“เช่นนั้น ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าท่านเป็ใคร”
“เรียกข้าว่าคุณชายมู่ก็พอ”
‘คุณชายมู่งั้นเหรอ ข้ายิ่งไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของเขามาก่อน ลักษณะท่าทาง ยิ่งบอกไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็คนเช่นใด จะไว้ใจได้หรือไม่ แต่หากข้าได้รับความช่วยเหลือจากเขา เื่ที่ข้ากังวลใจในตอนนี้ก็จะถูกแก้ไข’ สิ้นความคิดซินหยางจึงปั้นหน้ายิ้ม แล้วตอบอีกฝ่ายด้วยสายตาอ่อนโยน
“ตอนนี้ข้าไม่มีทางเลือกนัก ลักษณะของท่านไม่ใช่คนเลวร้าย ข้าจะยอมไว้ใจเชื่อถือท่านสักครั้ง ท่านรอข้าก่อนนะ ข้าขอไปต้อนรับลูกค้าก่อน” พูดจบซินหยางพลางเดินไปต้อนรับลูกค้าที่เข้ามา ก่อนร่างของเฉียนอี้จะเดินกลับมาแล้วย่อตัวนั่งลง
“คุณชายมู่ ข้าสืบความได้ดังนี้” เขาหันซ้ายซันขวาแล้วกระซิบ
“นางมีนามว่าหลี่ซินหยาง เป็ลูกสาวคนเดียวของเสนาบดีกรมโยธา ทว่าตอนนี้นางและมารดาออกจากจวนสกุลหลี่ เพราะบิดาของนางมีภรรยาใหม่”
‘เป็เช่นนี้เอง งั้นก็คงเป็นางไม่ผิดคน’ ชายหนุ่มหันมองไปยังกำไรที่ห้อยติดกายหญิงสาว แล้วพึมพำออกมาด้วยความมั่นใจ
“คุณชายมู่ ยังมีอีกเื่ที่ข้าสืบได้” ชายหนุ่มขมวดคิ้วแล้วเอนตัวเข้าหาเฉียนอี้ ตั้งใจฟังเื่ราวต่อ
“ความจริงแล้วแม่นางซินหยางกับคุณชายหวง ได้มั่นหมายกันไว้นานแล้ว แต่เพราะออกจากจวนสกุลหลี่ งานแต่งวันนี้เ้าสาวก็เลยไม่ใช่นาง แต่กลับกลายเป็ลูกสาวภรรยาคนใหม่ของใต้เท้าหลี่แทน” ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงเข้าใจเื่ราวทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็ว
‘สายตาของนางซ่อนความเ็ปไว้ เพราะเหตุนี้สินะ’ ไม่นานนัก หญิงสาวก็ออกมาพร้อมกับห่อขนมจำนวนหนึ่ง พลันยื่นให้ชายหนุ่มพร้อมรอยยิ้ม
“นี่เป็น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากข้า” เฉียนอี้ได้ยินดังนั้นจึงรีบคว้าไว้ในทันทีพร้อมรอยยิ้ม ก่อนคุณชายมู่จะเอ่ยขึ้นด้วยกิริยาราบเรียบ
“รีบให้น้ำใจรวดเร็วเช่นนี้ ไม่กลัวข้าเอาขนมของเ้าไปโดยไม่กลับมารึ” หญิงสาวได้ยินดังนั้นจึงยิ้มกว้าง
“ในชีวิตของข้า การถูกหักหลังเป็อะไรที่ข้าเริ่มชินชาแล้วล่ะ หากถูกหักหลังอีกครั้ง ก็ไม่เป็ไร” คำตอบของนางทำให้ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย
“งั้นข้าไปก่อน อีกเจ็ดวันข้าจะกลับมา” เขาพูดแล้วเบี่ยงตัวเดินจากไป พร้อมกับคนติดตามตัวอวบอ้วน เดินต้วมเตี้ยมตามหลัง
“คุณชาย ท่านยังไม่ตอบข้าเลย เหตุใดท่านจึงสนใจนางนัก” ชายหนุ่มเอ่ยถามพร้อมหยิบขนมใส่ปากแล้วเคี้ยวหมุบหมับ
“เ้าจำนางไม่ได้งั้นรึ?” คำถามของเ้านาย ทำให้เฉียนอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“จำไม่ได้ ข้าเคยเห็นนางด้วยเหรอ” ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงปล่อยยิ้ม แล้วมุ่งตรงไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อน ก่อนหญิงสาวจะกลับเข้ามาในครัว เห็นมารดานั่งทำขนมอยู่
“ท่านแม่ ท่านไม่สบายอยู่ไปพักเถอะ”
“ซินหยาง ลูกค้าเหลืออีกเยอะหรือไม่” นางหันไปมองแล้วหันกลับมา
“เหลืออีกสองโต๊ะ”
“เ้าเตรียมปิดร้าน แล้วมาฝึกทำขนมจากข้า” หญิงสาวทำหน้างุนงง ก่อนมารดาจะเอ่ยบางอย่างออกมา
“เ้าต้องฝึกไว้บ้าง วันข้างหน้าไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขนมพวกนี้ทำไม่ยาก แต่ต้องใส่ใจรายละเอียด ไม่เช่นนั้นจะทำออกมาไม่ดี ไม่อร่อย” พูดจบซูซินจึงวางมือจากการนวดแป้ง แล้วหันมายังลูกสาวของตน พร้อมสายตาแน่นิ่ง
“ข้าได้ยินลูกค้าพูดกันหนาหู ว่าวันนี้เป็วันแต่งงานของสกุลหวง” มารดาพูดพลางจับจ้องมายังลูกสาว ก่อนซินหยางจะเปลี่ยนสีหน้าลงในฉับพลัน
“ท่านแม่ข้ายอมรับ ว่าข้าเสียใจ อันที่จริงข้าแอบหวังว่าลึก ๆ คุณชายหวงจะรักษาสัญญา” มารดารีบสวนขึ้นในทันที
“คำสัญญาเป็เพียงลมปาก เชื่อถือมากย่อมเ็ปมากเป็ธรรมดา” หญิงสาวได้ยินดังนั้นจึงฝืนยิ้ม แล้วเอื้อมไปจับมืออีกฝ่าย
“ท่านแม่ ท่านไม่ต้องห่วง ความเสียใจทำอะไรข้าได้ไม่นาน ในเมื่อเขาผิดสัญญา เขาก็ไม่สมควรอยู่ในความทรงจำของข้าอีกต่อไป สิ่งสำคัญกว่านั้น ป่านนี้ฟางเหมยคงยิ้มเยาะที่แย่งทุกอย่างไปจากข้าได้สำเร็จ”
“เ้าอิจฉานางหรือไม่” คำถามของมารดาทำให้หญิงสาวยิ้มแล้วส่ายศีรษะ
“ไม่สักนิด การกระทำของนางเป็การกระทำน่ารังเกียจ หากข้าอยากเอาชนะนาง ข้าต้องทำการค้าให้เจริญรุ่งเรือง สิ่งที่นางแย่งไปแล้ว ข้าจะไม่รับกลับคืนมาเป็อันขาด! จริงสิท่านแม่ เมื่อครู่มีคุณชายท่านหนึ่งแนะนำข้า ว่าห่างจากนี้ไปยี่สิบลี้ผู้คนแถวนั้นปลูกชากันมากเพื่อส่งเข้าวังหลวง ท่านแม่พอจะรู้เื่นี้หรือไม่” มารดาทำท่านึกทบทวน
“พ่อของเ้าเคยถูกส่งตัวไปทำงานที่นั่น ว่ากันว่าแถวนั้นส่วนใหญ่ชาที่ปลูกเป็ชาชั้นดี พ่อของเ้าเคยเอากลับมาที่จวน รสชาติดีกว่าชาที่เรามีในตอนนี้เสียอีก ว่าแต่...ผู้ใดนำเื่นี้มาบอกเ้า” หญิงสาวอึกอักแล้วตอบมารดาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เขามีนามว่าคุณชายมู่” หญิงกลางคนได้ยินดังนั้นจึงชะงักนิ่ง พลันขบคิดในใจอย่างเงียบ ๆ
‘คุณชายมู่งั้นเหรอ นามนี้ข้าเคยได้ยินว่า เป็นามลับของรัชทายาทมู่เฉิน ใช้เมื่อเวลาเสด็จเที่ยวเล่นนอกวังหลวง’
“ท่านแม่ ตกลงท่านเคยได้ยินนามนี้หรือไม่ เขามาจากสกุลใดหรือเ้าคะ ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของเขาเลยสักครั้ง แต่ท่านแม่ติดตามท่านพ่อเข้าวังหลวงบ่อย ๆ มีโอกาสพบขุนนางมากมาย อาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงของเขามาบ้าง” สายตาสั่นไหวของซูซินหันมองไปยังลูกสาวด้วยความแปลกใจ ทว่าไม่ตอบสิ่งใดได้แต่นิ่งเงียบขบคิดตามลำพัง
