ข้าจะเป็นแม่ครัวตัวน้อยแห่งวังหลวง

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ลด
เพิ่ม
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

     ครั้นองค์ชายเอ่อร์ตั้นได้ยินฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินรับสั่งเช่นนี้ ลอบส่งสัญญาณทางสายตาให้แก่องค์หญิงซีเยวี่ย องค์หญิงซีเยวี่ยผงกศีรษะ นางส่งยิ้มให้ทุกคน ก่อนจะออกจากตำหนักไป

        องค์ชายเอ่อร์ตั้นยิ้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงเจือแววเย้ยหยัน “ในเมื่อฝ่า๢า๡รับสั่งเช่นนี้ เช่นนั้นให้น้องสาวของกระหม่อมกับเสียนเฟยที่สามารถเต้นรำได้แข่งกันสักคราดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

        ใบหน้าของฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินกระอักกระอ่วนอยู่ครู่หนึ่ง สายตาเหลือบไปเห็นว่าท่านอ๋องมีสีหน้าโกรธเกรี้ยว เขารีบเลื่อนสายตากลับมา ก่อนจะยิ้มตอบ “ในเมื่อองค์ชายพูดเช่นนี้ เราก็อนุญาต”

        เต๋อเฟยทรงดีดกู่เจิงซึ่งวางอยู่ด้านข้าง เสียงสูงต่ำไพเราะเสนาะหูประหนึ่งเสียงน้ำที่ไหลผ่านโขดหิน ใสกังวานยิ่ง นางรำหลายคนมีผ้าปิดใบหน้าไว้ครึ่งหน้าก้าวเข้ามาในตำหนัก แต่ละคนรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น เต้นรำไปตามจังหวะเพลง ทุกคนได้ยินเสียงเพลงทำให้นึกถึงคำกล่าวที่ว่า บุปผาพัดโชยไปตามแรงลม ดอกเหมยเขินอายซ่อนกลางหิมะ

        เสียนเฟยในชุดสีแดงแขนเสื้อแบบสุ่ยซิ่ว[1] ก้าวเดินไปกลางตำหนัก เปล่งเสียงร้องเพลงอันไพเราะ ทำให้ผู้คนเคลิบเคลิ้ม วรกายบอบบางเต้นรำอ่อนช้อย ไม่ว่าผู้ใดได้เห็นอดเข้าใจผิดนึกว่าเทพเซียนเหาะลงมายังโลกมนุษย์ไม่ได้

        ซูเฟยชมการแสดงเต้นรำอยู่ด้านข้างและเห็นท่าทางของเสียนเฟย แค้นจนอยากจะเอาเล็บยาวๆ จิกเข้าไปในเนื้อของเสียนเฟย เฉินอวี้จึงมองมาอย่างเป็๞ห่วง

        ใบหน้าของเสียนเฟยประดับไปด้วยรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ชม้ายตาไปยังฮ่องเต้ ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินยิ้มพลางตบมืออย่างชอบใจ ทว่าทางฝั่งองค์ชายเอ่อร์ตั้นกลับยิ้มเป็๲รอยยิ้มที่ยากคาดเดาขณะมองเสียนเฟย

        เสียงกู่เจิงหยุดลง แต่เสียงอันไพเราะของเสียนเฟยยังคงกังวานไปทั่วตำหนัก ทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นั้นหลับตาด้วยความเคลิบเคลิ้ม สิ้นเสียงร้อง เสียนเฟยย่อตัวคำนับ “เป็๞ที่ขบขันแก่ทุกคนแล้ว”

        องค์ชายเอ่อร์ตั้นลุกขึ้นยืน แววตาเต็มไปด้วยความร้ายกาจขณะกล่าวกับเสียนเฟย “ฝีมือการเต้นรำของเสียนเฟยช่างฉกาจนัก ฝีมือในการร้องเพลงก็ยอดเยี่ยม ด้านข้างยังมีเสียงกู่เจิงอันไพเราะของเต๋อเฟย เป็๲การแสดงที่วิเศษเหลือเกิน!”

        ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินยิ้มให้เต๋อเฟยและเสียนเฟย “ตบรางวัล!”

        เสียนเฟยกล่าวขอบพระทัย หันไปยิ้มให้องค์ชายเอ่อร์ตั้น จากนั้นเดินกลับไปยังที่นั่ง จังหวะนั้นนางได้ยินเสียงองค์ชายเอ่อร์ตั้นปรบมือไปทางประตู

        องค์หญิงซีเยวี่ยในชุดสีเหลืองประดับประดาด้วยเกล็ดปลาเปิดหน้าท้องก้าวเข้ามาในตำหนัก พระพักตร์มีผ้าผืนบางปิดไว้ครึ่งหน้า นางยอบกายคำนับฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจิน ก่อนที่ร่างอรชรอ้อนแอ้นจะเริ่มเต้นไปตามจังหวะเพลง

        ด้านข้างมีคนเป่าแตรหนังสัตว์ซึ่งเป็๲เครื่องดนตรีเฉพาะของต่างแคว้นบรรเลงเป็๲ดนตรี องค์หญิงซีเยวี่ยร้องเพลงประจำถิ่น ทำให้ผู้ที่ได้ยินล้วนปรากฏภาพทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาในห้วงคำนึง เสียงเพลงทำให้ผู้คนมีชีวิตชีวาจนแทบอยากจะลุกขึ้นไปเต้นรำด้วย

        องค์ชายเอ่อร์ตั้น๻ะโ๷๞ชื่นชมว่ายอดเยี่ยมพร้อมทั้งตบมือเสียงดัง องค์หญิงซีเยวี่ยตรงเข้าไปส่งยิ้มเขินอายให้แก่องค์ชายเอ่อร์ตั้น พลางส่ายหน้าท้องไปตามจังหวะเพลง

        เสียงแตรจากแตรหนังสัตว์ค่อยๆ หยุดลง องค์หญิงซีเยวี่ยแย้มสรวลให้แก่ทุกคน ก่อนจะเดินออกไป

        ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเอ่ยกับองค์ชายเอ่อร์ตั้น “การเต้นรำของต่างแคว้นแตกต่างกับการเต้นรำของที่ราบภาคกลางของเราจริงๆ การเต้นรำขององค์หญิงทำให้เราอยากจะเข้าไปร่วมวงด้วยอย่างช่วยไม่ได้!”

        องค์ชายเอ่อร์ตั้นคำนับ “ฝ่า๤า๿ทรงตรัสชมเกินไปแล้ว กระหม่อมทราบมาว่าเต๋อเฟยทรงรับผิดชอบดูแลเ๱ื่๵๹อาหารใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ นี่ก็ถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว เหตุใดถึงยังไม่ยกอาหารออกมาให้คนต่างแคว้นอย่างพวกเราได้ลองชิมฝีมือของคนที่ราบภาคกลางเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

        ท่านอ๋องได้ยินแค่นเสียงฮึขึ้นจมูก เอ่ยอย่างดูแคลน “ทำไมหรือพ่ะย่ะค่ะ หรือครานี้องค์ชายก็ทรงพาพ่อครัวจากแคว้นมาด้วย”

        องค์ชายเอ่อร์ตั้นเบนสายตาไปยังท่านอ๋องครู่หนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะกลับมาเป็๲ปกติดังเดิม “ข้าแค่กลัวว่าข้าจะไม่ชินกับอาหารของที่ราบภาคกลางจึงได้นำพ่อครัวมาด้วย และจะได้ให้ทุกท่านได้ลองชิมอาหารจากต่างแคว้นไปในตัวด้วยก็เท่านั้นเอง”

        สีหน้าของเต๋อเฟยแลดูกระอักกระอ่วน ผงกศีรษะขอตัวแก่ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจิน ก่อนจะออกจากตำหนักไปยังห้องเครื่อง

        ซูเฟยเห็นเต๋อเฟยเดินออกไปก็ลุกขึ้นยืน กล่าวกับองค์ชายเอ่อร์ตั้นและฮ่องเต้ “อาหารภายในงานเลี้ยงคืนนี้น่าจะยังต้องรออีกสักครู่ใหญ่ สู้พวกเรามาชมการเต้นรำต่อดีหรือไม่”

        องค์ชายเอ่อร์ตั้นพยักหน้าเห็นด้วย “วันนี้ซูเฟยทรงงดงามกว่าคราวที่แล้วที่กระหม่อมได้เจออีกนะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทราบมาว่า พระองค์ทรงมีความสามารถมากมาย เหตุใดพอเข้ามาอยู่ในวังถึงหลบซ่อนไม่แสดงความสามารถให้ผู้อื่นได้เห็นเล่า”

        ซูเฟยได้ฟังสีหน้ากระอักกระอ่วนไปครู่หนึ่ง ทั้งยังแดงก่ำ ทว่าทำได้แค่ตอบเสียงแข็ง “ในเมื่อองค์ชายมาถึงนี่ ข้าจะไม่หลบซ่อนความสามารถอีก แสดงฝีมือในการเต้นรำให้ท่านยลสักหนึ่งเพลง”

        องค์ชายเอ่อร์ตั้นได้ยินพลันปรบมือ ด้านฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินมีสีหน้ายากจะคาดเดา มุมปากยกเป็๞รอยยิ้มบางๆ

        ซูเฟยเข้าไปเปลี่ยนชุดเป็๲ชุดเต้นรำสีแดงสด เมื่อออกมาผงกศีรษะให้นักดนตรี แล้วเริ่มแสดงการเต้นรำซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดของที่ราบภาคกลาง การเต้นรำอวี่อี[2]

        ผ้าไหมสีแดงลอยละล่องอยู่กลางตำหนัก ซูเฟยเคลื่อนกายไปตามเสียงเพลงประหนึ่งนกยูงสีแดงเพลิง องค์ชายเอ่อร์ตั้นมองซูเฟยพร้อมกับอมยิ้ม

        ซูเฟยทอดพระเนตรเห็นทุกคนที่ได้แต่ยิ้มน้อยๆ ยิ่งทุ่มเทมากขึ้น จ้าวซีเหอซึ่งชมการแสดงอยู่ด้านข้างกล่าวกับท่านอ๋องว่า “ท่านพ่อ ท่านดูสิ ท่านว่าเหมือนท่านเทพนาจาหรือไม่ ใส่เสื้อผ้าเช่นนี้ จะขาดก็แต่ห่วงทอง”

        ท่านอ๋องได้ยินดังนั้นมุมปากอดยกเป็๞รอยยิ้มไม่ได้ หากเพียงแค่แวบเดียวกลับมาทำหน้านิ่งดังเดิม ถลึงตาใส่บุตรชาย “จริงจังหน่อย ชมการแสดงเฉยๆ พอ”

        จ้าวซีเหอเห็นบิดาทำหน้าเรียบนิ่งก็หันไปตั้งใจชมการแสดงต่อ

        ร่างกายของซูเฟยไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย ยิ่งเต้นยิ่งแลดูน่าขบขัน ไม่ง่ายเลยกว่าจะฝืนเต้นจนจบเพลง ซูเฟยทรงหอบหายใจด้วยความเหนื่อย

        ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินมองซูเฟยด้วยความไม่พอใจ จนซูเฟยเริ่มหวาดกลัว แต่ก็ยังส่งยิ้มให้ทุกคน “เป็๲ที่ขบขันแล้ว”

        ซูเฟยกลับไปนั่งประจำที่ ตาเหลือบมองไปที่เฉินอวี้ด้วยแววตาไม่สงบ ครั้นเห็นเฉินอวี้ลอบถอนหายใจ ในใจรู้สึกผิดหวังยิ่งนัก

        องค์ชายเอ่อร์ตั้นมองสีหน้าของซูเฟย ก่อนจะกล่าวกับฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจิน “ฝ่า๤า๿ พระสนมของพระองค์มีแต่ผู้มากความสามารถ การเต้นรำของซูเฟยเมื่อสักครู่กระหม่อมเห็นแล้วชื่นชอบเหลือเกิน จนอยากจะให้นางรำของกระหม่อมมาขอวิชาจากซูเฟยบ้าง”

        ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินหัวเราะเสียงดัง “องค์ชายชมเกินไปแล้ว เราเห็นว่าการเต้นรำขององค์หญิงซีเยวี่ยต่างหากถึงจะยอดเยี่ยมที่สุด น่าไปขอความรู้ด้วย!”

        ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินยกจอกสุราขึ้น เอ่ยกับทุกคน “มา ดื่ม!”

        ทุกคนชูจอกสุราขึ้น แล้วยกดื่มจนหมด

        ในเวลาเดียวกัน เต๋อเฟยสาวพระบาทอย่างเร่งรีบตรงไปยังห้องเครื่อง ครั้นได้กลิ่นหอมลอยโชยออกมาจากในห้องครัว ท้องพลันส่งเสียงร้อง แต่เมื่อนึกถึงหน้าที่ที่ฮ่องเต้ทรงมอบหมายให้ นางรีบเปิดประตูเข้าไป

        เห็นลังถึงมีไอระเหยออกมา เต๋อเฟยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

         

         

         

        [1] สุ่ยซิ่ว คือชายผ้าสีขาวที่เย็บต่อจากแขนเสื้อ

        [2] เต้นรำอวี่อี การเต้นรำแบบหนึ่งในสมัยราชวงค์ถัง

นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้