จานสีเงินห้อยระย้า ดวงดาวประกายระยิบระยับ
กบในทุ่งนาะโขึ้นและลง ต้นกล้าสีเขียวมรกตแกว่งไปตามสายลมทำให้สายลมพัดกลิ่นหอมของเดือนพฤษภาคมเข้าสู่ความฝันของผู้คนในชนบท
จมูกเล็กๆ ของหลิวเต้าเซียงกระตุกเล็กน้อยและปากเล็กๆ ของนางซึ่งเป็สีดุจลูกท้อก็ขยับ ราวกับว่าขณะอยู่ในความฝัน นางก็ยังไม่ลืมนึกถึงของกิน
ในหูรู้สึกคันเล็กน้อย ก่อกวนความฝันอย่างน่ารำคาญ คิ้วยาวขมวดขึ้น ถัดจากนั้นก็ยกมือขึ้นโบกกลางอากาศ แล้วผล็อยหลับและเข้าสู่ภวังค์แห่งความฝันอีกรอบ
ซูจื่อเยี่ยมองนางด้วยท่าทีรังเกียจ แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า และก้มหน้าชำเลืองมองของเล่นที่เรียกได้ว่าเปล่งประกายแวววาว
หญ้าหางสุนัขในมือของเขายังคงปัดไปมาที่ใบหูเล็กของนางอย่างต่อเนื่อง
หลิวเต้าเซียงหงุดหงิดและเอื้อมมือออกไปปิดหูของนางเพื่อนอนฝันต่อ
ไม่ใช่สิ เหตุใดร่างกายของนางจึงเย็นสะท้าน?
คงไม่ใช่ว่าพี่สาวนางแย่งผ้าห่มไปหรอกนะ?
การนอนห่มผ้าผืนเดียวกันนี่ช่างไม่ดีเอาเสียเลย!
นางเอื้อมมือเล็กออกมาคว้าโดยไม่มีทิศทาง แล้วจับโดนอะไรบางอย่าง คิดว่าคงเป็ของที่สามารถช่วยต้านความหนาวได้ จึงดึงมาห่มบนร่างกายตนเอง แล้วผล็อยหลับต่อ
ซูจื่อเยี่ยก้มลงมองคนอวดดีตรงหน้าที่ดึงชุดของตนไปห่มบนร่างกาย มุมปากยกขึ้นสูง จากนั้นก็กระชากชายเสื้อของตนเองกลับมาอย่างชั่วร้าย
เอ้ เหตุใดจึงยังหนาวอยู่?
มือเล็กๆ ของหลิวเต้าเซียงแตะร่างกายของตนเอง ผ้าห่มหายไปอีกแล้ว?
เหตุใดพี่สาวของตนนั้นถึงได้นอนน่าเกลียดเช่นนี้?
หลิวเต้าเซียงตื่นขึ้นอย่างหนักหน่วง แล้วลุกนั่งพรวดขึ้นมา จากนั้นลืมตาทันใด
แต่ใครก็ได้บอกนางที ใครช่างกล้าทำเื่เช่นนี้?
ผู้ใดเป็คนทำ? ออกมาสารภาพเดี๋ยวนี้ นางรับประกันว่าจะไม่ฆ่าให้ตาย!
“เ้าห้ามขยับไปเรื่อย กลิ้งตกหลังคาไปอย่าโทษข้านะ” น้ำเสียงเ็าดังขึ้นเหนือศีรษะของนาง
ความรู้สึกนั้นราวกับว่ามองเห็นเมฆหมอกลอยอยู่ ท่าทีเบาสบาย แล้วลอยละล่องมาจากที่ไม่ไกล แต่ทันใดนั้นก็กระแทกลงมา ทำเอาคนมึนหัวตาลาย
“ใครก็ได้บอกข้าที ข้าขึ้นมาอยู่บนหลังคาได้อย่างไร?” หลิวเต้าเซียงเอื้อมมือออกไปและขยี้ตา นางไม่อยากจะเชื่อความชั่วร้ายเช่นนี้!
“ข้าเอง!” เสียงของซูจื่อเยี่ยยังคงเบาสบายดุจเมฆหมอก
สงบจนน่าหมั่นไส้!
หลิวเต้าเซียงพยายามกลืนไฟในใจ เ้าผู้เป็คุณชายสูงศักดิ์ เ้าผู้ที่เกิดมารูปโฉมหล่อเหลา ข้าจะกลืนไฟโมโหนี้ไปก็ได้!
สำหรับนางที่ชื่นชอบคนหล่อหน้าตาดี เื่นี้จึงฝืนทำใจได้
“เพราะเหตุใด?” จึงจับนางมาไว้บนหลังคา
“ดูพระจันทร์ดอกแพร์” ซูจื่อเยี่ยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืน ในคืนที่สะอาด พระจันทร์สีเงินและแสงดาวส่องแสงเจิดจ้า
“หืม?!” หลิวเต้าเซียงไม่เข้าใจความหมายของเขา และมันก็ยากที่จะถาม ดังนั้นนางจึงต้องแสร้งทำเป็ถูกแสงจันทร์ดึงดูดและเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์
“คืนนี้พระจันทร์งดงามยิ่งนัก” นางเอ่ย
“อืม!”
“เ้าว่างมากนักหรือ?” ว่างจนน่าปวดหัว กลางดึกจับนางมาไว้บนหลังคา เพื่ออาบแสงจันทร์?
“ฮึ่ม!” น้ำเสียงของซูจื่อเยี่ยปนด้วยความรําคาญ
หลิวเต้าเซียงหดคออย่างระมัดระวัง นางไม่รู้จริงๆ ว่าจะเผลอไปััก้นเล็ก ของเ้าเสือตัวนี้ตอนไหน เกิดทำเขาโมโหเดี๋ยวจะแผ่ไอเย็นออกมาอีก
ทันใดนั้นซูจื่อเยี่ยก็รู้สึกหดหู่ใจ ตนเองต้องสมองเพี้ยนไปแล้วแน่นอนถึงได้พูดออกมาเช่นนั้น ช่างเถิด ทำตามที่สบายใจดีกว่า
เมื่อนึกได้เช่นนี้ เขาก็ไม่อยากฝืนนั่งอยู่บนหลังคาจึงนอนลงไป หญ้าฟาง [1] ที่อ่อนนุ่มเพิ่งเปลี่ยนปีที่แล้ว เมื่อดมกลิ่นก็ได้จะกลิ่นหญ้าฟางหอมอ่อน
“เต้าเซียง?!”
“ฮะ?” หลิวเต้าเซียงบิดคอเล็กๆ ที่ปวดเมื่อย เงยหน้ามองพระจันทร์อย่างไม่โรแมนติกเท่าใดนัก
“ไม่ได้เรียกเ้า!” หัวใจของซูจื่อเยี่ยสะดุดเพราะความตื่นตระหนก เหตุใดจึงตั้งชื่อเช่นนี้ ฟังดูเหมือนเด็กรับใช้
เขาหรี่ตาลง แล้วเอ่ยว่า “เ้าเหมาะสมกับชื่อนี้”
สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของนางในฐานะสาวชาวนาตัวเล็กๆ ดูแล้วมีกลิ่นอายชนบท
หลิวเต้าเซียงอยากจะบอกว่าจริงๆ แล้วนางมีชื่อที่มีความหมายทางบทกวีมาก คือหลิวเหม่ยจวิน
แต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกมา “ดวงจันทร์โผล่พ้นเหนือกิ่งไม้ นกกางเขนสะดุ้งบินโผขึ้นฟ้า สายลมเย็นพัดพาเสียงจักจั่นโชยมา คล้อยกับเสียงกบดังเป็เนืองๆ เ้าบอกมาสิ ชื่อข้าบ้านนอกอย่างไร?”
ซูจื่อเยี่ยตัวแข็งทื่อไปชั่วครู่ เขาคิดไม่ถึงว่าเด็กแก่นแก้วคนนี้ จะสามารถร่ายกลอนออกมาได้
เมื่อเห็นท่าทีสับสนของเขา หลิวเต้าเซียงก็อ้าปากเล็กๆ และถามเองตอบเอง “พ่อข้าสอนน่ะ”
ซูจื่อเยี่ยได้ยินคำอธิบายเช่นนี้จึงไม่ได้คิดมาก หลิวซานกุ้ยรู้หนังสือ กลางคืนแอบสอนให้พวกนาง เื่นี้เขาเองก็รู้แต่ตั้งแรก
หลิวเต้าเซียงชำเลืองมองเขาอย่างระมัดระวัง หัวใจดวงเล็กของนางบีบรัดแน่น กลัวว่านายคนนี้จะเอ่ยถามสิ่งที่ตอบยาก นางรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรวู่วามเอ่ยถึงพ่อเลย หากวิเคราะห์ให้ดี คงมีแต่จะทำให้พ่อของตนมีปัญหา
นางรออยู่สักพักเมื่อไม่เห็นเขาถาม จึงเงยหน้าเหมือนกำลังจะพูดบางอย่าง
แต่ก็ได้ยินเสียงของเขาที่อยู่ตรงหน้าดังขึ้น แม้ว่า่ที่เสียงกำลังแตกหนุ่มจะไม่ได้ไพเราะมากนัก แต่ก็รู้สึกได้ถึงความกังวลใจในน้ำเสียงที่ส่งออกมา
“เพราะเหตุใดเ้าถึงอยากหารังหนููเา?”
หลิวเต้าเซียงคิดว่าเขาคงเบื่อหน่าย และคิดว่าหลายวันมานี้ตนเองเอะอะก็วิ่งขึ้นไปหลังูเา คงอยู่ในสายตาของเ้าปีศาจตัวนี้หมด
“อืม ข้าเคยบอกกับเ้าไม่ใช่หรือ ข้า้าเก็บเงินส่วนตัว”
เมื่อพูดถึงเื่นี้ นางก็เริ่มกังวลกับตระกูลหลิวอีก อยากคิดหาหนทางรีบสลัดตัวดูดเืเหล่านี้ให้พ้นไปเสียที
“เพราะเหตุใดจึงต้องเก็บเงินส่วนตัวหรือ? ตอนนี้ชีวิตของเ้าก็ดีกว่าแต่ก่อนไม่ใช่หรือ?”
หลิวเต้าเซียงยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ แล้วจึงหันไปมองดวงตาดุจอัลมอนด์ที่กำลังจ้องไม่กระพริบ ยิ้มแล้วเอ่ย “ผู้ใดเล่าจะรังเกียจเงินทองมากมาย? อีกอย่าง เ้าก็เห็นว่าในครอบครัวนี้ นอกจากพ่อผู้แสนดีของข้าที่ยอมทำงานหนัก ลุงข้าทุกคนล้วนแต่หางานทำนอกบ้าน อาสี่เข้าสู่สถาบัน ได้ยินว่าเป็ถงเซิงอย่างเป็ทางการ ครั้งหน้าก็ต้องลงสนามสอบ”
ซูจื่อเยี่ยเอะใจและขยับร่างกายเล็กน้อย มองไปทางเมฆหมอกที่คั่นอยู่เหนือหลังคาบ้านในชุมชนแล้วมองดูหลิวเต้าเซียง เห็นนางเอาตัวเองไว้ในกองหญ้าฟางแล้วจึงวางใจ
“อาสี่เ้าเก่งมากเช่นนั้นหรือ?”
“เอ? ข้าก็ไม่รู้!” ในความทรงจำของหลิวเต้าเซียง น้อยครั้งที่นางได้เจอหลิววั่งกุ้ย ส่วนใหญ่จะได้ยินจากปากของหลิวเหรินกุ้ยเสียมากกว่า
ซูจื่อเยี่ยพยักหน้าอย่างเฉยเมย แต่ในใจเขาจดจำเื่นี้ไว้ “เ้าไม่ค่อยเห็นอาสี่ของเ้าหรือ?”
หลิวเต้าเซียงกล่าวด้วยท่าทีโศกเศร้า “อืม อาสี่ข้าจะกลับมาเฉพาะ่ตรุษจีน อย่าคิดว่าย่าข้ารักแต่อาเล็ก อันที่จริง นางรักอาสี่มากที่สุด นางวาดหวังว่าอาสี่จะทำให้นางได้มีหน้ามีตา”
“อาสี่เ้าปฏิบัติกับเ้าไม่ดีหรือ?” แววตาของซูจื่อเยี่ยเ็าเล็กน้อย
“ดูท่าทีของย่าข้าเ้าก็น่าจะรู้ ย่าข้าเป็ผู้ชี้ชะตาคนในบ้าน นางชี้ไปที่แห่งใด ทุกคนก็ต้องไปตามทิศทางนั้น” หลิวเต้าเซียงตอบอย่างเย้ยหยัน
ซูจื่อเยี่ยพยักหน้าอีกครั้ง แล้วเหม่อมองไปบนท้องฟ้าและดวงดาว
หลิวเต้าเซียงรู้สึกเสมอว่าค่ำคืนนี้เขาดูผิดปกติเล็กน้อย คิดว่าเขายังคงมีศีลธรรมอยู่บ้าง ให้ตนเองทำกับข้าวให้ แต่ก็หาทางให้นางได้มีช่องทางแอบหาเงินด้วย
“เ้ามีความในใจหรือ?”
“ไม่ ข้าเพียงแค่คิดว่าดวงดาวในเมืองหลวงไม่ได้สว่างเท่าที่นี่” ซูจื่อเยี่ยตอบอย่างตรงไปตรงมา
หลิวเต้าเซียงรู้เพียงว่ามลพิษทางแสงในโลกอนาคตนั้นร้ายแรงเกินไปและเป็การยากที่จะเห็นแสงดาวจากในเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่สวยงามเช่นนี้
“อาจเป็เพราะมีคนมากมายในเมืองหลวง ทุกคนอยู่อย่างแออัดกัน ดังนั้นข้าจึงไม่คิดว่ามันจะสวยงามเช่นนี้”
ซูจื่อเยี่ยจําได้ว่าเมืองหลวงที่ดินราคาแพงและอดไม่ได้ที่จะพยักหน้า ในเมืองหลวงที่ทุกคนอาศัยอยู่ ล้วนเป็บ้านทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทิวทัศน์ไม่ได้สวยเท่ากับในหลังเขาเช่นนี้
เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้พูดออกมา เพียงแค่เอ่ยต่อจากหัวข้อก่อนหน้านี้
“ใช่สิ เกือบลืมถามเ้า หนููเาที่เ้า้าหา เจอแล้วหรือไม่?”
หลิวเต้าเซียงที่ยังอยู่ในหญ้าอย่างสบายๆ เหยียดเอวี้เีออกก่อนจะตอบว่า “ยังเลย เ้าตัวนี้เ้าเล่ห์นัก เวลาได้ยินเสียงฝีเท้าของคนจากที่ไกลๆ ก็แอบหลบ ไม่ง่ายเลย ต่างก็บอกว่ามันคือสิ่งหายาก หากว่ามีหนููเามากมายเกลื่อนถนน ถ้าเช่นนั้นคนที่นี่อย่างพวกข้าคงร้องไห้ปลื้มปริ่มตาย”
“หนููเามีมูลค่าเท่าไร?” ซูจื่อเยี่ยคิด หันหลังให้แล้วถาม
ขนตายาวของหลิวเต้าเซียงสั่นไหวเบาๆ “ต้องดูว่าอ้วนไหม หากว่าอ้วน หนึ่งรังก็คงได้สามถึงสี่ตำลึงเงิน หากว่าเจอคนรวยที่ชอบกิน ไม่แน่ว่าอาจจะขายได้ราคาสูงกว่านั้น”
ซูจื่อเยี่ยมองมาที่นางซึ่งกำลังยิ้มอย่างไร้หัวใจ อยากจะบอกนางว่า เขากําลังจะออกจากูเาเล็กๆ นี้และไม่รู้ว่าวันใดจึงจะได้เจอกันอีก
แต่เขาทำใจที่จะทำลายรอยยิ้มอ่อนเยาว์ของนางไม่ได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จึงคิดว่าไม่พูดดีกว่า เมื่อถึงวันที่จากไปค่อยบอกก็คงไม่สาย
“เ้ารอสักครู่” พูดจบซูจื่อเยี่ยก็ลุกขึ้นยืนบนหญ้าฟาง เพียงแค่เขย่งเท้าเบาๆ ก็ะโหายวับไปกับตา
หลิวเต้าเซียงที่กำลังทำปากเป็รูปเลขศูนย์ ไหนบอกว่าเป็โลกที่สงบสุขไม่ใช่หรือ? แล้วเหตุใดโลกนี้ถึงมีวรยุทธ์ที่เก่งกาจเช่นนี้?
นางยังไม่ตื่นจากความใเมื่อครู่ ซูจื่อเยี่ยก็หิ้วกรงอันหนึ่งมาปรากฏต่อหน้า
เมื่อมองดูรูปลักษณ์ที่น่ารักน่าชังของนาง เขาก็ยิ้มโดยไม่มีสาเหตุ ยามปกตินางชอบปั้นหน้าเป็ยายเฒ่าที่ช่างน่าขัน เช่นนี้สิถึงจะเหมือนเด็กวัยนี้
“รับไว้”
“อะไรหรือ?” หลิวเต้าเซียงหยิบกรงไม้ไผ่อย่างไม่เข้าใจ เมื่อก้มมองก็สะดุ้งจนเกือบจะกลิ้งลงไปทั้งคนทั้งกรง
โชคดีที่เสียงของซูจื่อเยี่ยดังขึ้นทันเวลา “หนููเาที่เ้า้า”
หลังจากคิดดู เขาจึงถามหลิวเต้าเซียงด้วยความสงสัยมาก “เ้าตัวนี้ไม่กินหญ้าหรือ?”
หลิวเต้าเซียงมองเขาด้วยสีหน้าแปลกๆ “เ้าคงไม่ได้ป้อนหญ้าให้มันหรอกนะ”
หูของซูจื่อเยี่ยร้อนเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะปลายจมูกของตัวเอง จากนั้นคำรามอย่างเ็า “ข้าเป็คนเช่นนั้นหรือไร?”
หลิวเต้าเซียงคิดในใจ คงเคยทำสินะ แต่พอคิดดู จึงบอกกล่าวกับเขาอย่างหวังดี “ข้าได้ยินผู้ใหญ่ในหมู่บ้านบอกว่า หนููเาต้องใช้เห็ดหอม หน่อไม้อ่อน หรือมันเทศเป็อาหาร”
ซูจื่อเยี่ยปรายตามองหนููเาในกรงไม้ไผ่ ดูไม่ออกจริง เ้าตัวนี้ก็เลือกกิน
“ใช่แล้ว หนที่แล้วเ้าขายไก่ฟ้าและกระต่ายไปที่แห่งใด?”
“อะไรกัน? พูดกันดิบดีว่าจะยกให้ข้าเป็ค่าแรง” หลิวเต้าเซียงมองเขาอย่างหวาดระแวง กลัวว่าเขาจะขอเงินในภายหลัง
ใบหน้าของซูจื่อเยี่ยเ็า แม่สาวน้อยคนนี้ไปได้นิสัยรักเงินมาจากใครกันนะ?
ตีให้ตายเขาก็ไม่ยอมรับว่านิสัยนี้ของหลิวเต้าเซียงช่างเหมือนกับหลิวฉีซื่อและหลิวต้าฟู่
ส่วนสองสามีภรรยาหลิวซานกุ้ยกับจางกุ้ยฮัวนั้นดุจดั่งพระโพธิสัตว์
“หนููเาตัวนี้มีราคาสูง คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถซื้อมันได้ แต่ข้าแค่้าถามเ้าว่า ฐานะของบ้านหลังที่เ้าไปเป็เช่นไร สามารถซื้อได้หรือไม่”
ซูจื่อเยี่ยรู้สึกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าแม่สาวน้อยตรงหน้าจะถูกคนเอาเปรียบ
-----
เชิงอรรถ
[1] หญ้าฟาง ภาษาจีนคือ 稻草 เต้าเฉ่า ส่วนชื่อของนางเอก เต้าเซียง 稻香 แปลว่าหญ้าฟางอันหอมหวน
