จ้าวซีเหออปักมีดลงบนมือของนักพรต นักพรตส่งเสียงร้องอย่างเ็ป เืไหลที่ออกมาแลดูน่ากลัวยิ่ง
“ขอบใจ” เขาหยิบแผนที่อกจากอกเสื้อของอีกฝ่าย ยิ้มก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
เมื่อได้แผนที่มาแล้ว เขาคลี่ออกดู สีหน้าส่อแววกังวล สถานที่บนแผนที่มีแต่อันตราย ดูท่าหนิงมู่ฉือ…
เขาไม่อยากจะคิดต่อ เขานึกถึงภาพมือของไต้ซือที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิต คิดไม่ถึงเลยว่า เขาจะกล้าทำเื่โหดร้ายถึงเพียงนั้น
เขาค้นเจอข้าวของอีกไม่น้อยในอารามเต๋า ต่อมาเขาก็เดินออกจากป่าไผ่ที่ปลูกล้อมรอบเรือนของนักพรต เดินลงเขาแล้วขี่ม้าเข้าป่า
หนิงมู่ฉือจับแขนเฉินเกอขณะเดินตามชายหนุ่มเข้าไปในป่า ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงทุกขณะ ทำให้ในป่าดูทึบขึ้น อากาศหนาวเข้ามาจู่โจมนาง จนนางอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
“เฉินเกอ เหตุใดที่นี่ถึงได้หนาวเช่นนี้” นางขยับเสื้อคลุมให้คลุมตัวเองมิดชิดยิ่งขึ้น มองเฉินเกอซึ่งเดินนำหน้า อีกฝ่ายมีท่าที่สงบนิ่ง ดูไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
เฉินเกอมองสำรวจไปรอบๆ กลับต้องพบเจอแต่ความมืด ป่าแบบนี้ส่วนใหญ่มักจะมีสัตว์ร้าย จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด “ฉือเอ๋อร์ เ้าไม่ต้องกลัว เ้าพูดเบาหน่อย เสียงดังจะดึงดูดฝูงหมาป่าให้เข้ามาหา”
หนิงมู่ฉือถึงกับเหงื่อไหลโซมกาย ลอบกลืนน้ำลาย เสียงสั่นอย่างเห็นได้ชัด “ที่…ที่นี่มีฝูงหมาป่าด้วยหรือ”
นางมองไปรอบๆ อย่างประหวั่นและหวาดกลัว
ท่ามกลางความเงียบ จู่ๆ เสียงหมาป่าหอนก็ดังขึ้น เสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจราวกับจะเตือนว่า อย่าได้บุกรุกเข้าไปในอาณาเขตของมัน
เฉินเกอตบแขนนางก่อนจะดึงนางให้นั่งลง “เ้ารออยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะไปหากิ่งไม้มาจุดไฟ หากไม่จุดไฟ พวกเราได้หนาวตายกันแน่”
นางรั้งแขนเฉินเกอเอาไว้ ก่อนจะส่ายหน้า “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านอย่าทิ้งข้าไว้ที่นี่ได้หรือไม่ ข้ากลัว…”
นางไหนเลยจะเคยเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน เสียงหมาป่ายังคงหอนไม่หยุด ทำให้นางเหงื่อไหลเต็มแผ่นหลัง ร่างกายรู้สึกร้อน ทั้งที่อากาศเย็น แม้แต่ใบหน้าก็ร้อนผ่าว
“ฉือเอ๋อร์ ไม่ต้องกลัว เ้ารอข้าอยู่ที่นี่ รอข้าไปล่าหมาป่า แล้วจะถลกหนังมาทำเสื้อคลุมให้เ้า ส่วนเนื้อ เราจะกินมันด้วยกัน” เฉินเกอพูดปลอบ ทำให้หนิงมู่ฉือโล่งใจขึ้นไม่น้อย
ทว่าเมื่อได้ยินเสียงหมาป่าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นางก็หวาดกลัวขึ้นมาอีกครา เฉินเกอดึงตัวนางให้ลุกขึ้นยืน
นางยืนหลบอยู่ด้านหลังเฉินเกอ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปหลบอยู่ข้างก้อนหิน เฉินเกอบอกให้นางนั่งคุกเข่าหลบอยู่หลังก้อนหิน ทั้งยังบอกอีกว่า หมาป่าที่อาศัยอยู่ในป่าเช่นนี้จะมีนิสัยโหดร้ายกว่าหมาป่าปกติทั่วไป เฉินเกอมือสั่นเล็กน้อยขณะชักดาบออกจากฝัก
นางชะโงกหน้าออกไปดู พบว่ามีดวงตาสีเขียวคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาที่นาง หมาป่าตัวนี้มีขนสีเทาเข้ม มันเงยหน้าขึ้นฟ้า ก่อนจะส่งเสียงร้อง นางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ขณะที่ใจเต้นรัวแรง
ครั้นเฉินเกอเดินตรงไปที่หมาป่าตัวนั้น มันก็ะโพุ่งเข้าใส่เฉินเกอทันที เขาจึงแทงมันด้วยดาบ หมาป่าร้องโหยหวนก่อนจะก้าวถอยหลังไปหลายก้าว ใช้แววตาสีเขียวจ้องมองหนิงมู่ฉือและเฉินเกออย่างโกรธแค้น
มันเงยหน้าขึ้นฟ้า ส่งเสียงร้องอย่างบ้าคลั่ง ขนลุกชันไปทั้งตัว ท่าทางดูร้ายกาจยิ่ง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เฉินเกออีกคราหมายจะกัดให้จมเขี้ยว
เฉินเกอร้องอ๊ากเพราะโดนกัด ก่อนจะแทงดาบเข้าที่หน้าอกของหมาป่า เ้าหมาป่าล้มไปกองกับพื้น หอบหายใจไม่กี่ทีก็สิ้นใจ
เฉินเกอมองแผลที่ถูกหมาป่ากัด แต่เพื่อไม่ให้หนิงมู่ฉือต้องเป็ห่วงจึงแกล้งทำเป็ยิ้มอย่างไม่เป็อะไร “ฉือเอ๋อร์ ข้าอยากกินเนื้อหมาป่าใจจะขาดแล้ว รอข้าถลกหนังมันมาทำเป็เสื้อคลุมให้เ้า เ้าค่อยนำเนื้อมันมาทำอาหารดีหรือไม่”
หนิงมู่ฉือมองแผลบนแขนเฉินเกอ แผลมีเืไหลออกมา หยดลงบนพื้นเต็มไปหมด ในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืโชยออกไปไกล ไกลมากๆ
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านถูกหมาป่ากัด เดี๋ยวข้าทำแผลให้”
นางหยิบกระบอกน้ำออกมาล้างแผลให้ คิ้วขมวดเป็ปมแน่น มองแผลอย่างรู้สึกเจ็บแทนและปวดใจ
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือที่ตั้งใจล้างแผล หัวใจเต้นแรง ในแววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่ นาทีนี้เขาไม่รู้สึกเจ็บแผลแต่อย่างใด รู้สึกได้เพียงความสุข แต่ไม่นานก็นึกได้ว่าก่อนที่หมาป่าจะตาย มันส่งเสียงร้องเรียกพรรคพวกของมัน เขาฉุดหนิงมู่ฉือให้ลุกขึ้น “ฉือเอ๋อร์ ระวังตัวด้วย ก่อนหมาป่าจะตาย เหมือนมันจะส่งเสียงร้องเรียกฝูงของมันมา พวกเราต้องรีบออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้”
เฉินเกอพาหนิงมู่ฉือออกวิ่ง หนิงมู่ฉือวิ่งพร้อมกับมองสำรวจไปรอบๆ พบว่ารอบตัวมีแต่ดวงตาสีเขียวเต็มไปหมด ดูแล้วช่างน่าหวาดหวั่นยิ่ง
นางชี้ไปทางหนึ่งด้วยมือสั่นเทา “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ดวงตาสีเขียวตรงนั้นคงไม่ใช่ดวงตาของหมาป่าใช่หรือไม่”
เฉินเกอมองไปยังทิศทางที่หนิงมู่ฉือชี้ไป ขมวดคิ้วเป็ปมแน่นพร้อมกับเอ่ยว่า “ระวังตัวด้วย พวกเราเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว”
มือของเฉินเกอเต็มไปด้วยเหงื่อขณะพาหนิงมู่ฉือไปหลบอยู่ข้างต้นไม้ แต่ไหนเลยจะรู้ว่าด้านหลังต้นไม้มีดวงตาสีเขียวคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมายังทั้งคู่ แววตาของมันดูหิวโหยอย่างเห็นได้ชัด ทั้งน้ำลายยังไหลออกมาไม่หยุด
จ้าวซีเหอเดินทางมาถึงกลางป่าในที่สุด บนพื้นเขาสังเกตเห็นรอยเท้าของหนิงมู่ฉือ ขณะที่หูได้ยินเสียงหมาป่า เขารีบควบม้าไปตามรอยเท้านั้นทันที
หมาป่าที่หิวโหยตัวนั้นจ้องหนิงมู่ฉือเขม็ง นางตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวขณะปลุกกำลังใจส่งเสียงเอ่ยกับเฉินเกอ “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านต้องระวังตัวให้ดี หมาป่าเป็สัตว์ที่ดุร้ายมาก”
ทันทีที่นางเอ่ยจบ หมาป่าซึ่งหลบอยู่ด้านหลังก็ะโใส่นาง นางได้ยินเสียงร้องของหมาป่าจึงหันหลังไปมอง เมื่อเห็นหมาป่ากำลังะโพุ่งเข้ามา นางใปีนขึ้นไปบนต้นไม้ โชคดีที่ตอนเด็กนางกับสหายชอบเล่นปีนต้นไม้กัน นางจึงสามารถปีนได้อย่างคล่องแคล่ว
หมาป่าไม่สามารถปีนต้นไม้ตามนางขึ้นมาได้ ได้แต่มองนางด้วยแววตาเคียดแค้น ขนตั้งชัน นางปีนขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้ใหญ่ที่งอกแยกออกมา มองเ้าหมาป่าด้วยแววตาถือดี ทั้งยังทำท่าหยอกมันอีกด้วย “จอมยุทธ์น้อยเฉิน รีบปีนขึ้นมาเร็ว แค่นี้พวกมันก็ทำร้ายพวกเราไม่ได้แล้ว”
เฉินเกอปีนขึ้นต้นไม้มาก็มองนางพร้อมกับส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ฉือเอ๋อร์ ถึงจะปีนขึ้นมาบนต้นไม้ได้ก็ไม่มีประโยชน์ หมาป่าเป็สัตว์ที่มีสัญชาตญาณนักล่าสูง มันจะรอพวกเราอยู่ด้านล่างตลอดไป รอวันที่พวกเราลงไป ไม่ช้าหรือเร็วเราก็ต้องกลายเป็อาหารของมันแน่”
นางรู้สึกสิ้นหวัง ทว่าขณะนั้นเองหูนางได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมา นางมองไปยังทิศทางนั้น เห็นคนผู้หนึ่งกำลังถือคบเพลิงตรงมาทางนี้
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน มีคนมาช่วยพวกเราแล้ว!”
นางรู้สึกมีความหวังขึ้นมาทันใด หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นดีใจ
