยู่แค่หลอมลมปราณขั้นหกเท่านั้น เวลาสั้นๆ เพียงแค่ครึ่งปี เ้าก็ไต่จากขั้นหกมายังขั้นแปด ผ่านไปอีกครึ่งปีเ้ายังฝ่าทะลุจากขั้นแปดมาถึงขั้นเก้า ด้วยพร์และความสามารถของเ้า เหยียบย่างเข้าสู่ท้าย์ ก็ไม่น่าจะใช้เวลานานนัก” พันเทากล่าว
“แล้วพวกเ้าล่ะ?” เนี่ยเทียนถาม
พันเทาหัวเราะฮ่าๆ “ข้าบอกเ้าก็แล้วกัน ทุกคนที่มีชีวิตรอดกลับมาจากโลกมายามรกตก็ล้วนเปลี่ยนไปทั้งสิ้น การประลองโลกมายามรกตครั้งนี้ ทั้งอันตรายและโเี้ มันทำให้พวกเราหลายคนล้วนฝ่าทะลุอุปสรรคไปได้”
“อันอิ่ง ข้า เจิ้งรุ่ย ก่อนหน้าที่พวกเราจะเข้าไปในโลกมายามรกตก็คือหลอมลมปราณขั้นเก้าอยู่แล้ว ตอนนี้พวกเราฝ่าทะลุสู่ขอบเขตท้าย์แล้ว แถมยังไม่ได้ใช้โอสถบรรลุ์ด้วย!”
“ไม่เพียงแค่พวกเรา เจียงหลิงจู เย่กูโม่ เจิ้งปิน ต่างก็ฝ่าทะลุจากหลอมลมปราณขั้นเก้าเข้าสู่ท้าย์แล้วเช่นกัน”
“มีเพียงเนี่ยเสียนจากตระกูลเนี่ยของเ้า เนื่องจาก่เวลาที่เขาฝ่าทะลุขั้นหลอมลมปราณเก้านั้นสั้นเกินไป ดูเหมือนว่าหลังจากการประลองในโลกมายามรกตเขายังไม่มีพลังสะสมที่มากพอ ตอนนี้จึงยังหยุดอยู่ที่ขอบเขตหลอมลมปราณ”
พันเทาอธิบายหนึ่งรอบ คล้ายยังคงรำลึกถึงความอันตรายของโลกมายามรกต จึงกล่าวว่า “ตามที่ท่านปู่ของข้าบอกเอาไว้ ยิ่งเป็สภาพแวดล้อมที่เลวร้ายและโเี้ ก็ยิ่งกระตุ้นพลังแฝงมากเท่านั้น เมื่ออยู่เบื้องหน้าความเป็ความตาย พวกเรามักจะรู้จักตัวเองดีที่สุด จากนั้นก็หาวิธีมาเอาชนะอุปสรรค แล้วเกิดการพัฒนาตัวเอง”
“เอาล่ะๆ เป้าหมายหลักของข้าในวันนี้ก็คือซื้อกำไลเก็บของชิ้นหนึ่ง” เนี่ยเทียนกล่าว
“ตามข้ามาก็ได้แล้ว” พันเทาที่พูดเป็ต่อยหอยมาตลอดทางก็เปลี่ยนเส้นทางการเดิน ไม่นานก็พาเนี่ยเทียนมาถึงหอเรือนหินที่ขายวัตถุพิเศษโดยเฉพาะ
ในหอเรือนหินแห่งนี้ มีคัมภีร์โบราณเกี่ยวกับค่ายกลและยันต์ของผู้ฝึกลมปราณมากมาย และยังมีตำราเกี่ยวกับการหลอมอาวุธอยู่เยอะมากด้วย
“เอ๊ะ พันเทา เ้ามาทำอะไร?” ช่างหลอมอาวุธคนหนึ่งของหอเป่าพอมองเห็นพันเทาจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ข้ามาช่วยเพื่อนข้าหาซื้อกำไลเก็บของน่ะ” พันเทาตอบรับไปหนึ่งประโยคแล้วจึงพาเนี่ยเทียนมายังชั้นวางแห่งหนึ่งที่จัดเรียงกำไลเก็บของโดยเฉพาะ
ในชั้นสินค้านั้นวางวัตถุสำหรับใช้เก็บของไว้หกชั้น สี่ชิ้นเป็กำไล อีกสองชิ้นคือแหวน
แหวนสองวง วงหนึ่งสีแดง วงหนึ่งสีทอง ราคาคือหนึ่งหมื่นหินวิเศษ
กำไลสี่ชิ้นสีสันแตกต่างกันออกไป ราคาเพียงห้าพันหินวิเศษ
“เนี่ยเทียน แหวนเก็บของมีขนาดเล็ก แต่พื้นที่จุกลับมากกว่ากำไลถึงหนึ่งเท่า ดังนั้นราคาจึงแพงกว่าหนึ่งเท่าตัว” พันเทาแนะนำแทนช่างหลอมอาวุธคนนั้น “เ้าเพิ่งมีตบะหลอมลมปราณ ตามความเห็นข้า เลือกกำไลเก็บของชิ้นเดียวก็น่าจะพอให้เ้าใช้ได้แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นก็เอากำไลข้อมือแล้วกัน” เนี่ยเทียนพยักหน้า
ก่อนหน้านี้หลิวเหยี่ยนก็บอกแล้วว่าผู้ฝึกลมปราณที่ขอบเขตต่ำ แรกเริ่มยังไม่มีความจำเป็ต้องใช้แหวนเก็บของที่ราคาสูงลิ่ว
ตามที่หลิวเหยี่ยนบอก หากเขาไม่ซื้อเกราะัเพลิงก็ไม่จำเป็ต้องใช้กำไลเก็บของด้วยซ้ำ แค่มีถุงผ้าหนึ่งใบไว้เก็บของใช้ที่จำเป็บางส่วนก็พอแล้ว
เขาที่จ่ายหินวิเศษซื้อเกราะัเพลิงไปถึงเก้าพันก้อน จึงไม่อยากใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเกินไปนัก เดี๋ยวท่านอาจารย์จะหาว่าเขาเป็ศิษย์ไม่เอาไหน
“ถ้าอย่างนั้นเอาสีเหลืองเข้มนั่นก็แล้วกัน” เขาหยิบเอาป้ายประจำตัวของอูจี้ออกมาส่งให้กับช่างหลอมอาวุธหอเป่าที่ยืนอยู่ด้านหลังชั้นวาง แล้วชี้ไปยังกำไลเก็บของชิ้นหนึ่งในนั้น
หลังจากช่างหลอมอาวุธคนนั้นของหอเป่ารับป้ายไปก็หยิบกำไลเก็บของที่เขาหมายตาออกมาส่งให้กับเขา
พันเทาที่อยู่ข้างกันจึงช่วยอธิบายวิธีการใช้กำไลเก็บของ บอกว่าแค่เขาปล่อยกระแสจิตเข้าไปเส้นหนึ่ง หรือใช้พลังิญญาหนึ่งเส้นก็สามารถเก็บของได้แล้ว
เขาสวมกำไลไว้บนข้อมือ เก็บหินวิเศษบนร่างของเขาเข้าไปด้านในตามคำแนะนำของพันเทา
กระแสจิตเส้นหนึ่งไหลเข้าไปยังกำไลเก็บของ เขาพบว่าด้านในกำไลนั้นขาวโพลน มีพื้นที่กว้างประมาณหนึ่งในสามส่วนของห้องหินหนึ่งห้อง
สำหรับเขาที่ตอนนี้มีทรัพย์สินติดตัวอยู่เพียงแค่หินวิเศษส่วนหนึ่ง กระดูกสัตว์หนึ่งชิ้น ป้ายตัวตนหนึ่งแผ่น และเกราะัเพลิงแล้ว พื้นที่เ่าั้จึงถือว่ากว้างมากพอแล้ว
ต่อให้เพิ่มธงที่เขาฝากไว้กับเจียงหลิงจูเข้าไป อย่างมากที่สุดก็ใช้แค่พื้นที่ส่วนเล็กๆ ในกำไลเก็บของเท่านั้น ดังนั้นกำไลเก็บของราคาห้าพันหินวิเศษชิ้นนี้จึงสามารถตอบสนองความ้าของเขาในตอนนี้ได้อย่างแท้จริง
“ป้ายของเ้า” ช่างหลอมอาวุธหอเป่าส่งมอบป้ายนั้นกลับคืนมาให้เขา หลังจากเขารับมาแล้วก็ถือโอกาสเก็บไว้ในกำไลเก็บของนั่นด้วย
ไม่ได้รีบร้อนจากไป เขามีความสนใจต่อหอเรือนหินที่ขายวัตถุพิเศษมากมายหลายชนิดแห่งนี้ จึงเริ่มเดินเตร่อยู่ที่นี่
เดิมทีเขานึกว่างานพินิจของวิเศษของหอหลิงเป่าจะขายเพียงอาวุธวิเศษต่างๆ เท่านั้น
มาภายหลังถึงได้พบว่านอกจากอาวุธวิเศษ เกราะวิเศษแล้ว ยังมียาขายด้วย
ตอนนี้ภายใต้การแนะนำของพันเทา เขาจึงพบว่าที่นี่มีตำราหลายชนิดขายอยู่ คัมภีร์โบราณที่ไม่สมบูรณ์แบบ เศษค่ายกลพิลึกพิลั่นบางส่วน และยังมีตำราเวทคาถาสำหรับการบำเพ็ญตบะมากมายที่หน้าตำราหายไป
วัตถุที่อยู่ในหอเรือนแห่งนี้ส่วนใหญ่แล้วล้วนไม่สมบูรณ์แบบ แต่กลับมีมากมายหลายประเภท ทำให้เนี่ยเทียนมีความรู้ใหม่เกี่ยวกับวัตถุติดตัวของผู้ฝึกลมปราณ
“ไม่ได้ยาสั่งสมิญญามา ได้มาแค่เกราะัเพลิง แล้วก็กำไลเก็บของอีกหนึ่งชิ้น ตามที่ท่านอาจารย์บอกไว้ ข้ายังสามารถซื้อของได้อีกชิ้นหนึ่ง” เดินวนครบแล้วหนึ่งรอบ เนี่ยเทียนแอบครุ่นคิดอยู่กับตัวเองว่าของที่เหลืออีกหนึ่งชิ้นควรจะซื้อสิ่งใดดี
“พอเถอะ ที่นี่ไม่มีอะไรน่าดูแล้วล่ะ” พันเทากล่าวอย่างหมดความอดทน “ของหลายสิ่งที่นี่ล้วนเป็ของระดับรองที่ไม่สมบูรณ์แบบ ส่วนคัมภีร์โบราณค่ายกล เศษชิ้นส่วน ตำราที่บรรยายไว้ถึงผู้ฝึกลมปราณาอะไรนั่น ไม่จำเป็สำหรับเ้าเลยแม้แต่นิด เพราะว่าท่านอาจารย์ของเ้าถึงจะเป็ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้อย่างแท้จริง ของที่นี่ล้วนเป็สิ่งที่หอเป่าของพวกเราวินิจฉัยและประเมินค่ามาจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีราคาค่างวดใด”
“ของที่นี่ไม่ต้องพูดถึงชิ้นที่ไม่สมบูรณ์ ต่อให้เป็ชิ้นที่สมบูรณ์แบบ อาจารย์เ้าก็ไม่แม้แต่จชายตามอง”
“เขาต่างหากถึงจะเป็ปรมาจารย์ที่แท้จริง หากเ้าเอาขยะพวกนี้กลับไปด้วย อาจารย์เ้าต้องด่าเ้าแน่ๆ!”
“อ้อ แบบนี้เองหรือ” เนี่ยเทียนพยักหน้า ในที่สุดก็ไม่อยู่ที่นี่ต่ออีก หลังจากเดินออกมาพร้อมพันเทาก็โดนเขาดึงตัวไปเดินเที่ยวเล่นทั่วหอหลิงเป่า
“เ้าดูนั่นสิ สามยอดเขานั่นคือจุดสำคัญของค่ายกลใหญ่ที่ปกป้องหอหลิงเป่า ค่ายกลใหญ่ปกป้องสำนักของหอหลิงเป่าพวกเรามีนามว่า ‘เพลิงพิภพเผานภา’ ด้านใตู้เาทั้งสามลูกนั้น มีแกนกลางที่ตรงไปสู่เพลิงใต้พิภพ สามารถดึงเอาเปลวเพลิงจากใต้ดินออกมาใช้ได้ตลอดเวลา”
“หากเปิดค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภาขึ้น ตลอดทั้งท้องฟ้าของหอหลิงเป่าก็จะถูกเปลวไฟใต้ดินกลบทับทั้งหมด”
“ต่อให้เป็ผู้ฝึกลมปราณขั้นเขตลี้ลับ คิดจะฝ่าออกไปจากชั้นเปลวเพลิงพวกนั้นก็ยังเต็มไปด้วยความยากลำบาก ผู้ฝึกลมปราณที่อยู่ขั้นต่ำกว่าเขตลี้ลับ ไม่มีทางที่จะฝ่าเปลวไฟเ่าั้เข้ามาในหุบเขาของพวกเราได้”
“...”
พันเทาภาคภูมิใจเป็อย่างมาก แนะนำความมหัศจรรย์มากมายของหอหลิงเป่าให้เนี่ยเทียนทราบ บอกกับเขาถึงอานุภาพของค่าย “เพลิงพิภพเผานภา”
ขณะที่ท้องฟ้าค่อยๆ มืดสลัวลง คนทั้งสองก็นัดหมายกันว่าพรุ่งนี้จะไปยังหออาวุธวิเศษที่อยู่ส่วนท้ายๆ เพื่อไปดูงานประมูลที่ดุเดือดที่สุด
หลังจากที่เนี่ยเทียนกลับมาก็มาขอเกราะัเพลิงคืนจากเจียงหลิงจู แล้วเอามาเก็บไว้ในกำไลเก็บของของตัวเอง
ธงที่เขาได้มาจากการสังหารหยวนเฟิง หากเอาออกมาอาจจะปลดปล่อยคลื่นอ่อนๆ เจียงหลิงจูกังวลว่าซางปิ่งและหยวนเสียนของหุบเขาเทาจะจับสังเกตได้ จึงบอกเขาว่าเมื่อกลับจากหอหลิงเป่าแล้วถึงจะมอบให้เขา
เนี่ยเทียนเองก็ไม่ได้สนใจธงผืนนั้นมากมายนัก แน่นอนว่าย่อมไม่รีบร้อน
คืนนั้นเขาใช้หินวิเศษฝึกบำเพ็ญตบะต่อ อีกทั้งยังจงใจเอากระดูกสัตว์และเกราะัเพลิงนั่นออกมาจากกำไลเก็บของพร้อมกันด้วย
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ััได้ถึงความร้อนจากกระดูกสัตว์ ทั้งยังพบว่าพลังบริสุทธิ์ของเืเนื้อในร่างค่อยๆ ไหลออกไปยังเกราะัเพลิง
แล้วก็ไม่รู้ว่าฝึกบำเพ็ญตบะไปนานแค่ไหน เขาพลันััได้ถึงความกดดันในหัวใจ ตอนที่หลอมละลายหินวิเศษก็รู้สึกว่าเปลืองแรงกว่าเวลาปกติเยอะพอสมควร
พอหยุดลง เขาหันไปมองยังดวงจันทร์เต็มดวงที่อยู่นอกหน้าต่าง รู้สึกว่าดวงจันทร์ที่ส่องสว่างเย็นสงบ คล้ายปกคลุมไว้ด้วยสีเืบางๆ หนึ่งชั้น
“คลื่นมิติผิดปกติ!”
และเวลานี้เอง ชั้นที่หกของหอเรือนหินพลันมีเสียงทุ้มต่ำของอูซิ่งดังลอยมา
ไม่นาน อูซิ่งก็ลงมาจากชั้นบน เนี่ยเทียน เจียงหลิงจูและเย่กูโม่ต่างก็เดินออกจากห้องหินมายืนกันอยู่ตรงระเบียงทางเดินด้วยความงงงัน
หลิวเหยี่ยน สื่ออี้และหลัวซินต่างก็ลงมาจากชั้นห้า สีหน้ามืดคล้ำ
หลิวเหยี่ยนหยิบเอาก้อนหินก้อนหนึ่งที่เต็มไปด้วยรูเล็กๆ ออกมา หมายจะพูดลงไปในก้อนหินส่งเสียงนั้น
“แคร่ก!”
ที่น่าแปลกก็คือ ตอนที่เขาพูดประโยคแรกออกมา หินส่งเสียงก้อนนั้นกลับแตกออก
หลิวเหยี่ยนหน้าถอดสีตะลึงพรึงเพริด
อูซิ่งสีหน้าเย็นเยียบ พลันหันไปมองดวงจันทร์กลางฟ้าราตรี แล้วะโเสียงดัง “เกิดเื่ใหญ่แล้ว!”
ทุกคนพากันหันไปมองตาม พบว่าพระจันทร์เต็มดวงที่ก่อนหน้านี้ยังเป็สีเงินสว่างจ้า ผ่านไปเพียงครู่เดียวกลับคล้ายถูกทาด้วยเืสดเข้มข้นหนึ่งชั้น กลายมาเป็สีแดงสดที่ดูพิลึกพิลั่น
“สำนักโลหิต!” เสียงของหลัวซินสั่นไหวน้อยๆ
อูซิ่งส่ายหัว ถอนหายใจกล่าวว่า “หากเพียงแค่สำนักโลหิตย่อมไม่กล้าละเมิดกฎอย่างบุ่มบ่ามแน่นอน ยอดฝีมือของวังยมบาลและสำนักภูตผีคงจะเคลื่อนพลกันมาหมดแล้ว!”
“หา!” หลัวซินร้องอุทานเสียงหลง
“พระจันทร์สีเืกลางนภา!”
“สำนักโลหิตกำลังวางแผนร้าย!”
“แย่แล้ว!”
และเวลานี้เอง ในหอเรือนหินแห่งอื่น ผู้แข็งแกร่งที่มีััได้อย่างเฉียบไวก็สังเกตได้ถึงความไม่ชอบมาพากลเช่นกัน จึงพากันเดินออกมาบนถนน หรือไม่ก็ร้องอุทานเสียงดังอยู่บนระเบียงหอ
หลังจากเนี่ยเทียนมองสังเกตอย่างละเอียดจึงพบว่าบนใบหน้าของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและร้อนใจ
-----
