“ทองแดงโลละสองร้อย ขวดใสโลละแปด กระดาษอ่อนโลห้าบาท กระดาษแข็งโลสามบาท”
เสียงใสของเด็กหญิงวัยห้าขวบที่ยังพูดไม่ชัดนักเจื้อยแจ้วอยู่บริเวณหน้าร้านรับซื้อของเก่า เป็ภาพที่ชินตาสำหรับผู้คนที่ผ่านไปมาแถวนี้เป็อย่างดี
ไม่เพียงแค่ะโบอกราคาเสียงใส ตัวเธอเองก็ไม่อยู่นิ่ง มือคอยขยับยกข้าวของที่มีลูกค้านำมาขาย จับแยกออกเป็ประเภทอย่างชำนาญเพื่อให้สะดวกต่อการชั่งน้ำหนักและคิดราคา แม้ข้าวของจะแลดูสกปรกในสายตาผู้คนทั่วไปแต่เด็กหญิงก็หารังเกียจไม่ ภาพนี้สร้างความรู้สึกเอื้อเอ็นดูให้กับลูกค้าที่เข้ามารับบริการเป็อย่างยิ่ง
“จิ๊ดริด อย่ายกของหนักนะลูก ให้ลุงหวินกับน้าโหน่งยกแทน” วรรณารีหันมาเตือนลูกสาวเป็ระยะ
“จิ๊ดริดยกไหวจ้ะแม่จ๋า แม่ไม่ต้องห่วง” เด็กหญิงพูดตอบกลับไป
“ไม่ได้นะลูก กระดูกหนูยังอ่อน ยกของหนักมากกระดูกจะเสียหายได้ แล้วหนูก็จะไม่สูงด้วยนะ”
พอได้ยินคำว่าไม่สูง ที่รักรีบวางกองหนังสือที่มัดเรียงกันเป็ตั้งลงทันที ไม่ได้สิเื่ความสวยความงามต้องมาที่หนึ่ง
ที่รักจากแรกเกิดที่ตัวเล็กน้ำหนักเพียงสองกิโลกรัม แต่ด้วยการเลี้ยงดูอย่างดีจากแม่และยาย เธอจึงมีเนื้อตัวพองฟูขึ้นทุกวัน กลายเป็เด็กหญิงที่รูปร่างอวบอิ่ม ขาวนุ่มนิ่ม จนใครเห็นเป็อดไม่ได้ ต้องแวะมากอดมาพูดคุยด้วยความเอ็นดูเสมอ
แต่วรรณารีเองก็ระวังและเข้มงวดเื่สุขภาพของลูกด้วยเช่นกัน พยายามไม่ให้เธออ้วนเกินพิกัดจนลดไม่ลงเมื่อเติบใหญ่ เด็กหญิงจึงคงสภาพอยู่ในระยะอวบขั้นสุดท้ายเท่านั้น
ส่วนความสามารถพิเศษต่าง ๆ นั้นยังคงมีอยู่ครบ ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับวรรณารีอยู่ไม่ขาด ต้องคอยกำชับลูกสาวไม่ให้แสดงความสามารถนี้ให้ใครเห็นโดยง่าย
แต่สุดท้ายเื่การมีเรี่ยวแรงเยอะก็ไม่เป็ความลับสำหรับคนงานภายในร้านเพราะความเผลอตัวอยู่บ่อยครั้งของเ้าตัว วรรณารีจึงได้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ใครพูดออกไปเป็อันขาด เื่นี้จึงรับรู้กันเพียงแค่คนไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนความสามารถที่เหลือของเธอนั้น ที่รักยังสามารถเก็บงำได้อย่างดี
เมื่อพูดถึงพละกำลัง ก็จะมีอยู่คนหนึ่งที่ทำให้เด็กหญิงกลายเป็คนอ่อนแอแบบเฉียบพลันได้
“จิ๊ดริด ยกอะไรอยู่” เสียงดังมาจากด้านหลังของเธอ
ที่รักที่กำลังยกกระป๋องสีหนักหนึ่งกิโลกรัมขึ้นมาถึงกับสะดุ้งและรีบปล่อยกระป๋องใบนั้นลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว
“โอ๊ย...หนักจัง ยกไม่ขึ้น” พร้อมกับโอดครวญเสียงเล็กเสียงน้อย ทำเอานับหนึ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับงงเป็ไก่ตาแตก
“พี่ช้าง กระป๋องนี้หนัก พี่ช่วยหน่อย” น้ำเสียงยังคงอ่อนระโหยโรยแรงแบบจัดหนัก
คนเป็แม่ถึงกับเบือนหน้าหนีอย่างทนไม่ได้ ก็มีแต่คชาภัทรนี่แหละที่สามารถทำให้ที่รักกลายร่างเป็เด็กอ่อนแอได้ แต่เป็เด็กอ่อนแอที่ไม่ผอมนะ
คชาภัทรยืนอึ้งไปครู่ใหญ่แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ทำเพียงแค่เดินไปยกกระป๋องสีเ้ากรรมนั้นให้แต่โดยดี ก็เป็แบบนี้มาตั้งนานแล้วนี่นะ
“น้าวรรณฮะ ช้างจะพาจิ๊ดริดไปเล่นที่สวนนะฮะ วันนี้ที่บ้านจะลอกคลองส่งน้ำกัน”
“ได้จ้ะ แล้วบ่าย ๆ น้าจะไปรับเอง”
“หนึ่งไปด้วยกัน ในคลองมีปลาเยอะแยะ ไปช่วยกันจับมาย่างกิน กินหลาย ๆ คนสนุกดี” คชาภัทรหันมาชวนนับหนึ่ง แม้นับหนึ่งจะมีอายุมากกว่าสองปี แต่เพราะเรียนชั้นเดียวกันจึงนับถือเป็เพื่อนมากกว่า
“ไปสิหนึ่ง ไม่ต้องอยู่ช่วยแม่หรอก” วรรณารีพยักหน้าอนุญาต คราวแรกที่วรรณารีรับนับหนึ่งเป็ลูกนั้นก็เพื่อ้าช่วยเหลือสาย แต่เพราะนิสัยและความประพฤติที่ดีอยู่เสมอของนับหนึ่ง วรรณารีจึงมอบความรักและเอ็นดูให้กับเด็กชายเหมือนลูกแท้ ๆ คนหนึ่ง
“ไม่ดีกว่าครับแม่วรรณ วันนี้ลูกค้าเยอะ ผมอยู่ช่วยแม่ที่นี่ดีกว่า”
“ไม่ต้องอยู่ช่วยแม่หรอก ป้าสมรกับป้าอุไรก็อยู่ แล้วคนงานก็มีอีกเยอะแยะ ไปสนุกกับเพื่อนเถอะ นาน ๆ โรงเรียนจะหยุดยาวสักที ไปสนุกกับเพื่อนดีกว่า อีกอย่างจะได้ช่วยดูน้องด้วย ระวังอย่าให้น้องเดินไปเล่นแถวน้ำลึกนะลูก”
เมื่อเห็นสีหน้าที่ร่าเริงขึ้นทันตาของนับหนึ่งตอนเดินตามหลังคชาภัทรและที่รักออกจากร้านไป วรรณารีก็ได้แต่ส่ายหน้ามองยิ้ม ๆ
-----
“สวัสดีค่ะ ลุงพงศ์ ป้าลี ยายยี่สุ่น” ที่รักเอ่ยทักเสียงแจ๋วและยกมือไหว้ทันทีที่เจอหน้า
วนาลีที่กำลังยืนกำกับคนงานลอกคลองได้หันมายิ้มกว้างและกางแขนโอบกอดร่างเด็กหญิงที่วิ่งตรงเข้าหา “ไม่เจอหน้าไม่กี่วันดูเหมือนจะสูงขึ้นอีกนิดแล้วนะจิ๊ดริด” พูดเสร็จก็หอมแก้มนิ่ม ๆ ของเด็กหญิงไปอีกหนึ่งที
“มานี่ มาให้ลุงกอดบ้าง” จุลพงศ์รีบเอื้อมมือไปดึงเด็กหญิงออกจากอ้อมแขนของภรรยา จนโดนภรรยาค้อนควักอย่างหมั่นไส้แต่ก็ยอมคลายอ้อมแขนจากที่รักแต่โดยดี
“กลางวันนี้เรามากินปลากันนะ จิ๊ดริดจะกินปลาเผาหรือปลาทอดดี เดี๋ยวลุงทำให้” จุลพงศ์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็มือวางอันดับสุดท้ายในการทำอาหารของบ้านได้เอ่ยถามเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงเอาอกเอาใจเป็ที่ยิ่ง
“อย่าทำนะพ่อ” คชาภัทรส่ายหัวแทบหลุด “ช้างทำอร่อยกว่า”
จุลพงศ์จัดไปหนึ่งฝ่ามือที่ต้นแขนของลูกชาย “มายืนเกะกะอะไรแถวนี้ ลงไปวิดน้ำกับเพื่อน ๆ โน่นไป”
คชาภัทรเหล่สายตามองพ่อก่อนจะหันไปหาแม่ “แม่อย่าลืมเื่ที่เราท้องเสียกันทั้งบ้านเมื่ออาทิตย์ก่อนนะ” พูดจบก็รีบวิ่งลงคลองไปก่อนจะโดนพ่อซัดอีกป้าบ
ที่รักเงยหน้ามองจุลพงศ์ด้วยสายตาระแวงจนวนาลีกลั้นขำไม่ไหวหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง “คุณรีบลงไปในคลองได้แล้วจะได้ช่วยดูแลพวกเด็ก ๆ ด้วย”
“หนึ่งเองก็เหมือนกัน ลงไปร่วมสนุกกับเพื่อนเถอะ”
“ผมจะอยู่ดูจิ๊ดริดครับ แม่วรรณสั่งมา”
“ป้าดูให้เอง รับรองไม่ให้คลาดสายตาแน่นอน หนึ่งลงไปเถอะ ช่วยกันหลาย ๆ คนจะได้เสร็จก่อนเที่ยง เราจะได้เผาปลากินกัน่มื้อเที่ยงนี้” วนาลีมองออกว่านับหนึ่งอยากลงไปจับปลาในคลองด้วยเช่นกัน
เมื่อได้ยินคำมั่นจากวนาลี นับหนึ่งก็เดินยิ้มลงคลองไปอย่างสบายใจ
ที่รักส่งสายตาวาวมองไปยังผู้คนนับสิบทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่กำลังช่วยกันทำคันกั้นน้ำและช่วยกันวิดน้ำออกอย่างแข็งขันพร้อมกับส่งเสียงเฮอย่างสนุกสนานกันเป็ระยะ ตามเนื้อตัวแต่ละคนมีแต่คราบโคลนเกาะอยู่เต็มไปหมดแต่ก็ไม่เป็อุปสรรคต่อการวิดน้ำหาปลาแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับเป็การช่วยเพิ่มระดับความสนุกของแต่ละคนให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
อยากไปเล่นอยู่ตรงนั้นบ้างจัง ที่รักขยับตัวขยุกขยิกอยู่ในอ้อมแขนของวนาลี
“ไม่ได้นะลูก หนูยังเล็กอยู่ ขืนลงไปจะเป็อันตรายได้”
“พี่แกละตัวเล็กกว่าจิ๊ดริดยังลงไปได้” ที่รักเถียงพลางยกท่อนแขนอวบ ๆ ของตัวเองมามองเทียบกับแขนของแกละที่ยืนอยู่ไกล ๆ ไปด้วย เห็นไหม แขนเธอใหญ่กว่าเห็น ๆ
วนาลีกลั้นขำ “แต่หนูอายุน้อยกว่า เขาดูกันที่อายุ เอาไว้หนูอายุเท่าพี่แกละ ป้าจะไม่ห้ามหนูเลย”
ที่รักยู่ปากแต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี แม่วรรณสอนไว้ไม่ให้ดื้อหรือเกเรกับผู้ใหญ่ที่รักเรา ที่รักจำได้ดีเสมอ แต่การที่เอาแต่นั่งดูพวกเขาเล่นสนุกกันแบบนี้มันน่าเบื่อไปหน่อยจริง ๆ เด็กหญิงนั่งขัดสมาธิอยู่ริมฝั่งพร้อมอารมณ์หงุดหงิดเล็ก ๆ
ทันใดนั้นก็มีเสียงพูดลอยมาเข้าหู เป็เสียงของคนงานถอนหญ้าสามสี่คนซึ่งกำลังนั่งถอนหญ้าอยู่ไม่ไกล เธอเอียงหูฟังแล้วก็จับใจความได้ว่าเป็เื่ของอารีที่ไปแย่งสามีใหม่ของแม่มาเป็สามีของตน เื่นี้เธอเคยได้ฟังจากคนงานในร้านมาบ้างแล้ว...
เด็กหญิงเอียงหูไปใกล้อีกนิดแล้วก็เบิกตากว้าง...เื่ที่อารีท้องได้สองเดือนนี่ดูเหมือนจะเป็ภาคต่อที่เธอยังไม่เคยฟังจากที่ไหน
หลังจากนั้นที่รักก็เดินหางชี้ไปนั่งกลางกลุ่มคนงานถอนหญ้าอยู่ครึ่งค่อนวัน ความรู้สึกเบื่อเซ็งไม่สามารถคุกคามเธอได้อีกต่อไป
