เทือกเขาชื่อเหยียน
ูเาหัวโล้นสามลูกเรียงกันเป็รูปตัวอักษร “พิ่น[1]” ท่ามกลางูเาทั้งสามลูกนั้นมีหุบเขาขนาดั์อยู่แห่งหนึ่ง ประตูสำนักของหอหลิงเป่าตั้งอยู่ตรงจุดนั้น
ในหุบเขามีหอเรือนหินสูงตระหง่าน บนทางหินที่กว้างขวางมีผู้คนหลั่งไหลเข้าไปไม่ขาดสาย
บนผนังของูเาสามลูกที่ล้อมรอบหอหลิงเป่ามีถ้ำหินจำนวนมาก และมักจะมีคนของหอหลิงเป่าเดินเข้าๆ ออกๆ ถ้ำหินเ่าั้อยู่ตลอดเวลา
ถ้ำหินนี้คือถ้ำที่อยู่ของช่างหลอมอาวุธวิเศษของหอหลิงเป่า
ช่างหลอมอาวุธวิเศษที่เดินเข้าไปในถ้ำ แต่ละคนล้วนแต่งกายอย่างพิถีพิถัน ภูมิฐานสง่างาม
ทว่าช่างหลอมอาวุธที่เดินออกมาจากถ้ำกลับผมยุ่งเป็กระเซิง หน้าตาก็สกปรกมอมแมม
ช่างหลอมอาวุธที่เดินออกมาบางคนก็ถืออาวุธวิเศษเอาไว้ในมือ หัวเราะร่าเสียงดัง บางคนคอตกเศร้าสร้อย ท่าทางราวกับบิดามารดาเสีย
ตรงจุดทางเข้าทิศเหนือของหุบเขาคือประตูใหญ่ของหอหลิงเป่า ตอนนี้มีรถม้าหรูหรามากมายทยอยกันเดินทางมาจากสถานที่ห่างไกลนับพันลี้
อันซืออี๋แห่งตระกูลอันแต่งกายครบองค์หรูหรา บนใบหน้างามพริ้งของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม มองเห็นแขกมาถึงเมื่อใดก็จะต้องเข้าไปรับหน้าทักทาย จัดการเื่ปัญหาที่พักให้กับแขกที่มา
นางที่สวมอาภรณ์สีแดงสด บนข้อมือเรียวสวมกำไลสีเงิน บนลำคอขาวนวลห้อยจี้รูปหัวใจ ทุกอากัปกิริยาของนางล้วนแสดงออกให้เห็นถึงภาพที่งดงามที่สุดของสตรีนางหนึ่ง พาให้คนมองคิดไปไกล
ทว่าถึงแม้นางจะยิ้มบางๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ในดวงตาของนางคล้ายจะมีความกังวลบางอย่างซุกซ่อนอยู่
ดูจากตำแหน่งของนางในหอหลิงเป่าในอดีต หอหลิงเป่าไม่มีทางให้นางต้องลำบากมาคอยรับรองแขกเช่นนี้แน่นอน
ทว่าเนื่องจากงานประลองในโลกมายามรกตคราวที่แล้ว นางซึ่งเป็ผู้รับผิดชอบของหอหลิงเป่าไม่ได้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของสำนักภูตผีและสำนักโลหิตทันเวลา จนพวกอวี๋ถง โม่ซีเข้าไปในโลกมายามรกตได้ ทำให้หุบเขาเทาพังพินาศย่อยยับกันทั้งหมด อีกทั้งสามฝ่ายที่เหลือต่างก็เสียหายอย่างใหญ่หลวง นั่นจึงทำให้ตำแหน่งของนางในหอหลิงเป่าตกฮวบลงมา
เพื่อให้ความกระจ่างกับอีกสามสำนัก อันซืออี๋จึงถูกลงโทษลดตำแหน่งให้ตกต่ำจนต้องมาทำหน้าที่รับแขกอยู่หน้าประตูสำนักนี้
นางที่หลายปีมานี้อยู่ในหอหลิงเป่าอย่างราบรื่น ได้รับความสำคัญจากเ้าหอมาโดยตลอด แทบจะไม่เคยเจออุปสรรคอันใด
เนื่องจากการให้ความสำคัญของเ้าหอ พวกตาแก่ในหอหลิงเป่าที่คิดชั่วร้ายต่อนางจึงพากันเก็บงำความคิดเอาไว้ ไม่กล้ากำเริบเสิบสาน
คราวนี้เนื่องด้วยบกพร่องในหน้าที่ในโลกมายามรกต เ้าหอที่คอยปกป้องให้ท้ายนางมาตลอดก็คล้ายจะเริ่มกังขาความสามารถในการจัดการของนาง จึงปลดตำแหน่งผู้ควบคุมของนางออก
พวกตาแก่ของหอหลิงเป่าที่น้ำลายไหลทุกครั้งเมื่อเห็นความงามของนาง จึงพากันเคลื่อนไหวทันที
่ที่ผ่านมานี้ คนเ่าั้ล้วนส่งคนมาหยั่งเสียงของนางทั้งแบบทางลับและทางแจ้ง เผยความ้าว่าอยากผูกสมัครเป็คู่บำเพ็ญตนกับนาง
นางปฏิเสธติดต่อกันไปแล้วหลายรอบ และก็ต้องพบว่าสภาพของนางในหอหลิงเป่ายิ่งเปลี่ยนมาเป็ยากแค้นมากขึ้น
“งานเลี้ยงฉลองครั้งนี้ต้องห้ามมีปัญหาใดเกิดขึ้นเด็ดขาด มิฉะนั้น...ต่อไปก็จะยิ่งลืมตาอ้าปากได้ยากแล้ว” อันซืออี๋แอบพูดกับตัวเองอยู่ในใจ
“กุบกับ! กุบกับ!”
สัตว์เขาทองสามตัวลากรถลากคันใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนมาจากทางทิศเหนือ
บนรถลาก ซางปิ่งแห่งหุบเขาเทาใบหน้านิ่งสงบดุจผิวน้ำ มองอันซืออี๋อย่างเ็า
ข้างกายซางปิ่ง หยวนเสียนเหลือบมองอันซืออี๋ครั้งเดียวก็ตวาดขึ้นอย่างดุดันทันที “อันซืออี๋ เ้ายังมีหน้ามาต้อนรับพวกเราอีกรึ? หากไม่เป็เพราะเ้า เฟิงเอ๋อของข้าก็คงไม่ตายอยู่ในโลกมายามรกต! เป็เพราะเ้าไม่สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของสำนักภูตผีและสำนักโลหิต ถึงได้ทำให้เฟิงเอ๋อของข้าต้องตาย!”
หยวนเสียนคือน้องสาวแท้ๆ ของหยวนเฝิงชุนประมุขตระกูลหยวนแห่งเมืองหันสือ
หยวนเฟิงที่นำผู้ประลองของหุบเขาเทาเข้าไปในโลกมายามรกตคือหลานชายแท้ๆ ของหยวนเฝิงชุน หยวนเสียนที่ยังไม่ได้แต่งงานจึงมองหยวนเฟิงเป็เหมือนหลานชายแท้ๆ ของตัวเอง
หยวนเฟิงสามารถถูกหุบเขาเทามองเป็ “เมล็ดพันธุ์” นอกจากพร์ของตัวเขาเองที่ไม่ธรรมดาแล้ว ยังมีสาเหตุมาจากนางด้วย
หยวนเฝิงชุนแห่งตระกูลหยวน แม้จะถือว่าเป็บุคคลที่มีหน้ามีตาคนหนึ่งในบรรดาตระกูลใหญ่มากมายของเจ็ดเมือง ทว่าเมื่อเทียบกับน้องสาวคนนี้ของเขาแล้ว เรียกได้ว่าหยวนเฝิงชุนนั้นไม่มีค่าพอให้พูดถึงเลยสักนิด
หยวนเสียนมีพร์ที่ไม่ธรรมดามาั้แ่เด็ก ตอนนี้นางจึงได้กลายมาเป็เ้าหุบเขาที่ห้าของหุบเขาเทา
หุบเขาเทา มีทั้งหมดห้าหุบเขา แม้ว่านางจะเป็เ้าหุบเขาที่อยู่อันดับสุดท้าย ทว่าในหุบเขาเทา นางก็เป็บุคคลหมายเลขห้าที่มีฐานะสูงศักดิ์
และก็เพราะการดำรงอยู่ของนาง ในบรรดาตระกูลใต้บังคับบัญชาของหุบเขาเทา ตระกูลหยวนถึงได้มีอิทธิพลแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น
และก็เพราะนาง ตระกูลหยวนถึงได้กลายมาเป็ตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของเมืองหันสือ
ปีนั้นที่ตระกูลอวิ๋นหย่าขาดเนี่ยเฉี่ยน ให้อวิ๋นจื้อกั๋วแต่งงานกับหยวนชิวอิ๋ง ก็เป็เพราะมองเห็นความสำคัญตำแหน่งที่พิเศษของนางในหุบเขา
เพราะอย่างไร ตระกูลอวิ๋นและตระกูลหยวนต่างก็เป็ตระกูลในสังกัดของหุบเขาเทา
“ผู้าุโหยวน การตายของหยวนเฟิงนั้น... เป็ฝีมือของสำนักภูตผีและสำนักโลหิต คงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้ากระมัง? หากท่านคิดจะแก้แค้น ควรจะไปหาสำนักภูตผีและสำนักโลหิต เหตุใดต้องทำให้ข้าลำบากใจด้วย?” อันซืออี๋ยิ้มเจื่อน ฝืนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“สำนักภูตผีและสำนักโลหิตข้าย่อมไม่ปล่อยไปอยู่แล้ว!” ดวงตาของหยวนเสียนราวกับน้ำแข็ง “แต่เ้าเองก็ปัดความรับผิดชอบไม่พ้นหรอก! หากไม่เป็เพราะเ้าทำหน้าที่บกพร่อง ไม่สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของสำนักภูตผีและสำนักโลหิต มีหรือที่พวกเขาจะเข้าไปในโลกมายามรกตได้? เมื่อพวกเขาเข้าโลกมายามรกตไปไม่ได้ แล้วจะเกิดเื่กับเฟิงเอ๋อหรือ?”
พูดมาถึงตรงนี้หยวนเสียนก็หยุดไปครู่หนึ่ง มองอันซืออี๋ด้วยสีหน้ามาดร้าย อยู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “แม่หนูอัน หากเ้าคิดจะใช้ความงามตั้งตัวอยู่ในอาณาจักรหลีเทียน ก็จงรีบหาที่พึ่งพิงที่เก่งกาจเสียหน่อย ข้าได้ยินมาว่า... ในสำนักของเ้ามีพวกตาแก่ที่แก่หง่อมจนใกล้จะตายอยู่แล้วรู้สึกพึงใจเ้าไม่น้อย เ้าจงรีบยอมรับพวกเขาไปเถอะ”
“ผู้หญิงอย่างเ้านอกจากความงามแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ได้เื่อีก”
“หากเ้ากลายเป็ภรรยาหลวงหรือภรรยาน้อยของตาแก่พวกนั้น เห็นแก่หน้าพวกเขา บางทีข้าอาจจะไม่ทำอะไรเ้า แต่... หากไม่มีคนปกป้องเ้า ด้วยตำแหน่งของเ้าในหอหลิงเป่าตอนนี้ ข้าย่อมมีวิธีจัดการกับเ้าแน่!”
หยวนเสียนพูดเื่น่าขายหน้าภายในหอหลิงเป่าออกมาต่อหน้าทุกคนอย่างไม่มีการไว้หน้ากันแม้แต่นิด
หลังจากที่อันซืออี๋ได้ยินประโยคนี้สีหน้านางก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ใจนางอยากจะตอกกลับไปสักสองสามประโยค ทว่าพอนึกถึงสภาพของตัวเองในตอนนี้จึงได้แต่ข่มกลั้นเอาไว้
นางสังเกตเห็นว่าสายตาของลูกศิษย์หลายคนในหอหลิงเป่ารอบกายที่มองนางตอนนี้เปลี่ยนมาเป็แปลกประหลาดเล็กน้อย
นางตระหนักได้ทันทีว่าเื่วุ่นวายที่นางพบเจอ่นี้ แท้จริงแล้วมันได้ค่อยๆ แพร่ออกไปท่ามกลางความไม่รู้ตัวของนาง
“ผู้าุโหยวน รีบเข้าไปด้านในเถิดเ้าค่ะ” อันซืออี๋โค้งตัวน้อยๆ บอกเป็นัยให้ซางปิ่งและหยวนเสียนเข้าไปด้านใน
“ตระกูลอันของพวกเ้ารากฐานตื้นเขินยิ่งนัก ในหอหลิงเป่า ตระกูลอันของพวกเ้าไม่มีผู้าุโอยู่แม้แต่คนเดียว กลับกลายเป็ว่าต้องพึ่งพาเ้าและน้องสาวผู้นั้นของเ้า ตระกูลอันถึงจะตั้งตัวได้มั่นคงในเมืองเฮยอวิ๋น” หยวนเสียนกลับไม่รีบร้อนที่จะเข้าไป นางยังคงนั่งอยู่บนรถลาก มองเหยียดมายังอันซืออี๋ พูดด้วยน้ำเสียงเ็า “หากเ้าสูญเสียอำนาจในหอหลิงเป่า น้องสาวของเ้า ตระกูลอันของเ้าล้วนต้องเดือดร้อนไปด้วย แม่หนูอัน เ้าจงพิจารณาให้มากเข้าไว้เพื่อน้องสาว เพื่อตระกูลอันของเ้าเถอะ”
“ขอบคุณผู้าุโหยวนที่เป็ห่วง” อันซืออี๋ขมวดคิ้วพูด
เมื่อหยวนเสียนพูดถึงขนาดนี้ ในใจนางจึงมั่นใจแล้ว
นางรู้ว่าในบรรดาคนที่หลงใหลในความงามของนาง มีคนหนึ่งที่สนิทสนมกับหยวนเสียนไม่น้อย ประโยคนี้ของหยวนเสียน แปดเก้าส่วนก็คือพูดเพื่อคนผู้นั้น
ความหมายของอันเสียนก็คือขอแค่นางยอมคนผู้นั้นอย่างว่าง่าย หยวนเสียนก็จะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับการที่นางบกพร่องในหน้าที่ที่โลกมายามรกตอีก
มิฉะนั้น หยวนเสียนก็จะซักไซ้เอาความผิดต่อไป ใช้วิธีการอื่นๆ พุ่งเป้ามาที่นาง พุ่งเป้ามาที่ตระกูลอัน
ทว่าพอนึกถึงสภาพอันน่าขยะแขยงของคนผู้นั้น นางก็ขนลุกขนชันไปหมด หนาวะเืไปทั้งร่าง
“เ้าคิดดูดีๆ เถอะ” หยวนเสียนมองนางด้วยสายตาเ็าหนึ่งครั้งแล้วโบกมือ บอกเป็นัยให้ซางปิ่งลงจากรถ เตรียมตัวเข้าไปด้านใน
และเวลานี้เอง พลันมีเสียงร้องแว่วเบาดังลอยมาจากจุดลึกของชั้นเมฆ
หลังจากที่ทุกคนซึ่งรวมตัวกันอยู่หน้าหอหลิงเป่าได้ยินเสียงนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองในทันที
ไม่นานนัก พวกเขาก็มองเห็นว่าท่ามกลางชั้นเมฆ มีเงาร่างของสัตว์วิเศษตัวหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้น
“อู้!”
ลมแรงระลอกหนึ่งพัดผ่านไป สัตว์วิเศษที่อยู่ในชั้นเมฆตัวนั้นก็เหยียบลงบนพื้นอย่างมั่นคง
สัตว์เขาทองสามตัวของหุบเขาเทาที่ลากรถคันใหญ่ พอได้ยินเสียงร้องก็ตัวสั่นสะท้าน ค่อยๆ นั่งหมอบลงไป
“สัตว์สายฟ้านิลกาฬ!”
ด้านหน้าหอหลิงเป่า หลายคนที่พอมองเห็นสัตว์วิเศษตัวนั้นเยื้องกรายมาเยือนก็หน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ
แม้แต่หยวนเสียนและซางปิ่งแห่งหุบเขาเทา พอมองเห็นสัตว์สายฟ้านิลกาฬตัวนั้นค่อยๆ ร่วงลงมาก็พลันเงียบกริบทันที
“ที่นี่ก็คือหอหลิงเป่าหรือ?”
บนร่างของสัตว์สายฟ้านิลกาฬพลันมีเสียงประหลาดใจเสียงหนึ่งดังลอยมา ทุกคนหันไปเพ่งมองถึงได้พบว่าที่แท้มีเด็กหนุ่มรูปร่างบึกบึนคนหนึ่งนั่งอยู่บนหลังของสัตว์สายฟ้านิลกาฬ
“คือ คือเขา?” อันซืออี๋ตะลึง
“เอ๊ะ พี่หญิงอัน!” เนี่ยเทียนมองไปรอบด้านจึงสังเกตเห็นอันซืออี๋ทันที เขาจึงโบกมือให้อันซืออี๋ พูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่เจอกันนานเลยนะ!”
“ครึ่งปีแล้วสินะ” อันซืออี๋ตอบด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
“เขาก็คือเด็กคนนั้นของตระกูลเนี่ย” ทางฝั่งของหุบเขาเทา ซางปิ่งที่อยู่บนรถแนะนำให้หยวนเสียนฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หยวนเสียนมองเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำหนึ่งครั้งแล้วพยักหน้าเบาๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก
“ลูกศิษย์ของตาแก่อู พวกเราจะไปหาเื่ไม่ได้ ต่อไป... ควรต้องให้ตระกูลอวิ๋นสำรวมกิริยาหน่อยหรือไม่?” ซางปิ่งพูดขึ้นอีกครั้ง
หยวนเสียนไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่จึงกล่าวว่า “แม้ว่าหยวนชิวอิ๋งจะเป็หลานสาวของข้า แต่สตรีที่ออกเรือนก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป ข้าย่อมไม่มีทางไปหาเื่ตาแก่อูเพราะนางแน่นอน”
“แบบนั้นก็ดีแล้ว” ซางปิ่งแอบถอนหายใจหนึ่งครั้ง
“พวกเราเข้าไปกันเถอะ” หยวนเสียนกล่าว
เมื่อเนี่ยเทียนะโลงมาจากร่างของสัตว์สายฟ้านิลกาฬแล้วเดินเข้าหาอันซืออี๋ ในที่สุดกลุ่มของคนหุบเขาเทาก็ทยอยเข้าไปด้านในหอหลิงเป่า
เห็นว่าพวกเขาจากไปแล้ว อารมณ์ที่หนักอึ้งของอันซืออี๋ถึงได้ผ่อนคลายลงมาเล็กน้อย
ในใจนางรู้ดีว่าหากไม่เป็เพราะการมาของเนี่ยเทียน ด้วยนิสัยอำมหิตของหยวนเสียนย่อมต้องยังพูดจาเหน็บแนมเสียดสีนางตรงหน้าหอหลิงเป่าต่อไป ไม่มีทางปล่อยนางไปง่ายๆ แบบนี้แน่นอน
“เ้าเด็กนี่...”
ผ่านไปครึ่งปี สีหน้าที่นางมองเนี่ยเทียนในตอนนี้เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งยังถึงขั้นรู้สึกว่าเสมือนอยู่กับเขาคนละโลกไปแล้ว
-----
[1] อักษรพิ่น “品”
