## บทที่ 17
“ฉันไม่ขออยู่กับพวกแกแล้ว ฉันจะไปอยู่กับฮวาจื่อ ฉันจะไม่ขอเงินเซี่ยงกั๋ว และพวกแกก็ไม่ต้องไปขอเงินฮวาจื่อด้วย” ซุนซิ่วฮวาเอ่ยประโยคนั้นเสียงเรียบ ทว่าทำเอาทั้งสามคนที่นั่งอยู่ถึงกับตะลึงงัน หันขวับไปมองเธอพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
หกอาเหลียงมองซุนซิ่วฮวาที่สีหน้าแน่วแน่ เขารู้สึกว่าหลานสะใภ้คนนี้ฉลาดกว่าหลานชายตัวเองนัก เมื่อเทียบกับสวี่เซี่ยงกั๋วแล้ว เ้าหนูสวี่เซี่ยงฮวาคนนี้มีจิตใจดีกว่ามาก ถ้าไม่มีจิตใจดีคงไม่เลี้ยงดูพี่น้องและหลานชายมาหลายปีถึงเพียงนี้
ผู้เฒ่าสวี่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าก่อนเกิดเื่ใหญ่ พวกเขาก็เพิ่งจะคุยกันถึงเื่นี้ จึงโกรธจัด “ฉันว่าแกคงแก่จนเลอะเลือนไปแล้ว ผู้สูงอายุต้องอยู่กับบุตรชายคนโต นี่มันเป็กฎของที่นี่”
ซุนซิ่วฮวายกมุมปากขึ้น “ลูกหลานแต่งงานแล้วก็ต้องแยกบ้าน นี่ก็เป็กฎของที่นี่เหมือนกันไม่ใช่รึ”
ผู้เฒ่าสวี่ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ถลึงตาจะด่า แต่ก็กล้ำกลืนคำพูดลงไป อดกลั้นความโกรธแล้วพูดว่า “แกทำแบบนี้ คนอื่นจะว่าอาต้ายังไง? พวกเขาจะคิดยังไง?”
“ตอนที่คุณรั้งไม่ให้แยกบ้าน คุณก็ไม่เห็นจะคิดเลยนี่ว่าคนอื่นจะคิดยังไง ทำไมตอนนี้ถึงมาคิดเื่นี้แล้วล่ะ” ซุนซิ่วฮวาโต้กลับทันควัน
ผู้เฒ่าสวี่โกรธจนแน่นหน้าอก
หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์ไม่เหมาะสม หกอาเหลียงและสวี่ไหลฟาคงหัวเราะออกมาแล้ว นี่มันไม่ใช่การชดใช้กรรมหรือไร การตัดสินใจของซุนซิ่วฮวาอาจไม่เป็ไปตามกฎ แต่ก็เพราะสวี่ไหลเกิ่นเองที่ทำผิดกฎก่อน
เมื่อเห็นว่าผู้เฒ่าถึงกับหน้าขาวซีด ซุนซิ่วฮวาถอนหายใจ “คุณก็ไม่ต้องกังวลหรอกว่าคนนอกจะพูดอะไร เดี๋ยวฉันก็แค่บอกว่าฉันเป็ห่วงเด็กๆ ฮวาจื่อหย่าแล้ว ฉันเป็แม่จะไปช่วยเขาเลี้ยงลูกก็ดูสมเหตุสมผลอยู่แล้ว ที่จริงนะ ในฐานะคนในครอบครัว ฉันขอพูดตามตรงเถอะ ฉันรู้สึกว่าครอบครัวของอาต้าใจร้ายเกินไป ฉันเองก็คอยอบรมสั่งสอนเธออยู่เสมอ ฉันกลัวว่าถ้าฉันแก่ตัวไป ฉันจะต้องลงเอยเหมือนคุณนายเจิ้ง”
เมื่อเอ่ยถึงคุณนายเจิ้ง ทั้งสามคนในที่นั้นก็รู้สึกเย็นะเืในใจ
“นั่นเป็เพราะเฟิงโชวไม่มีประโยชน์ ควบคุมเมียไม่ได้ต่างหาก” ผู้เฒ่าสวี่ที่เพิ่งได้สติกลับมา ตวาดเสียงดุ
ซุนซิ่วฮวาเงียบไปชั่วครู่ “ถ้าอาต้าควบคุมหลิวหงเจินได้ เธอคงไม่ทำเื่เลวร้ายพวกนี้หรอก”
ผู้เฒ่าสวี่ไร้คำพูด เขากล้าพูดได้หรือว่าที่อาต้าไม่ได้ดูแลอย่างจริงจัง ก็ได้แต่หน้าบึ้งตึง ตบโต๊ะปัง “ฉันไม่ยอม! ถ้าแกทำแบบนี้ ก็ไม่ต้องแยกบ้านแยกช่องกันแล้ว!”
ซุนซิ่วฮวาไม่ได้สนใจผู้เฒ่าสวี่ที่ตบโต๊ะและถลึงตา ผู้เฒ่าคนนี้ยิ่งแก่ก็ยิ่งสับสนอลหม่าน มีแต่เื่คิดเล็กคิดน้อยอยู่ในหัว ที่รั้งเธอไว้ก็เพราะคิดว่าสวี่เซี่ยงฮวาไม่มีทางทอดทิ้งเธอไปได้หรอก แต่ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ใครๆ ก็รู้แล้วว่าผู้เฒ่าลำเอียงและไร้เหตุผล ไม่มีใครสนใจคำพูดของเขาอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นการที่เขาจะยอมรับการแยกบ้านหรือไม่นั้น ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรนัก ซุนซิ่วฮวารู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อย
เธอตั้งสติ แล้วมองไปที่หกอาเหลียงและสวี่ไหลฟา ก่อนจะเอ่ยถึงผลลัพธ์ที่ตกลงกันไว้กับลูกชายของเธอ “บ้านหลังนี้สร้างขึ้นด้วยเงินของลูกชายคนที่สองและสี่”
ทั้งสองพยักหน้า บ้านเล็กของตระกูลสวี่หลังนี้มีห้องโถงใหญ่สี่ห้องหันหน้าไปทางทิศเหนือ และมีห้องทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกอย่างละสองห้อง ถือเป็บ้านที่ไม่เหมือนใครในหมู่บ้าน
“ตามหลักแล้วแต่ละครอบครัวควรได้สองห้อง แต่ส่วนของลูกชายคนที่สองและสี่จะยกให้ผู้เฒ่าทั้งหมด ถือเป็การแสดงความกตัญญู เพราะครอบครัวของอาต้ามีลูกหลายคน คงจะคับแคบ ส่วนอาซานที่ฐานะไม่ดี สองห้องนั้นจะต้องตีราคาเป็เงินให้เขา” หากยังอยู่ด้วยกัน พฤติกรรมของหลิวหงเจินก็คงทำให้ไม่มีความสงบสุข ดังนั้นยอมเสียเงินเพื่อแก้ปัญหา ยังจะสร้างชื่อเสียงที่ดีได้อีกด้วย
ได้ยินเช่นนั้น ผู้เฒ่าสวี่ก็เงียบไป สีหน้าแปรเปลี่ยนมองซุนซิ่วฮวาอย่างไม่อาจคาดเดา
ซุนซิ่วฮวาพูดต่อ “ส่วนสิ่งของอื่นๆ ในบ้าน สิ่งของที่แต่ละครอบครัวจัดหามาก็เป็ของตัวเอง สิ่งของส่วนกลางนอกจากธัญพืชที่จะต้องแบ่งตามจำนวนคน มิฉะนั้นก็จะไม่มีชีวิตอยู่ได้แล้ว สิ่งของอื่นๆ ก็ให้ผู้เฒ่าไปทั้งหมด”
“แล้วก็เงินที่สะสมมาหลายปี คุณเฒ่า คุณมีเงินเท่าไหร่?” ซุนซิ่วฮวาถามผู้เฒ่าสวี่ เงินในบ้านมีสองส่วน เงินที่สวี่เซี่ยงจวินและสวี่เซี่ยงฮวาจ่ายมานั้นเธอเป็คนเก็บ ส่วนเงินที่สวี่เซี่ยงกั๋วส่งมา และเงินสดที่แลกจากคะแนนงานปลายปีหลังจากหักค่าอาหารออกไปแล้ว โดยปกติก็จะเหลือประมาณไม่กี่สิบหยวน เงินส่วนนี้ผู้เฒ่าสวี่เป็คนเก็บ บางครั้งผู้เฒ่าสวี่ขอเงินเธอไปซื้อบุหรี่หรือเหล้า เธอก็จะให้ไปห้าหรือสิบหยวน
ผู้เฒ่าสวี่พูดเสียงอู้อี้ “ไม่มีเงิน”
หกอาเหลียงกับสวี่ไหลฟาได้แต่สบตากันอย่างจนปัญญา ต่างคิดว่าเขาพยายามจะโกงเงิน
แต่ซุนซิ่วฮวากลับคาดเดาว่าถึงแม้จะยังมีเงินอยู่ ก็คงเหลือไม่มากนัก เธอรู้ว่าผู้เฒ่าคอยแอบช่วยครอบครัวของอาต้าอยู่เป็ประจำ และสวี่เซี่ยงกั๋วกับสวี่เจียวก็ใช้เงินเก่งกันทั้งคู่
“ฉันยังมีเงินอยู่ห้าร้อยสี่สิบกว่าหยวน”
ผู้เฒ่าสวี่เงยหน้าขึ้น จ้องมองซุนซิ่วฮวาอย่างสงสัย ราวกับจะพูดว่าเธอโกหก เงินที่สวี่เซี่ยงจวินและสวี่เซี่ยงฮวาจ่ายรวมกันแต่ละเดือนก็ห้าสิบหยวนแล้ว
ซุนซิ่วฮวาเย้ยหยัน “ค่าใช้จ่ายในบ้านมาจากฉันทั้งหมด อเหวินไปโรงพยาบาลครั้งล่าสุดก็หลายสิบหยวน แม้จะไม่ได้ไปโรงพยาบาลอีกหลายปีแล้ว แต่ผงนมและมอลต์ก็ไม่เคยขาด นี่ไม่ใช่เงินรึไง?”
“อเหวินเรียนอยู่โรงเรียนมัธยมปลายในอำเภอ คุณบอกว่าต้องกินดีอยู่ดี แต่งตัวดีๆ จะได้ไม่ถูกคนอื่นดูถูก แค่เื่นี้ปีหนึ่งก็ร้อยหยวนไม่พอแล้ว นาฬิกาสองเรือนที่อาต้ากับอเหวินมีรวมกันก็สองร้อยแปดสิบหยวน จักรยานของอาต้าก็ร้อยห้าสิบหยวน…”
ยอดเงินที่ซุนซิ่วฮวาไล่เรียงออกมา ทำให้สีหน้าของผู้เฒ่าสวี่ซีดเซียวลงเรื่อยๆ จนหกอาเหลียงและสวี่ไหลฟาถึงกับอ้าปากค้าง นี่มันไม่ใช่เงินที่หามาเอง ใช้เท่าไหร่ก็ไม่เสียดายสินะ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้เฒ่าสวี่ถึงไม่ยอมแยกบ้าน ทั้งที่รู้ว่าคนนอกพูดจาไม่ดี
แม้แต่ซุนซิ่วฮวาเองก็ยิ่งพูดก็ยิ่งหงุดหงิด มองแยกเป็ส่วนๆ ก็พอรับได้ แต่พอรวมกันแล้วถึงได้รู้สึกว่ามันน่ากลัวจริงๆ
“พูดถึงเื่อาหารการกิน ครอบครัวใหญ่สิบกว่าคน คุณรู้ไหมว่าแต่ละวันต้องกินข้าวเปลือกไปเท่าไหร่ บ้านเรายังกินข้าวละเอียดเป็ครั้งคราว แต่ละปีที่แบ่งให้แต่ละคนก็แค่ยี่สิบสามสิบกิโลกรัม อยากกินเยอะกว่านี้ก็ต้องไปแลกหรือไปซื้อจากคนอื่น ไม่ต้องใช้เงินรึไง?”
“แล้วก็บ้านหลังนี้ ทั้งหมดแปดร้อยหยวน ลูกหลานหลายคน ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น ที่พอจะมีเงินเก็บได้บ้างก็เพราะ่หลายปีมานี้เงินเดือนของลูกชายคนที่สองและสี่สูงขึ้น ก่อนหน้านี้แต่ละเดือนไม่มีเงินเหลือเลย”
ผู้เฒ่าสวี่ก้มหน้าเงียบงัน
ซุนซิ่วฮวาสูดหายใจเฮือกหนึ่ง “เงินก้อนนี้จะแบ่งให้เป็ค่าห้องของอาซานสองร้อยหยวน ส่วนที่เหลือจะแบ่งให้ฉัน คุณ และลูกชาย ลูกชายคนที่สองและสี่ก็ไม่เอาแล้ว จะให้คุณทั้งหมด”
“ส่วนการดูแลในอนาคตก็เป็ไปตามที่คุณบอก ลูกชายคนที่สองจะให้คุณเดือนละสิบหยวน ลูกชายคนที่สามจะให้คุณข้าวสารห้าสิบกิโลกรัมต่อปี ทางฉันก็จะทำแบบเดียวกัน ส่วนอาต้ากับอาซื่อ คนหนึ่งเลี้ยงพ่อ คนหนึ่งเลี้ยงแม่ ก็ไม่ต้องให้อะไรเพิ่ม หกอาเหลียง พี่รอง คุณคิดว่าแบบนี้เหมาะสมไหมคะ?”
หกอาเหลียงและสวี่ไหลฟาพยักหน้า การแบ่งแบบนี้คนที่ได้เปรียบก็ยังเป็สวี่เซี่ยงกั๋ว แต่สวี่เซี่ยงกั๋วต้องดูแลผู้สูงอายุ และฐานะของเขาก็แย่กว่าพี่น้องคนอื่นเล็กน้อย ดังนั้นการได้เปรียบเล็กน้อยก็สมเหตุสมผล ตราบใดที่แต่ละครอบครัวเต็มใจก็พอ
“ฉันไม่ยอม!” จากสี่สิบหยวนและข้าวสารร้อยกิโลกรัม กลายเป็สิบหยวนและข้าวสารห้าสิบกิโลกรัม ผู้เฒ่าสวี่จะยอมได้อย่างไร สิบหยวนจะไปทำอะไรได้ “เื่ใหญ่ขนาดนี้ รออาต้ากลับมาก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ผู้เฒ่าสวี่ถูกบีบคั้นจนสับสนอลหม่าน ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว
“เขาจะกลับหรือไม่กลับก็แบบนี้แหละ ถ้าคุณเต็มใจแยกบ้าน ก็ตามที่ตกลงกันไว้เมื่อกี้ ถ้าไม่เต็มใจ ก็จะไม่มีทั้งสิบหยวนและข้าวสารห้าสิบกิโลกรัม” ซุนซิ่วฮวาเม้มปาก ไม่ควรคิดว่าตัวเองเสียเปรียบเพราะไม่ได้ผลประโยชน์มากพอ เพราะหลายปีมานี้ก็ได้เปรียบมามากพอแล้ว
ผู้เฒ่าสวี่จ้องซุนซิ่วฮวาอย่างดุร้ายทันที ยกมือจะตบไปที่เธอ “แกเป็เมียฉัน แกไม่ยอมอยู่กับฉัน แกจะทำอะไร!”
หกอาเหลียงยกไม้เท้าขึ้นมากันฝ่ามือของผู้เฒ่าสวี่ไว้ ผู้เฒ่าโกรธจนเคราสั่น “แก่ป่านนี้แล้วยังจะตีเมียอีก แกนี่มันเก่งจริงๆ!”
ตาของซุนซิ่วฮวาแดงก่ำ ผู้เฒ่าสวี่เป็คนอารมณ์ร้อน สมัยสาวๆ เธอถูกเขาตีมาไม่น้อย เมื่อลูกชายโตขึ้น การลงมือก็ลดลงเรื่อยๆ และสิบปีมานี้ก็ไม่เคยถูกตีเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซุนซิ่วฮวารู้ดี นั่นเป็เพราะลูกชายของเธอประสบความสำเร็จ ผู้เฒ่าจึงไม่กล้าตีเธออีก
ความแค้นทั้งเก่าและใหม่หลั่งไหลเข้ามาในใจ ซุนซิ่วฮวาชี้ไปที่ผู้เฒ่าสวี่แล้วด่ากราด “ฉันไม่เคยเจอคนแก่หน้าด้านแบบคุณมาก่อน อาศัยว่าแก่กว่าและมีลำดับสูงกว่าก็มาทำตัวไร้ยางอาย ฉันบอกคุณนะ บ้านนี้ต้องแยก และต้องแยกแบบนี้เท่านั้น ถ้าไม่ยอม ตีให้ตายฉันก็ไม่ให้เงินสักแดง คุณไปกินลมชมวิวเถอะ!”
“แกกล้า!” ผู้เฒ่าสวี่ตาแดงก่ำ
ซุนซิ่วฮวาเชิดคอ “ทำไมฉันจะไม่กล้า คุณคิดว่าคุณเป็ใคร ฉันบอกคุณนะ อีฉันจะแยกทางกับคุณ อีฉันไม่อยู่กับคุณแล้ว!” ตะคอกจบ ซุนซิ่วฮวาก็หันหลังเดินจากไป เ้าคนน่ารังเกียจ มองแล้วก็อารมณ์เสีย
ผู้เฒ่าสวี่โกรธจนตัวสั่นเทิ้ม
~
สวี่ชิงเจียไม่รู้เลยว่าซุนซิ่วฮวาเพิ่งจะไล่ผู้เฒ่าสวี่ไป เธออ้าปากค้างมองสวี่เซี่ยงฮวาหยิบซองจดหมายหนาๆ ซองหนึ่งออกมาจากตู้เสื้อผ้า ข้างในเป็ธนบัตรใบละสิบหยวนปึกใหญ่
ก่อนหน้านี้ตอนที่ปรึกษาเื่การแบ่งมรดก สวี่ชิงเจียก็อยู่ด้วย สวี่เซี่ยงฮวาเห็นคิ้วเล็กๆ ของลูกสาวขมวดเข้าหากัน ดูท่าทางกังวลใจ เขาก็คิดว่าเธอเป็ห่วงเื่อนาคตของครอบครัว
เขายากจนมาั้แ่เด็ก จึงรู้ว่าความลำบากมันเป็อย่างไร ไม่อยากให้ลูกสาวต้องเจอความลำบากแบบนั้นอีก
สวี่ชิงเจียเป็ห่วงครอบครัวจริงๆ สวี่เซี่ยงฮวาต้องออกไปแต่ตัว เงินเดือนส่วนใหญ่เขาก็ให้ครอบครัวไปหมด ที่เหลือคงไม่มากนัก เขาเป็คนใจกว้าง ไม่เคยหวงที่จะซื้อของดีๆ ให้ภรรยาและลูก
สวี่ชิงเจียรู้สึกว่าสวี่เซี่ยงฮวาถึงแม้จะมีเงิน ก็คงมีไม่มากนัก ไหนจะพ่อแม่ ไหนจะลูกอีก ยังไม่มีบ้านอีก ชีวิตจะอยู่กันยังไงเนี่ย ความรู้สึกวิกฤตก็ถาโถมเข้ามา
“เจียเจีย ไม่ต้องเป็ห่วง พ่อมีเงิน ไม่ปล่อยให้พวกเธอต้องลำบากแน่นอน” กล้าออกไปแต่ตัวก็เพราะเขามีข้ออ้าง จึงไม่ไปแย่งผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ นั้น สู้ทำตัวให้ดูสูงส่งหน่อยดีกว่า จะได้ไม่มีใครพูดจาไม่ดีได้ และในอนาคตถ้าพวกเขาอยากจะมาเกาะติด ก็มีคำพูดไว้โต้ตอบ
สวี่ชิงเจียอดไม่ได้ที่จะหยิบมานับดู ได้แปดร้อยเก้าสิบ ในยุคที่คนงานธรรมดาได้เงินเดือนแค่ยี่สิบสามสิบหยวน นี่ถือเป็เงินก้อนโตมหาศาล “เงินเยอะขนาดนี้มาจากไหนคะ?”
“เก็บมาหลายปีแล้ว” สวี่เซี่ยงฮวายิ้มพลางลูบหัวลูกสาว เห็นท่าทางใของเธอก็รู้สึกชอบใจ
สำหรับคนขับรถบรรทุก โดยเฉพาะคนที่วิ่งระยะไกล เงินเดือนเป็แค่ส่วนน้อย รายได้หลักมาจากการหารายได้พิเศษ การขนส่งย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีรถเปล่า ว่างๆ ก็เสียของเปล่าๆ ก็เลยแอบขนของส่วนตัวไปขายซะเลย ขอแค่กล้าหาญและรอบคอบ ครั้งหนึ่งก็ทำเงินได้มากกว่าเงินเดือนเสียอีก
เงินก้อนนี้ก็ได้มาจากการไปหนิงโปครั้งล่าสุด หลังจากส่งสินค้าเสร็จ พวกเขาก็ไปซื้ออาหารทะเลแห้งในท้องถิ่น ของพวกนี้เป็ที่้ามากในภาคกลาง โดยเฉพาะ่ใกล้ปีใหม่ ราคายิ่งสูง การเดินทางครั้งนี้ทำเงินได้มากกว่าหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา
สวี่ชิงเจียสงสัย ด้วยค่าใช้จ่ายของสวี่เซี่ยงฮวา จะเก็บเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ได้หรือ?
“ฮวาจื่อ เจียเจีย” ซุนซิ่วฮวาผลักประตู แต่เปิดไม่ออก จึงเริ่มเคาะประตู
สวี่เซี่ยงฮวาเพิ่งจะเปิดประตู แว่วสายตาเหลือบไปเห็นสวี่เซี่ยงกั๋วกำลังก้าวเข้ามาในลานบ้านอย่างรีบร้อน เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“เซี่ยงกั๋ว กลับมาแล้วเหรอ” หลิวหงเจินเห็นเหมือนเจอที่พึ่ง รีบวิ่งไปร้องห่มร้องไห้ออกจากห้อง ก่อนหน้านี้เธอเห็นท่าไม่ดีจึงหลบเข้าไปในห้อง ยิ่งเห็นเื่ราวบานปลายมากขึ้นเท่าไหร่ หลิวหงเจินก็ยิ่งเสียใจมากเท่านั้น ถ้ารู้ว่าจะก่อเื่ใหญ่ขนาดนี้ เธอคงไม่ตีเ้าเด็กสองคนนั้นหรอก
สวี่เซี่ยงกั๋วหน้ามืดตบหน้าไปหนึ่งฉาด ตลอดทางมีคนเล่าเื่ราวให้เขาฟังหมดแล้ว เขารู้สึกอยากจะฆ่าหลิวหงเจิน เธอทำแบบนั้นได้ยังไง!
หลิวหงเจินตาลาย เหลือบไปเห็นสวี่เซี่ยงฮวา ก็โซเซเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าเขา ร้องห่มร้องไห้พร้อมน้ำมูกน้ำตา “อาซื่อ ฉันรู้แล้วว่าฉันผิด ฉันแค่ถูกความโลภเข้าครอบงำชั่วคราว ไม่ได้ตั้งใจ ถ้าคุณยังโกรธอยู่ จะตีจะด่าฉันก็ได้นะ” ตอนนี้เธอมีแค่ความคิดเดียว ห้ามแยกบ้านเด็ดขาด! ถ้าแยกบ้านแล้วพวกเธอจะทำยังไง? สวี่เซี่ยงกั๋วจะต้องฆ่าเธอแน่ๆ
สวี่เซี่ยงฮวาหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “ฉันจะแยกบ้านต้องผ่านด่านห้าด่านหกเลยรึไง เดี๋ยวหลานชายตัวโตๆ ก็จะทยอยกันมานั่งร้องไห้รึเปล่า พี่ใหญ่ พี่แค่มองดูอยู่เฉยๆ หวังว่าเธอจะร้องไห้โวยวายแล้วฉันจะเปลี่ยนใจงั้นรึไง พี่อย่างน้อยก็เป็ผู้ชายนะ อย่าเอาแต่ซ่อนอยู่ข้างหลังผู้หญิงเลย”
สีหน้าของสวี่เซี่ยงกั๋วเปลี่ยนเป็ดำทะมึนทันที และยังใกับท่าทีของอาซื่ออีก เขากำลังจะฉีกหน้ากากกันแล้ว จึงรู้สึกว่าเื่นี้ยุ่งยากนัก
ผู้เฒ่าสวี่ที่ออกมาได้ยินคำพูดนั้นพอดี เห็นสวี่เซี่ยงฮวากล้าฉีกหน้าอาต้าต่อหน้าธารกำนัล ก็โกรธจนหงายหลัง “เ้าเด็กเวร แกอยากจะทำให้ฉันตายรึไง!”
“อาซื่อ ฉันรู้แล้วว่าฉันผิดจริงๆ ทั้งหมดเป็ความผิดของฉัน คุณอยากจะตีฉันยังไงก็ได้ แต่คุณอย่าทำให้ผู้เฒ่าโกรธไปมากกว่านี้เลย ถ้าผู้เฒ่าไม่สบายขึ้นมา คุณก็จะถูกมองว่าไม่กตัญญูนะ!” หลิวหงเจินกะพริบตาถี่ๆ “ถ้าเื่นี้ไปถึงหัวหน้าของคุณ จะส่งผลกระทบที่ไม่ดีนะ”
สีหน้าของสวี่เซี่ยงฮวาเปลี่ยนเป็บึ้งตึง จ้องมองหลิวหงเจินอย่างเ็า “ขู่ฉันใช่ไหม ไปโวยวายสิ โวยวายให้คนทั้งโลกรับรู้ไปเลย ฉันอยากจะเห็นว่าใครจะตกงานก่อนกัน ฉันหรืออาต้าที่จะเสียตำแหน่งหัวหน้ากองผลิตไป วันนี้ฉันจะพูดไว้ตรงนี้เลยนะ ถ้าฉันจะต้องเสียงานนี้ไป ฉันก็จะไม่ยอมเป็ไอ้โง่ต่อไปหรอก”
เขาจงใจทำให้เื่มันใหญ่โต และยังแฉเื่อัปรีย์ของครอบครัวอาต้าต่อหน้าธารกำนัล ก็เพื่อป้องกันเื่นี้ คนที่เสียหน้าที่สุดไม่ใช่เขา อาจจะมีคนมากมายเห็นใจเขาด้วยซ้ำ
“ดีนักนะหลิวหงเจิน!” ซุนซิ่วฮวาโกรธจัดจนตัวสั่น ยกไม้เท้าขึ้นตี “ฉันจะตีแกให้ตายก่อน แล้วฉันจะไปมอบตัว!”
ลานบ้านอลหม่านทันที หลิวหงเจินกรีดร้องอย่างน่าสงสาร รีบวิ่งหนีเข้าไปในห้องอย่างกับกระต่าย จึงรอดจากการถูกตีจนหน้าตาเละเทะไปได้
ซุนซิ่วฮวาะโใส่ประตูห้องอย่างโกรธแค้น “ไอ้ลูกเต่า!”
สวี่ชิงเจียกลืนน้ำลายลงคอ คุณยายสุดยอดไปเลย!
หกอาเหลียงมองผู้เฒ่าสวี่ที่มือสั่น และมองสวี่เซี่ยงกั๋วที่หน้าดำเป็หมึก แล้วพูดเสียงเย็น “อยากจะทะเลาะกันตรงนี้ หรือจะกลับเข้าไปทะเลาะกันในห้อง?”
สวี่เซี่ยงกั๋วแน่นอนว่าไม่อยากขายหน้าในลานบ้าน แค่ชั่วพริบตา เขาก็สังเกตเห็นว่าสายตาของชาวบ้านที่มองมายังเขาเปลี่ยนไปแล้ว บางคนถึงกับชี้ไม้ชี้มือใส่เขา นี่เป็สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เขาแค่ไปประชุม ทำไมถึงกลายเป็แบบนี้ไปได้?
คณะคนทั้งหมดกลับเข้าไปในบ้าน ชาวบ้านยังคงจับกลุ่มกันอยู่ในลานบ้านของตระกูลสวี่ ไม่ยอมกลับไปไหน ยามว่างจากการทำนา ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เื่ใหญ่ขนาดนี้ไม่ดูไม่ได้หรอก
ว่ากันว่าพวกเขาก็อยากรู้ว่าสุดท้ายแล้วตระกูลสวี่จะแยกบ้านกันได้หรือไม่ และจะแยกกันแบบไหน
ไม่นานเสียงทะเลาะกันก็ดังออกมาจากในห้อง บางคนอดไม่ได้ที่จะพยายามเข้าไปใกล้ๆ เพื่อฟังให้ชัด เมื่อสบตากับสวี่ชิงเจียที่มองมาอย่างแจ่มใส อีกฝ่ายก็กระแอมไอเบาๆ แล้วค่อยๆ ดึงเท้าที่ก้าวไปข้างหน้ากลับมา
ประมาณสิบกว่านาทีต่อมา ประตูห้องโถงก็เปิดออก
สวี่ชิงเจียสังเกตเห็นว่าสวี่เซี่ยงฮวาอารมณ์ดี ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีใจ ดูเหมือนว่าจะสำเร็จแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นเราไปที่สำนักงานหมู่บ้านเพื่อจัดการเื่ทะเบียนบ้านกันเถอะ” สวี่เซี่ยงกั๋วพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
อาซื่อดื้อด้าน ไม่ยอมถอยแม้แต่ครึ่งก้าว แม่กับพี่รองและพี่สามก็อยู่ข้างอาซื่อ แล้วเขาจะทำอะไรได้เล่า แม้แต่กระแสสังคมก็ยังเข้าข้างอาซื่อ ถ้ายังคงดึงดันไม่ยอม ไม่เพียงแต่จะเสียเงินแล้ว ชื่อเสียงก็จะเน่าเหม็นไปจริงๆ เขาอยากจะไปทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อเหวินอยากจะเข้ามหาวิทยาลัยกรรมกรชาวนาทหาร ภาพลักษณ์ก็ไม่ควรจะแย่เกินไป
สวี่เซี่ยงฮวายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ดีสิ!” ถ้าไม่ใช่เพื่อย้ายทะเบียนบ้าน เขาก็คงไม่เสียเวลามานั่งเจรจากับพวกเขานานถึงขนาดนี้หรอก
“ครอบครัวของคุณจะแยกบ้านกันจริงๆ เหรอ?” มีคนถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
สวี่เซี่ยงกั๋วกล่าว “ภาระของผมหนัก พ่อแม่สงสารผม พี่น้องก็เห็นใจผม คอยช่วยเหลือผมมาตลอด ผมจำไว้ในใจเสมอ และก็บอกให้ลูกๆ จดจำไว้ด้วย บอกพวกเขาว่าโตขึ้นต้องตอบแทนบุญคุณ แต่หลิวหงเจินนี่มันจริงๆ…” สวี่เซี่ยงกั๋วส่ายหน้า “ผมไม่มีความสามารถ ควบคุมเมียไม่ได้ ไม่มีหน้าจะไปเป็ภาระให้พี่น้องอีกแล้ว”
สวี่เซี่ยงฮวาเหลือบมองสวี่เซี่ยงกั๋วที่สีหน้าเศร้าสร้อย กวาดสายตามองไปรอบๆ และพบว่าชาวบ้านจำนวนมากมองเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยนขึ้น เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างแทบมองไม่เห็น
พี่ใหญ่เก่งเื่การเข้าหาผู้คนมาั้แ่เด็ก เพียงแต่ไม่รู้จักใช้ความคิดให้ถูกที่ถูกทาง ไม่อย่างนั้นเื่คงไม่บานปลายมาถึงขนาดนี้
