อวิ๋นซีกลับมายังที่พักตนอย่างอารมณ์ดียิ่ง ทว่า จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงของฉุนเอ๋อร์และหวนเอ๋อร์ที่กำลังพูดคุยกันอยู่ด้านนอก “คุณหนูหว่านหรงออกไปนานเพียงนี้แล้ว เ้าว่า เื่นี้ พวกเราควรบอกนายหญิงหรือไม่”
“บอกเถอะ ไม่เช่นนั้น ตัวข้าก็กังวลเหลือเกินว่าจะเกิดเื่ใดขึ้น”
เมื่ออวิ๋นซีฟังมาถึงตรงนี้ก็รีบเปิดประตูออกไป หันมองฉุนเอ๋อร์และหวนเอ๋อร์ “เกิดเื่อันใดขึ้น? หว่านหรงไปที่ใด? ”
“ไม่ทราบเ้าค่ะ ก่อนหน้านี้คุณหนูหว่านหรงตื่นขึ้นมาก็บอกบ่าวว่า อยากจะออกไปเดินเล่นสักหน่อย พวกเราก็เลยให้ฉินเอ๋อร์ติดตามไป แต่เมื่อเดินไปถึงบริเวณตีนเขา่หลังเขา จู่ๆ คุณหนูหว่านหรงก็ใช้วิชาตัวเบาจากไป ไม่รู้ว่าคนหายไปที่ใด” หวนเอ๋อร์เล่าตามความจริง “บ่าวให้คนออกไปตามหาแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังหาไม่พบเ้าค่ะ”
อวิ๋นซีขมวดคิ้ว ขบคิดสักครู่ก็เดินออกไปด้านนอก และตอนที่นางเดินไปถึงสถานที่ที่ฉินเอ๋อร์เล่า ทันใดนั้นเองเสียงร้องไห้ของสตรีที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลก็ดังขึ้น อวิ๋นซีฟังออก นั่นเป็เสียงของหว่านหรง นางจึงสั่งให้สาวใช้รออยู่อีกด้านหนึ่ง ส่วนตัวนางก็เดินตามเสียงร้องไห้ไป จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นของหว่านหรงที่กำลังเอ่ยอะไรบางอย่าง “ในใจของท่านไม่เคยมีข้าเลยหรือ? ”
เมื่ออวิ๋นซีได้ยินก็หยุดฝีเท้าทันที ทว่าคนสองคนที่กำลังสนทนากันอยู่ในป่ากลับค้นพบการมาถึงของนางเข้าแล้ว และเมื่อหว่านหรงเห็นว่าเป็อวิ๋นซีก็รีบเดินมาหานาง โถมร่างเข้าสู่อ้อมแขนพลางร้องไห้ “พี่หญิงอวิ๋น...”
อวิ๋นซีเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ช่วยตบหลังหว่านหรงเบาๆ พูดเสียงอ่อนโยน “ร้องเถอะ เมื่อเ้าร้องออกมาก็จะดีเอง”
ขณะเดียวกันชายที่ยืนอยู่ไม่ไกลที่บังเอิญเป็ชายคนเดียวกับที่นางพบตรงหน้าเรือนไม้ของท่านน้า มิคาดบุรุษที่ดูแล้วเป็ดั่งคุณชายผู้อ่อนโยนสง่างามจะเป็บุรุษที่หว่านหรงชอบ
บุรุษผู้นั้นมองหว่านหรงไปทีหนึ่ง จากนั้นก็หันหลังจากไป แต่โชคไม่ดีเท่าไรที่อวิ๋นซีรั้งไว้ก่อน “คุณชายหยุดก่อนได้หรือไม่”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายหยุดฝีเท้า อวิ๋นซีก็หันมาพูดกับหว่านหรง “หว่านหรง ยามนี้หวนเอ๋อร์และฉุนเอ๋อร์ต่างก็รออยู่ด้านหน้า เ้าออกไปก่อนเถอะ ข้า้าพูดกับคุณชายท่านนี้สักสองสามประโยค”
หว่านหรงมองอวิ๋นซีไปทีหนึ่ง คิดอยากจะรั้งอยู่ แต่อวิ๋นซีก็ยังรบเร้าให้นางออกไปก่อน
หลังจากนั้นอวิ๋นซีก็ก้าวเข้าไปใกล้ชายผู้นั้นจนคนทั้งสองยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ก่อนจะมองเหม่อไปยังดอกไม้ป่าที่กำลังผลิบานอยู่ไม่ไกล จู่ๆ อวิ๋นซีก็หันมองไปทางเขา “อันที่จริงท่านยังไม่ควรจากไปเช่นนี้ หากว่าไม่ชอบนาง ก็ควรพูดให้ชัดเจน เพราะท่านต้องรู้ว่า อนาคตของสตรีนางหนึ่ง ไม่อาจรั้งรอให้เสียเวลาได้”
“เ้ามีนามว่าอะไร? ” ชายคนนั้นไม่ได้ตอบคำถามอวิ๋นซี แต่กลับถามกลับมาเสียงเรียบ
อวิ๋นซีอึ้งไปชั่วครู่ คนผู้นี้ช่างประหลาดจริงๆ นางพูดกับเขา ถามคำถามเขาก่อน แต่เขากลับถามคำถามที่ไม่สำคัญเช่นนี้กลับมา นางยิ้มบางๆ แล้วถามต่อ “ใบหน้าข้าคล้ายคนที่ท่านรู้จัก ใช่หรือไม่? ”
เขาไม่แม้แต่จะตอบคำ ทำเพียงส่งยิ้มให้ ถึงกระนั้นอวิ๋นซีเองก็ไม่ได้คิดบังคับ อย่างไรเสียตัวนางก็แค่อยากจะพูดกับเขาสองสามประโยคเื่หว่านหรงก็เท่านั้น “ไม่บอกก็ไม่เป็ไร ข้าเพียงหวังว่าท่านจะจริงจังต่อแม่นางผู้หนึ่งที่จริงใจต่อท่าน ต่อให้ไม่ชอบ ก็อย่าได้ทำร้ายนาง”
เมื่พูดจบ อวิ๋นซีก็หมุนกายจากไป หลิ่วหว่านหรงเป็แม่นางที่ดีผู้หนึ่ง หากถูกคนตรงหน้านี้ทำร้าย อวิ๋นซีก็คิดว่าไม่คุ้มเลยจริงๆ
หลิ่วหว่านหรงเห็นนางออกมาแล้ว รีบขึ้นหน้าไปถามไถ่ “พี่หญิงอวิ๋น พวกท่าน...”
อวิ๋นซีตบหลังมือหว่านหรงเบาๆ นางพูด “หว่านหรง เื่บางเื่ก็ต้องปล่อยให้มันเป็ไปตามธรรมชาติ อย่าได้ดื้อดึงเป็อันขาด หากคนคนนั้นเป็ของเ้า ไม่ว่าอย่างไรก็หนีกันไม่พ้นหรอก” เหมือนอย่างจวินเหยียน เพราะนางกลับมาเกิดใหม่ถึงได้พบหน้า มิใช่ว่ายามนี้ก็ได้แต่งงานกันแล้ว แม้แต่ลูกก็มีด้วยกันแล้วหรอกหรือ
หากคนผู้นี้เป็ของเ้าจริงๆ ไม่ว่ายามใด เขาก็จักต้องรอเ้าอยู่ระหว่างทางอย่างแน่นอน
หว่านหรงที่ได้รับฟังก็เอาแต่เดินกลับไปพร้อมอวิ๋นซีโดยไม่พูดอะไรมาตลอดทาง ทว่า ยามที่เดินกลับมาถึงเรือน ในที่สุดนางก็เงยหน้า ยอมเปิดปากพูด “พี่หญิงอวิ๋น ข้าเข้าใจแล้ว” เื่ที่นางชอบอวิ๋นไห่ถือเป็เื่ของนาง ส่วนว่าอวิ๋นไห่จะชอบตนหรือไม่ นี่ก็เป็ปัญหาของเขา
นางจะไปสนใจมากมายเพียงนั้นทำไม สุดท้ายก็กลายเป็แค่คนโง่เขลาเบาปัญญาที่เอาแต่ทุกข์ร้อนในเื่ไร้สาระ
อวิ๋นซีเห็นท่าทางคนเช่นนี้ก็รู้ได้ว่า แม่นางผู้นี้คิดตกแล้ว นางยิ้มพยักหน้า “สามารถคิดตกได้ ก็ยังกลับตัวได้ทัน เ้าจงจำไว้ ขอแค่เราไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเราเองให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ความสุขที่เป็ของตน จักต้องมาถึงอย่างแน่นอน หรือหากคนคนนั้นจะไม่ใช่คนที่เ้าเฝ้าคิดถึงผู้นั้น ข้าเชื่อ คนที่จะอยู่เคียงข้างเ้าจักต้องเป็คนหนึ่งที่ดียิ่งกว่าแน่ ตอนนี้เ้าอายุยังน้อย เื่ทุกอย่างล้วนยังไม่มีบทสรุป”
อวิ๋นซีและหว่านหรงรั้งอยู่ที่อารามข้ามิญญาได้หนึ่งวัน จนกระทั่งยามอู่ของวันที่สอง จวินเหยียนก็มารับคนด้วยตนเอง
ณ ห้องพักหลังเขาอารามข้ามิญญา
เด็กรับใช้คนหนึ่งยืนอยู่เื้ัชายที่สวมชุดดำพลางกล่าวรายงาน “ท่านสาม ฐานะของแม่นางผู้นั้นสืบได้แล้วขอรับ นางมีนามว่าอวิ๋นซี เป็ชายาองค์ชายรองที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็ชายาหนิงชินอ๋อง นางเป็คนหานโจวจากตะวันตกเฉียงเหนือ บิดามีนามว่าอวิ๋นซาน ทว่า สถานะของมารดาไม่ทราบแน่ชัด รู้เพียงว่าคนตายไปั้แ่ตอนที่พระชายายังเด็ก”
ชายชุดดำหันกายกลับมามองเด็กรับใช้ “เ้าว่า นางมีนามว่าอวิ๋นซี บิดานางมีนามว่าอวิ๋นซาน ส่วนมารดานาง ตายไปแล้วงั้นหรือ? ” เสียงของเขาเ็ามากเสียจนแม้แต่เด็กรับใช้ที่ติดตามดูแลเขาอย่างใกล้ชิดมานับสิบปีผู้นี้ก็ยังรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน
เด็กรับใช้รีบตอบ “ถูกต้องขอรับ ที่คนของเราสืบได้ก็มีแค่เื่เหล่านี้ อีกทั้ง ในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ ชายาหนิงอ๋องผู้นี้ก็เรียกได้ว่าโดดเด่นเป็อย่างยิ่ง นางถึงกับตอกกลับเฉิงโหวจนคนพูดไม่ออกตอบไม่ถูก ทั้งยังส่งสตรีอีกสองนางไปให้สองพ่อลูกเฉิงโหวอีกด้วยขอรับ”
จากนั้น เด็กรับใช้ก็บอกเล่าเื่ราวทั้งหมดเกี่ยวกับอวิ๋นซีที่เกิดขึ้นใน่นี้
เมื่อชายชุดดำฟังแล้ว ก็ถอนใจ “ข้ารู้แล้ว เ้าออกไปเถอะ”
เด็กรับใช้ที่กำลังจะออกไปตามคำสั่ง จู่ๆ ก็ได้ยินผู้เป็นายพูดขึ้นมาอีกว่า “ไปเก็บของเสีย พวกเราจะกลับจวนกัน”
เด็กรับใช้ที่เดินออกมาได้สองสามก้าวรู้สึกราวกับดึงสติกลับมาไม่ได้เล็กน้อย เป็นานถึงได้ถามกลับไป “ท่านสาม ท่านบอกว่า พวกเราจะกลับจวนหรือขอรับ? ”
เขาอืมไปเบาๆ เสียงหนึ่ง “กลับไป”
หลังจากที่เด็กรับใช้แน่ใจแล้วว่าตนไม่ได้ฟังผิด เขาก็มุ่งหน้าออกไปด้านนอกด้วยความตื่นเต้น อันที่จริงท่านสามพำนักอยู่ที่นี่ได้เกือบหนึ่งปีแล้ว ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าคิดถึงเขามากมายเพียงใด แต่ที่น่าเสียดายก็คือ ไม่ว่าจะเป็ฮูหยินผู้เฒ่า หรือพวกท่านใหญ่ ท่านรองที่เคยมาเชิญให้เขากลับไป ท่านสามก็ไม่เคยยินยอมกลับไปเลยสักครั้ง
ชายชุดดำมองเงาหลังของเด็กรับใช้ ก่อนจะหันมองออกไปยังด้านนอกที่ยามนี้ใบไม้กำลังร่วงหล่น เขายื่นมือออกไป คว้าจับใบไม้โรยราสีเหลืองที่ลอยเข้ามาไว้ในมือตนแล้วจึงพูดเรียบๆ ว่า “ฤดูหนาว กำลังจะมาแล้ว”
……...........................................................................................
เมื่ออวิ๋นซีกลับมาถึงจวน จวินเหยียนก็อุ้มนางลงจากรถม้า แรกเริ่มนางก็ปล่อยให้เขาอุ้ม แต่ใครจะรู้ว่า เ้าหมอนี่พอได้อุ้มทีก็ไม่คิดจะวางคนลง ทั้งยังอุ้มเดินเข้าไปในจวนอย่างเอิกเกริกอีกด้วย เมื่อเป็เช่นนี้ คนผ่านไปผ่านมาจำนวนไม่น้อยก็ได้เห็นท่าทางของพวกเขาสองสามีภรรยา ชั่วขณะนั้นนางแทบอยากจะหาที่มุดหนี
“จวินเหยียน วางข้าลง ข้าเดินเองได้”
บุรุษผู้นี้ยิ้มบางๆ “เปิ่นหวางก็แค่อุ้มภรรยาตนเท่านั้น หากพวกเขาไม่ใคร่จะมอง ก็ไม่เห็นจำเป็ต้องมอง” ภรรยาเขา เขาชอบที่จะรักใคร่อย่างไร ก็จะกระทำอย่างนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น
ด้วยเื่ความดื้อดึงของเขาเป็สิ่งที่อวิ๋นซีประจักษ์แจ้งอยู่แล้ว นางได้แต่ถอนใจอย่างปลงๆ “ท่านทำเช่นนี้เท่ากับกำลังดึงดูดความเคียดแค้นมาสู่ข้า” บุรุษของนางรูปหล่อปานนี้ พอกลับมาทีก็คว้าหัวใจของสาวน้อยที่ยังไม่ออกเรือนไปไม่น้อย ดังนั้น หากถูกคนรู้เขาว่าเขารักใคร่ภรรยาเพียงนี้ ตัวนางจะไม่ถูกคนด่าลับหลังจนตายเลยหรือไร
