บทที่ 6
ไม่จำเป็อีกต่อไปแล้ว
"เจตจำนงแห่งดาบ" ของผู้ฝึกดาบทุกคน ล้วนผ่านการเคี่ยวกรำมานับครั้งไม่ถ้วน
มันคือสิ่งที่บรรลุได้ในยามความเป็ความตาย และหยั่งรากลึกขึ้นในทุกครั้งที่ตวัดดาบฝึกซ้อม เปรียบเสมือนตราประทับที่สลักไว้บนดวงิญญา ต่อให้สูญเสียความทรงจำหรือวรยุทธไปทั้งหมด สัญชาตญาณทางิญญานี้ก็ยังคงอยู่
ต้วนจื่อเหวยขมวดคิ้วด้วยความฉงน เจตจำนงแห่งดาบของผู้ฝึกดาบคนหนึ่ง... จะแตกสลายได้อย่างไร?
ในตอนนั้นเอง เขาพลันนึกถึงคำพูดที่ฉู่ชิงชวนเคยบอกไว้ ซูว่านฉี... จำฉู่ชิงชวนผิด คิดว่าเป็คนรักกลับชาติมาเกิด และนางเพิ่งได้รับรู้ว่าคนคนนั้น จิติญญาแตกสลายไปนานแล้ว
เขามองดูเงาร่างซูบผอมในลานบ้าน แววตาแฝงไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้ตัว
หรือว่าทั้งหมดจะเป็เื่จริง? ทุกอย่างที่ซูว่านฉีทำดีกับฉู่ชิงชวน ก็เพื่ออีกคนหนึ่งงั้นหรือ? การใช้ค่ายกลสะบั้นิญญาฆ่าตัวตาย ก็เพราะคนคนนั้น และเจตจำนงแห่งดาบที่แตกสลายในตอนนี้ ก็เพราะคนคนนั้นด้วย... เป็ไปได้จริงๆ หรือ?
ในโลกบำเพ็ญเพียร จะมีความรักที่บริสุทธิ์และน่า... ตื่นตะลึงขนาดนี้เชียวหรือ?
เขาน่ะชอบเจียงชิวหนิงก็จริง แต่มันก็แค่ "ชอบ" เท่านั้น เขาไม่มีวันยอมละทิ้งสิ่งที่สำคัญเพื่อเจียงชิวหนิง และยิ่งไม่มีทาง... ตายเพื่อนางเด็ดขาด
ต้วนจื่อเหวยยืนอึ้งมองเงาร่างนั้นอยู่นาน โดยไม่ก้าวเท้าไปข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว
ซูว่านฉีรับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมาจากหน้าประตูั้แ่ตอนเก็บดาบแล้ว จิตใจที่วอกแวกทำให้ดาบที่คุมไม่อยู่หลุดมือหล่นลงพื้น ในขณะที่ก้มลงเก็บดาบ เธอก็จัดการปรับสีหน้าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
เธอเก็บดาบเข้าฝัก หมุนตัวกลับมามองที่ประตูอย่างสงบนิ่ง ทันใดนั้นก็ต้องหยีตาเพราะเงาร่างที่ยืนอยู่หน้าประตูนั้นช่างระยิบระยับเหลือเกิน
ชายคนนี้ั้แ่รัดเกล้าบนหัวยันหัวรองเท้า ล้วนเป็สมบัติวิเศษที่หาได้ยาก แสงอาทิตย์ที่ตกกระทบลงบนของวิเศษแต่ละชิ้นสะท้อนแสงวิบวับและแผ่พลังปราณออกมาจนแสบตา เธอต้องกะพริบตาถี่ๆ ถึงจะมองชัดว่าใครคือผู้มาเยือน
ต้วนจื่อเหวย?
ถ้าจำไม่ผิด ต้วนจื่อเหวยคือหนึ่งในผู้นิยมชมชอบในตัวนางเอกเจียงชิวหนิง และมีความสัมพันธ์กับเ้าของร่างเดิมที่—แย่สุดๆ
เ้าของร่างเดิมฐานะไม่ดีและนิสัยค่อนข้างหยิ่งในศักดิ์ศรี จึงไม่ชอบหน้าต้วนจื่อเหวยที่ชอบใช้อำนาจตระกูลวางโตในสำนักไท่ชิง
ส่วนต้วนจื่อเหวยก็เกลียดชังเ้าของร่างเดิมเพราะสิ่งที่นางทำกับเจียงชิวหนิง เป้าหมายที่เขามาหาเธอในวันนี้จึงเดาได้ไม่ยาก
ซูว่านฉีทบทวนการกระทำของตัวเองเมื่อครู่ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีพิรุธ เธอก็ผลิยิ้มบางๆ ที่ดูห่างเหิน
การรับรู้อารมณ์ของมนุษย์มีขีดจำกัด หากเธอเอาแต่ทำหน้าโศกเศร้าเจียนตายต่อหน้าทุกคนตลอดเวลา คนที่ไม่รู้เื่จะรู้สึกว่ามันประหลาด ส่วนคนที่รู้เื่ก็จะค่อยๆ รู้สึกเหนื่อยหน่าย
เธอเพียงแค่ต้องรักษาท่าทีให้ใกล้เคียงกับเ้าของร่างเดิม และแสดงอารมณ์ของการสูญเสียคนรักออกมาในยามที่จำเป็เท่านั้น
ความเ็ปที่ซึมลึกอยู่ภายใต้ความสงบนิ่งต่างหาก ถึงจะทำให้คนอื่นคล้อยตาม และเมื่อพวกเขาคล้อยตามแล้ว พวกเขาก็จะมองข้ามจุดที่ไม่สมเหตุสมผลไปเอง
ยิ่งไปกว่านั้น—เธอมองไปยังคนที่ยืนบื้ออยู่หน้าประตู ต้วนจื่อเหวยไม่น่าจะรู้เื่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ต่อให้เธอแสดงงิ้วโศกเศร้าไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เขามาที่นี่น่าจะเป็เพราะรู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ เลยจะมาหาเื่แก้แค้นแทนเจียงชิวหนิงมากกว่า
เมื่อคิดได้ดังนั้น แม้สีหน้าของซูว่านฉีจะยังคงเรียบเฉย แต่ในใจกลับมีความคาดหวังเล็กๆ เธอจะได้ใช้ต้วนจื่อเหวยเป็การทดลองดูว่า พวกผู้าุโได้ทิ้งอาคมป้องกันอะไรไว้บนตัวเธอหรือไม่
ต้วนจื่อเหวยไม่รู้เลยว่าซูว่านฉีกำลังคิดอะไรอยู่ ตอนนี้เขาไม่มีความคิดที่จะลงมือกับนางเลยสักนิด เขามองดูสีหน้าที่สงบนิ่งถึงขีดสุดของนางแล้วขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้
มันไม่ควรเป็แบบนี้สิ... นางไม่ควรจะคร่ำครวญเล่าความทุกข์ระทมให้เขาฟังหรอกหรือ? เล่าถึงความเ็ปที่เสียคนรัก เล่าถึงความจำเป็ที่ต้องทำร้ายเจียงชิวหนิง เล่าว่านางไม่ได้ตั้งใจทำผิด แต่นางแค่จำคนผิด...
แต่นางกลับไม่พูดอะไรเลย นางเพียงแค่ยืนนิ่งมองเขาด้วยสายตาห่างเหินเหมือนทุกครั้งที่เคยเจอ ดูไม่ออกเลยว่านางเพิ่งจะผ่านความตายมาหยกๆ
ซูว่านฉีรออยู่นาน แต่ต้วนจื่อเหวยก็ยังยืนนิ่งเป็หิน เธอจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย ต้วนจื่อเหวยไม่ได้มาคิดบัญชีกับเธอหรอกหรือ? ทำไมถึงทำท่าแบบนี้?
เธอวางดาบลงบนโต๊ะหินข้างกาย ปล่อยมือลงข้างตัว และไม่โคจรพลังปราณแม้แต่น้อย เป็ท่าทางที่ไร้พิษสงอย่างสิ้นเชิง เมื่อเห็นว่าต้วนจื่อเหวยยังไม่ขยับ เธอจึงถามด้วยความสงสัย “ไม่ลงมืองั้นหรือ?”
ต้วนจื่อเหวยสะดุ้งโหยงราวกับถูกทำให้ใ เขารีบถอยหลังไปสองก้าวแล้วะโลั่น “ใครบอกว่าข้ามาคิดบัญชีกับเ้ากัน?!”
“ข้าก็แค่... ว่างๆ เลยมาเดินเล่นเฉยๆ!” เขาส่ายหัวไปมาประกอบคำพูด “ใช่ มาเดินเล่น!”
ซูว่านฉีฟังคำตอบแล้วสีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่ในใจกลับสงสัย ปล่อยตัวต้นเหตุที่ทำร้ายเจียงชิวหนิงไปเนี่ยนะ? นี่ไม่ใช่สันดานต้วนจื่อเหวยเลย ยกเว้นแต่ว่า เขาจะได้ข่าวอะไรบางอย่างมาจากคนอื่น
เธอหลุบตาลงซ่อนแววตาที่เข้าใจสถานการณ์ คนคนนี้ไม่ใช่เ้าสำนัก และไม่ใช่ผู้าุโแน่นอน ดังนั้นต้องเป็ฉู่ชิงชวน แต่ตัวตนของท่านเซียนชิงเหยียนนั้นน่าใเกินไป ฉู่ชิงชวนคงไม่ได้บอกรายละเอียดทั้งหมดกับต้วนจื่อเหวยหรอก
เพียงไม่กี่อึดใจ เธอก็ลำดับเหตุการณ์ได้เกือบทั้งหมด เมื่อรู้ว่าต้วนจื่อเหวยจะไม่ลงมือกับเธอ เธอก็รู้สึกรำคาญใจขึ้นมานิดๆ ดูท่าคงต้องรอคนถัดไปที่จะมาหาเื่แล้วล่ะ
เธอหมุนตัวกลับน้ำเสียงแฝงไปด้วยความเหนื่อยหน่าย “ถ้าอย่างนั้น ข้าก็ไม่ส่งนะเ้าคะ”
ต้วนจื่อเหวยได้ยินคำไล่แขกที่ชัดเจนขนาดนั้น ท่าทางที่ทำเป็มองนกมองไม้ก็ชะงักกึก เขาเพิ่งมาถึงเองนะ... เขายังไม่ได้ทำอะไรเลย! เขาจึงตั้งสติและสูดหายใจลึก กะจะถามลองเชิงเพิ่มอีกสักสองสามประโยค
แต่แล้ว เขาก็เห็นแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและอ้างว้างของนาง นางหันหลังให้เขา ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยจุดอ่อน ไร้พลังปราณคุ้มครอง และไม่มีการป้องกันตัวในฐานะเซียนเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เป็เซียนฝึกหัดระดับหลอมรวมปราณ ก็สามารถทำร้ายนางได้ง่ายๆ
นางเชื่อใจเขา หรือแค่นางไม่สนใจชีวิตตัวเองแล้วกันแน่?
ต้วนจื่อเหวยรู้สึกเหมือนถูกทิ่มแทง เขาเบือนหน้าหนีและมองไปรอบๆ ลานบ้านที่ทรุดโทรมจนแม้แต่ประตูก็ยังปิดไม่สนิท ความรู้สึกสับสนวุ่นวายในใจของเขาดูเหมือนจะเจอที่ระบายแล้ว
เมื่อใดที่เขามีอารมณ์แปรปรวน เขาก็อยากจะ "หว่านหินิญญา" ยิ่งอารมณ์รุนแรง เขาก็ยิ่งหว่านของที่ล้ำค่ามากขึ้น
ต้วนจื่อเหวยพุ่งตัวไปข้างหน้าสองก้าว มองไปทางไหนในลานบ้านก็ดูขวางตาไปหมด “ประตูไม้ที่ไม่มีพลังปราณสักนิดแบบนี้ยังจะใช้อีกรึ? เปลี่ยนเป็ไม้ตาน้ำพันปีซะ!”
“โต๊ะหินคร่ำครึที่ตลาดนัดยังไม่กล้าเอามาขายแบบนี้ยังตั้งไว้อีก?! เปลี่ยนเป็โต๊ะหยกดำสมบัติวิเศษที่กันกระแสจิตและมีพลังป้องกันซะ!”
“แล้วดินนี่อีก... พลังปราณไม่พอให้ข้าหายใจเลยสักนิด! เอาดินหมื่นพฤกษาที่ท่านพ่อหามาให้จากแดนลับมาโรยซะ!” ...
เื่พวกนี้ต้วนจื่อเหวยทำจนคล่องแคล่ว ท่วงท่าในการหว่านของวิเศษช่างเชี่ยวชาญยิ่งนัก กว่าซูว่านฉีจะรู้สึกถึงความผิดปกติและหันกลับมา เขาก็เปลี่ยนการตกแต่งลานบ้านไปเกือบหมดแล้ว
ตอนนี้ต้วนจื่อเหวยกำลังสนุกกับการหว่านของล้ำค่าจนไม่ทันสังเกตว่าซูว่านฉีหันกลับมามองแล้ว เขาจ้องเขม็งไปที่จุดสุดท้ายที่ยังไม่ได้เปลี่ยน
ตรงนั้น... มี "ต้นลวงโฉม" ปลูกอยู่ต้นหนึ่ง
เมื่อต้วนจื่อเหวยเห็นมัน มือเขาก็ชะงักลงทันที เขาจำต้นไม้ต้นนี้ได้ ตอนที่เห็นครั้งแรก เขายังแอบเยาะเย้ยในใจว่าซูว่านฉีนั้นเพ้อเจ้อไร้ยางอาย เมื่อไม่ได้ใจจากฉู่ชิงชวน ก็คิดจะใช้ต้นลวงโฉมมาสนองตัณหาตัวเอง แต่ตอนนี้เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า คนที่นางอยากเจอผ่านต้นไม้ต้นนี้มาโดยตลอด มีเพียงคนคนเดียวเท่านั้น
แต่ต้นลวงโฉมนั้นระดับต่ำเกินไป อย่างมากก็ส่งผลได้แค่กับเซียนระดับเลี่ยนชี่หรือจู้จี (สร้างฐาน) สำหรับซูว่านฉี ต้นไม้ต้นนี้อาจเป็เพียงความเพ้อฝันที่ไม่มีวันเป็จริง
ต้วนจื่อเหวยสูดหายใจลึก ต้นลวงโฉมนี่เขาเปลี่ยนไม่ได้ แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะลงมือกับมันไม่ได้นี่นา! เขาจึงรีบควานหาของวิเศษที่จะช่วยเลื่อนระดับพืชวิเศษในถุงมิติ แต่ในขณะที่เขากำลังจะหยิบ "น้ำพุชำระจิต" ออกมา เสียงอันแ่เบาก็พลันดังขึ้น
“ไม่ต้องหรอก”
ซูว่านฉีมองดูต้นลวงโฉมขนาดใหญ่ พลางหลุบตาลง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเหนื่อยหน่ายที่ซึมลึกเข้ากระดูก “มันไม่จำเป็... อีกต่อไปแล้ว”
ต้วนจื่อเหวยได้ยินดังนั้น ความรู้สึกจุกอกและขมใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนก็พุ่งขึ้นมาทันที
เพราะรู้ว่าจิติญญาของคนคนนั้นแตกสลายไปแล้ว นางถึงขั้นไม่อยากแม้แต่จะหลอกตัวเองแล้วงั้นหรือ?
สายตาของซูว่านฉีไม่ได้อยู่ที่ต้วนจื่อเหวยเลยแม้แต่น้อย อารมณ์ของนางรั่วไหลออกมาเพียงแวบเดียว
เมื่อเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงก็กลับมาสงบนิ่งและห่างเหินเหมือนตอนแรก “คุณชายต้วน ของพวกนี้ในลานบ้าน...”
นางยังพูดไม่ทันจบ ต้วนจื่อเหวยก็เหมือนจะรู้ตัวว่าต้องโดนให้เอาของคืนแน่ๆ เขาจึงสับเท้าโกยอ้าวหนีออกจากลานบ้านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงที่ะโทิ้งท้ายลอยมาตามลม
“ข้านึกได้ว่ามีธุระด่วน ไปก่อนนะ!!”
ซูว่านฉีมองตามหลังต้วนจื่อเหวยไป สีหน้ายังคงเดิมแต่ในใจกลับถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอรู้ว่าต้วนจื่อเหวยมีของล้ำค่าเยอะ และไม่แน่ว่าอาจจะมีของที่ทำให้ต้นลวงโฉมอัปเกรดได้จริงๆ ซึ่งต้นลวงโฉมที่อัปเกรดแล้วนั้นคุมยากเกินไป เธอจะไม่ยอมทิ้งสิ่งที่อาจจะเปิดโปงคำลวงของเธอไว้ใกล้ตัวเด็ดขาด
ทว่า—เธอกวาดสายตามองลานบ้านที่เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็หลังมือ แม้จะรู้เื่งานอดิเรกหว่านเงินของคุณชายคนนี้มาบ้าง แต่ก็ต้องอุทานในใจ ช่างเป็สายเปย์... ที่รวยล้นฟ้าจริงๆ
ต้วนจื่อเหวยที่ถูกชมว่ารวยล้นฟ้า วิ่งหนีออกมาไกลเพราะกลัวซูว่านฉีจะเรียกให้เอาของคืน ตลกน่ะ! คุณชายอย่างเขาเดินสายในโลกบำเพ็ญเพียรมาหลายปี ของที่โยนออกไปแล้วไม่มีคำว่าเก็บคืนเด็ดขาด!
เมื่อห่างจากเรือนของซูว่านฉีมาได้ระยะหนึ่ง เขาก็หยุดฝีเท้า พอเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบข้างก็รีบเดินช้าลง จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้ววางท่าทำเป็เดินทอดน่องอย่างสงบนิ่งต่อไป
เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็เห็นหลิวเฉียงพาคนกลุ่มใหญ่เดินมุ่งหน้ามาหาเขาด้วยท่าทางขึงขัง ต้วนจื่อเหวยขมวดคิ้วรังเกียจ
พวกนี้มาทำไมกัน? ทำเสียงดังเอะอะขนาดนี้ ไม่รู้หรือไงว่าที่ยอดเขาว่านเจี้ยนมีคนาเ็หนัก้าพักผ่อนน่ะ!
หลิวเฉียงเห็นต้วนจื่อเหวยก็รีบยืดอกและวิ่งมาหาอย่างประจบประแจง “คุณชายต้วน ท่านมาแล้ว!”
ต้วนจื่อเหวยโบกมือไล่ ให้หยุดอยู่ห่างๆ “พวกเ้ามาทำอะไรที่ยอดเขาว่านเจี้ยน?”
หลิวเฉียงหยุดยืนห่างออกไปเจ็ดก้าวแล้วยิ้มประจบ “ข้าเห็นท่าน...”
เขาฉุกใจคิดได้รีบเปลี่ยนคำพูด “เอ๊ย พวกข้า... พวกข้าทนเห็นซูว่านฉีลอยนวลอยู่ไม่ได้ เลยกะจะไปสั่งสอนนางเสียหน่อย ให้รู้สำนึกว่า...”
เขายังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเสียงตวาดด้วยความโกรธของต้วนจื่อเหวยขัดขึ้น “พวกเ้าจะไปหาเื่ซูว่านฉีงั้นหรือ?”
หลิวเฉียงอึ้งไปครู่หนึ่ง กำลังจะพยักหน้าก็โดนด่าเปิง “เ้าไม่รู้หรือว่าตอนนี้ซูว่านฉียังาเ็อยู่? เ้าไม่รู้หรือว่าสำนักไท่ชิงสั่งห้ามศิษย์ทะเลาะกันเอง? สั่งสอนซูว่านฉีรึ? ขนาดผู้าุโตำหนักคุมกฎยังไม่ว่าอะไร แล้วมันธุระกงการอะไรของพวกเ้า?!”
หลิวเฉียงยืนอึ้งกิมกี่ คุณชายต้วนโดนสิงหรือเปล่าเนี่ย? ทำไมอยู่ๆ ถึงได้ใจดีกับซูว่านฉีขนาดนี้? แต่เขาก็ชินกับนิสัยคุ้มดีคุ้มร้ายของคุณหนูคนนี้แล้ว จึงถามหยั่งเชิง
“งั้นคุณชายต้วน... พวกข้ากลับเลยไหมขอรับ?”
ต้วนจื่อเหวยเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง กำลังจะไล่ไปให้พ้นหน้า แต่ก็นึกถึงสภาพของซูว่านฉีขึ้นมา นางเพิ่งรอดตายจากค่ายกลสะบั้นิญญามาได้ เจตจำนงแห่งดาบก็แตกสลาย แถมยังไม่มีความอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ แค่ลูกศิษย์กระจอกๆ ก็คงทำร้ายนางได้แล้ว ถ้ายังมีคนมาหาเื่เหมือนพวกนี้อีก—
อะแฮ่ม เขาไม่ได้เชื่อคำพูดของฉู่ชิงชวนหรอกนะ... แต่ก็นั่นแหละ การลงมือกับคนาเ็สาขามันผิดศีลธรรมนักรบ เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงเลิกคิ้วขึ้น
“นี่ พวกเ้าเฝ้าอยู่ที่นี่ซะ ห้ามให้ใครเข้าไปหาเื่ซูว่านฉีเด็ดขาด”
พูดจบเขาก็ผ่อนคลายสีหน้าลง แล้วโยนขวดโอสถระดับเจ็ดทิ้งไว้ให้ขวดหนึ่งก่อนจะเดินจากไปอย่างช้าๆ
“จำไว้ อย่าให้แมลงวันแม้แต่ตัวเดียวบินผ่านไปได้”
หลิวเฉียงมองดูโอสถแล้วยิ้มจนหน้าบาน “รับทราบขอรับข้า!”
อีกด้านหนึ่ง ซูว่านฉีนั่งอยู่ที่โต๊ะหยกดำตัวใหม่เอี่ยม รอให้คนมาหาเื่อย่างใจเย็น ผ่านไปหนึ่งจิบชา... หนึ่งธูปดับ... หนึ่งชั่วยาม...
จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า หน้าประตูเรือนของนางก็ยังคงเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงมดเดินสักตัว
ซูว่านฉี “...???”
