แสงแดดอ่อนๆ ของยามเช้าสาดส่องลงบนแปลงดินสีน้ำตาลเข้มที่บัดนี้ถูกพรวนจนร่วนซุยและผสมด้วยปุ๋ยคอกอย่างดี มันคือผืนดินแห่งความหวังที่รอคอยการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตลงไป และวันนี้ก็คือวันสำคัญ... วันเดินทางสู่ตลาดในเมือง
บรรยากาศในบ้านของครอบครัวเว่ยคึกคักเป็พิเศษั้แ่เช้าตรู่ เจาหรงกำลังสาละวนอยู่กับการจัดแจงสิ่งของ นางนำเหรียญอีแปะทั้งหมดที่มีห่อด้วยผ้าอย่างแ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตรวจดูรายชื่อของที่ต้องซื้อซึ่งนางใช้ถ่านไม้เขียนไว้บนเศษไม้แผ่นเล็กๆ อย่างรอบคอบ ส่วนเว่ยหรานกำลังตรวจเช็คสภาพของคานหาบและตะกร้าสานสองใบใหญ่ที่พวกเขาจะใช้เป็พาหนะในการขนส่งสัมภาระ
แต่คนที่ดูจะตื่นเต้นที่สุดคงหนีไม่พ้นสมาชิกตัวน้อยทั้งสามคน เจาหรงจับพวกเขามาแต่งตัวในชุดที่ดีที่สุดเท่าที่มี ซึ่งก็คือชุดผ้าฝ้ายสีตุ่นๆ ที่ผ่านการปะชุนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ถูกซักจนสะอาดสะอ้านและมีกลิ่นแดดหอมๆ ผมเผ้าที่มักจะชี้ฟูก็ถูกหวีและรวบเป็จุกเล็กๆ ไว้กลางศีรษะอย่างน่าเอ็นดู
"ท่านแม่! วันนี้เราจะได้ไปเที่ยวในเมืองจริงๆ หรือขอรับ" เว่ยเฟยถามตาแป๋ว เขาตื่นเต้นจนอยู่ไม่สุข วิ่งวนไปรอบๆ ตัวนาง
"ใช่แล้ว" เจาหรงยิ้ม "แต่เราไม่ได้ไปเที่ยวนะ เราไปทำงานต่างหาก"
"ไปซื้อไก่!" เว่ยหู่ะโแทรกขึ้นมา ดวงตากลมโตของเขาเป็ประกายระยิบระยับเมื่อนึกถึงสมาชิกใหม่ที่จะได้มาอยู่ด้วยกัน
"แล้วก็ซื้อขนมด้วยใช่ไหมขอรับ" เว่ยเฟยถามอย่างมีความหวัง
เจาหรงหัวเราะคิกคัก "ถ้าเราซื้อของที่จำเป็เสร็จแล้วยังมีเงินเหลือ แม่จะซื้อให้แน่นอน"
คำสัญญาของนางทำให้เ้าสามแสบส่งเสียงร้องอย่างดีใจ การเดินทางไกลสู่ตลาดในเมืองจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
เส้นทางจากหมู่บ้านไปยังตัวเมืองเป็ทางเดินดินเรียบๆ ที่ทอดยาวไปตามทุ่งนาสีเขียวขจี อากาศยามเช้าสดชื่นและเย็นสบาย สองข้างทางเต็มไปด้วยภาพชีวิตชนบทที่งดงาม ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่กำลังมุ่งหน้าไปตลาดเช่นกันต่างก็ส่งยิ้มทักทายครอบครัวเว่ยอย่างเป็มิตร หลายคนมองเจาหรงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความเฉยเมยกลายเป็ความชื่นชมระคนแปลกใจที่เห็นนางก้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉงเคียงข้างสามี
เว่ยหรานทำหน้าที่เป็กำลังหลัก เขาหาบตะกร้าสานสองใบใหญ่ไว้บนบ่าอย่างมั่นคง แม้จะยังไม่มีของใส่ แต่เขาก็ยืนกรานที่จะเป็คนหาบมันไปเอง ส่วนเจาหรงเดินจูงมือลูกชายคนรองและคนเล็กไว้คนละข้าง โดยมีเว่ยหลงพี่คนโตเดินตามอย่างเงียบๆ อยู่ไม่ห่าง
"ท่านแม่! ดูนั่นสิ! วัวตัวใหญ่มาก!"
"ท่านพ่อ! นั่นใช่เป็ดหรือไม่"
"นก! นกบินเต็มไปหมดเลย!"
เสียงเจื้อยแจ้วของเ้าสามแสบดังขึ้นตลอดทาง พวกเขาไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกมาไกลจากบ้านนัก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นจึงดูน่าตื่นตาตื่นใจไปหมด เจาหรงคอยตอบคำถามของลูกๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หัวใจของนางอิ่มเอมไปกับภาพความสุขที่เรียบง่ายเหล่านี้
เมื่อเดินเท้ามาได้เกือบหนึ่งชั่วยาม พวกเขาก็มาถึงประตูเมือง บรรยากาศเปลี่ยนไปในทันที จากความเงียบสงบของชนบทกลายเป็ความพลุกพล่านและจอแจของตลาดในเมือง
เสียงะโเรียกลูกค้าของเหล่าพ่อค้าแม่ค้า เสียงต่อรองราคา เสียงเกวียนที่เคลื่อนผ่าน และเสียงผู้คนพูดคุยกันดังผสมปนเปไปหมด กลิ่นหอมของอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ กลิ่นเครื่องเทศ กลิ่นดินจากพืชผักสด และกลิ่นสาบของสัตว์ปีกที่อยู่ในกรงลอยมาปะทะจมูกพร้อมกัน มันคือโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา
เ้าสามแสบเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง พวกเขากระชับมือที่จับมารดาไว้แน่นขึ้น
เจาหรงเองก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน แม้ในชาติก่อนนางจะเคยเห็นตลาดที่ใหญ่โตและหรูหรากว่านี้ แต่ตลาดของชาวบ้านธรรมดาๆ เช่นนี้กลับทำให้นางรู้สึกมีชีวิตชีวามากกว่าเป็ไหนๆ
"เอาล่ะ ก่อนอื่นเราไปร้านเมล็ดพันธุ์ของท่านลุงฟู่กันก่อน" นางพูดพลางมองหาที่ตั้งของร้านตามที่ท่านลุงหลิวบอก
ร้านของลุงฟู่เป็ร้านเล็กๆ ที่อัดแน่นไปด้วยถุงผ้ากระสอบที่บรรจุเมล็ดพันธุ์ต่างๆ จนแทบไม่มีทางเดิน มีกลิ่นดินและพืชแห้งที่เป็เอกลักษณ์ ท่านลุงฟู่เป็ชายชราท่าทางใจดี เขามองครอบครัวเว่ยที่เดินเข้ามาในร้านด้วยรอยยิ้ม
"้าเมล็ดพันธุ์อะไรหรือแม่หนู"
"คารวะท่านลุงฟู่เ้าค่ะ" เจาหรงย่อกายคารวะอย่างนอบน้อม "ท่านลุงหลิวจากหมู่บ้านริมลำธารแนะนำให้มาหาท่านเ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินชื่อของสหายเก่า ท่านลุงฟู่ก็ยิ้มกว้างขึ้น "อ้อ! สหายข้าเองรึ เช่นนั้นก็ว่ามาเลย อยากได้อะไร ข้าจะเลือกของดีที่สุดให้"
เจาหรงจึงหยิบรายการของนางขึ้นมาดู แล้วเริ่มสั่งเมล็ดพันธุ์ผักกาดเขียว กวางตุ้ง และผักบุ้งจีนตามที่วางแผนไว้ นางยังซักถามถึงวิธีการดูแลรักษาในระยะแรกเริ่มจากท่านลุงฟู่อย่างละเอียด ซึ่งท่านลุงก็ตอบทุกคำถามอย่างไม่ปิดบัง แถมยังประทับใจในความรอบคอบของหญิงสาวอีกด้วย
หลังจากจ่ายเงินค่าเมล็ดพันธุ์เรียบร้อยแล้ว ต่อไปคือการไปซื้อหัวจอบอันใหม่ที่ร้านตีเหล็ก
ร้านตีเหล็กตั้งอยู่สุดปลายตลาด มีเสียงค้อนทุบเหล็กดังออกมาเป็จังหวะ และมีความร้อนระอุแผ่ออกมาจนรู้สึกได้ ที่นี่คือโลกของผู้ชาย เว่ยหรานจึงเป็ฝ่ายก้าวเข้าไปพูดคุยกับช่างตีเหล็กที่มีร่างกายกำยำและใบหน้าเปื้อนเขม่าควัน
เขาหยิบหัวจอบขึ้นมาพิจารณาอย่างชำนาญ เคาะดูเนื้อเหล็กและสอบถามถึงความทนทานอย่างคล่องแคล่ว เจาหรงยืนมองสามีของนางด้วยความชื่นชม ในขณะที่เขาอาจจะพูดจาไม่เก่งในเื่อื่น แต่ในเื่ที่เกี่ยวกับงานที่ต้องใช้แรงและทักษะช่าง เขากลับดูเฉลียวฉลาดและพึ่งพาได้เป็อย่างยิ่ง
เมื่อได้หัวจอบอันใหม่ที่แข็งแรงทนทานมาแล้ว ก็มาถึงสิ่งสุดท้ายที่เ้าสามแสบรอคอย... การไปซื้อลูกไก่!
พวกเขาเดินไปยังโซนขายสัตว์ปีกซึ่งเป็บริเวณที่จอแจและมีกลิ่นแรงที่สุดในตลาด เสียงไก่ร้องและเป็ดกาบๆ ดังระงมไปทั่ว เจาหรงได้พบกับ ‘อาซา’ ชายวัยกลางคนร่างท้วมผู้เป็เ้าของร้านขายลูกไก่ตามที่ท่านลุงหลิวแนะนำ
"ท่านลุงหลิวแนะนำมาหรือ! ได้เลยๆ เดี๋ยวข้าเลือกลูกไก่พันธุ์ดีแข็งแรงให้!" อาซาพูดจาฉะฉานและเป็กันเอง
เขาพาทั้งครอบครัวไปดูคอกอนุบาลลูกไก่ที่ส่งเสียงร้องจิ๊บๆ กันระงมไปหมด เ้าสามแสบเห็นลูกเจี๊ยบตัวเล็กๆ ขนสีเหลืองปุยๆ จำนวนมากก็ถึงกับตาโตเป็ไข่ห่าน พวกเขาวิ่งเข้าไปเกาะขอบคอกไม้ไผ่แล้วชี้ชวนกันดูอย่างตื่นเต้น
"ท่านแม่! ข้าอยากได้ตัวนั้น! ตัวที่วิ่งเร็วที่สุดเลย!" เว่ยเฟยชี้ไปที่ลูกเจี๊ยบตัวหนึ่งที่ดูกระโดกกระเดกกว่าใครเพื่อน
"ข้าอยากได้ตัวอ้วนๆ ตัวนั้นกินเก่งแน่ๆ" เว่ยหู่ชี้ไปที่ลูกเจี๊ยบตัวหนึ่งที่กำลังก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างไม่สนใจใคร
ส่วนเว่ยหลงยังคงยืนนิ่ง เขากวาดตามองลูกเจี๊ยบทุกตัวอย่างพินิจพิจารณา ก่อนจะชี้นิ้วไปยังลูกเจี๊ยบตัวหนึ่งที่ยืนอยู่นิ่งๆ แต่มีแววตาที่สดใสและท่าทางสง่างาม "ข้าว่าตัวนั้นดูแข็งแรงที่สุดขอรับ"
เจาหรงมองลูกๆ แล้วก็ยิ้มออกมา "เช่นนั้น เราก็เอาทั้งสามตัวที่พวกเ้าเลือกเลย แล้วก็เพิ่มอีกตัวหนึ่งที่ท่านอาซาคิดว่าดีที่สุดให้ด้วยนะเ้าคะ"
อาซาหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วจัดการจับลูกไก่ทั้งสี่ตัวใส่ไว้ในกรงไม้ไผ่สานใบเล็กอย่างคล่องแคล่ว เขาลดราคาให้เล็กน้อยตามที่ท่านลุงหลิวฝากฝังมา เว่ยหรานรับกรงไก่มาถือไว้อย่างระมัดระวังราวกับกำลังถือสมบัติล้ำค่า
เมื่อซื้อของทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว เจาหรงก็พบว่าพวกเขายังมีเงินเหลืออยู่เล็กน้อย แต่ก็มากพอที่จะซื้อของอร่อยๆ ให้ลูกๆ ได้ตามสัญญา
นางพาทุกคนไปยังร้านขายถังหูลู่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ไม้เสียบผลซานจาเคลือบน้ำตาลเงาวับดูน่ากินเป็อย่างยิ่ง เ้าสามแสบมองมันตาไม่กะพริบ
เจาหรงซื้อถังหูลู่มาสามไม้ ยื่นให้ลูกๆ คนละไม้ "เอาล่ะ รางวัลของคนเก่งที่ช่วยงานท่านพ่อท่านแม่"
เด็กๆ รับมาด้วยความดีใจแล้วลงมือชิมความหวานอร่อยนั้นทันที ดวงตาของพวกเขาหยีลงอย่างมีความสุข รสชาติหวานอมเปรี้ยวของถังหูลู่คือรสชาติที่หรูหราที่สุดที่พวกเขาเคยได้ลิ้มลอง เจาหรงมองภาพลูกๆ ที่มีความสุขกับของกินเล็กๆ น้อยๆ แล้วหัวใจก็อิ่มฟู มันคือความสุขที่เงินทองมากมายในชาติก่อนก็ไม่สามารถซื้อหามาให้นางได้
ขากลับ แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่หัวใจของทุกคนกลับเบิกบาน เว่ยหรานหาบตะกร้าสองใบที่ตอนนี้เต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ หัวจอบ และกรงลูกไก่ เขาก้าวเดินอย่างมั่นคงไม่แสดงอาการเหนื่อยล้าให้เห็นแม้แต่น้อย ส่วนเจาหรงก็ยังคงจูงมือลูกๆ ที่ตอนนี้มืออีกข้างถือถังหูลู่ที่กินใกล้จะหมดไม้แล้ว
เมื่อกลับมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่พวกเขาทำไม่ใช่การพักผ่อน แต่คือการสร้างบ้านให้สมาชิกใหม่!
เว่ยหรานคือนักออกแบบและผู้รับเหมาก่อสร้างแต่เพียงผู้เดียว เขาไปรวบรวมเศษไม้และลำไม้ไผ่ที่พอจะหาได้จากหลังบ้านมาวางกองรวมกัน จากนั้นก็เริ่มลงมือวัด ตัด และประกอบมันเข้าด้วยกันอย่างชำนาญ ทักษะงานช่างของเขาโดดเด่นขึ้นมาทันที
ส่วนเจาหรงและเ้าสามแสบก็ทำหน้าที่เป็ผู้ช่วยและผู้ควบคุมงาน
"ท่านพ่อ! ตรงนี้ต้องสูงๆ ไก่จะได้ไม่ร้อน!"
"ต้องมีหน้าต่างด้วยนะขอรับ ไก่จะได้มองเห็นข้างนอก!"
"ประตูก็ต้องใหญ่ๆ เผื่อว่าไก่ของข้าอ้วนขึ้น!" เว่ยหู่เสนอความคิดเห็นอย่างจริงจัง
เว่ยหรานได้แต่หัวเราะแล้วก็พยักหน้ารับทำตามคำแนะนำของผู้ควบคุมงานตัวน้อยอย่างว่าง่าย ส่วนเจาหรงก็คอยช่วยหยิบจับส่งของ สานแผ่นไม้ไผ่สำหรับทำเป็ผนัง และที่สำคัญที่สุดคือคอยดูแลไม่ให้เ้าสามแสบเข้าไปวิ่งเล่นซุกซนในเขตก่อสร้างจนเกิดอันตราย
ครอบครัวเว่ยทำงานร่วมกันอย่างแข็งขัน แสงแดดยามบ่ายที่ร้อนระอุไม่ได้ทำให้พวกเขาท้อถอย มีแต่เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และเสียงตอกตะปูที่ดังเป็จังหวะ
จนกระทั่งตะวันคล้อยต่ำลง เล้าไก่หลังแรกของครอบครัวเว่ยก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ มันเป็เพียงเล้าไก่เล็กๆ ที่สร้างขึ้นจากเศษไม้และไม้ไผ่อย่างง่ายๆ รูปทรงอาจจะเบี้ยวไปบ้าง แต่ก็ดูแข็งแรงและสามารถกันลมกันฝนได้เป็อย่างดี
"เสร็จแล้ว!" เว่ยหรานประกาศอย่างภาคภูมิใจ
"เย้! บ้านใหม่ของน้องไก่!" เ้าสามแสบวิ่งเข้าไปดูผลงานด้วยความตื่นเต้น
่เวลาที่สำคัญที่สุดมาถึงแล้ว เจาหรงค่อยๆ เปิดประตูกรงไม้ไผ่ แล้วปล่อยให้ลูกไก่ทั้งสี่ตัวเดินเตาะแตะเข้าไปในบ้านหลังใหม่ของพวกมันอย่างอิสระ
"เราต้องตั้งชื่อให้พวกมันด้วยนะ!" เว่ยเฟยเสนอ
"ตัวที่วิ่งเร็วของข้า ข้าจะให้ชื่อว่าเ้าลมกรด!"
"ตัวอ้วนของข้าชื่อเ้าตุ้ยนุ้ย!" เว่ยหู่ตั้งชื่อตามลักษณะเด่นทันที
"ส่วนตัวของข้า..." เว่ยหลงมองลูกไก่ของตัวเองที่ยืนสงบนิ่งอยู่มุมหนึ่ง "ชื่อว่าท่านแม่ทัพ!"
ทุกคนหัวเราะกับชื่อที่ดูยิ่งใหญ่เกินตัวของเว่ยหลง "แล้วตัวสุดท้ายล่ะ" เจาหรงถาม
"ให้ชื่อว่านำโชคแล้วกัน" เว่ยหรานเป็คนเสนอ "ขอให้มันนำโชคดีมาให้ครอบครัวของเรา"
เจาหรงพยักหน้าเห็นด้วย "เป็ชื่อที่ดีมากเ้าค่ะ ท่านพี่"
นางโปรยเมล็ดข้าวเปลือกเล็กน้อยลงบนพื้นเล้าไก่เป็อาหารมื้อแรกให้พวกมัน เ้าลมกรด เ้าตุ้ยนุ้ย ท่านแม่ทัพ และนำโชค ต่างก็ก้มลงจิกกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
เจาหรงย่อตัวลงพูดกับลูกๆ "เห็นไหม ถ้าเราดูแลพวกเขาดีๆ ให้อาหารกินอิ่มทุกวัน ไม่นานพวกเขาก็จะโตเป็ไก่ที่แข็งแรง แล้วก็จะออกไข่ไก่ฟองโตๆ มาให้พวกเรากินเป็รางวัล"
"ไข่ไก่!" ดวงตาของเว่ยหู่เป็ประกายวาววับขึ้นมาอีกครั้ง
ครอบครัวทั้งห้ายืนมองสมาชิกใหม่ทั้งสี่ด้วยรอยยิ้ม ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า สาดแสงสีทองสุดท้ายของวันลงมาอาบไล้ทุกสิ่งทุกอย่างให้ดูอบอุ่นและงดงาม
วันนี้เป็วันที่เหนื่อยมาก แต่ก็เป็วันที่เปี่ยมไปด้วยความสำเร็จ พวกเขาได้ลงทุนลงแรงไปกับอนาคตที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็เมล็ดพันธุ์ที่รอวันเติบโต หรือเล้าไก่ที่รอวันจะให้ผลผลิต
เจาหรงมองภาพตรงหน้าแล้วหัวใจก็เปี่ยมสุข นางไม่ได้แค่สร้างเล้าไก่ แต่นางกำลังสร้าง ‘บ้าน’ ที่สมบูรณ์ขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย และนางเชื่อมั่นเหลือเกินว่า... นับจากนี้ไป ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน
