ชั่วพริบตาถัดมา... คลื่นพลังปราณเบญจธาตุอันบ้าคลั่งก็ถาโถมเข้าใส่เส้นชีพจรของเขาอย่างรุนแรง
"อั๊ก...!"
หลิวอี้ส่งเสียงครางอู้อี้ในลำคอ ก่อนจะกระอักโลหิตสดๆ ออกมาคำใหญ่ ย้อมชุดคลุมของเขาจนแดงฉาน
"บ้าเอ๊ย! เกือบได้ไปเยี่ยมท่านย่าทวดแล้วไหมล่ะ"
เขารีบหยุดการโคจรพลัง ลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมปาดเืที่มุมปากด้วยความหวาดหวั่นที่ยังไม่จางหาย
การบัญญัติเคล็ดวิชาของตนเองนั้นช่างเหมือนกับการเดินบนเส้นลวดเสียจริง พลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ร่างกายอาจแตกสลายกลายเป็ผุยผงได้
แต่เวลาบีบคั้น เขาไม่มีทางถอยหลังกลับได้อีกแล้ว
หลิวอี้เดินพลังปราณเพื่อรักษาอาการาเ็ภายในที่ปั่นป่วน พร้อมกับทบทวนและอนุมานกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ซ้ำไปซ้ำมาในหัวอย่างรวดเร็ว
เส้นทางโคจรพลังที่บ้าคลั่งและความเ็ปจากการฉีกขาดในเส้นชีพจรเมื่อครู่ บัดนี้ได้กลายเป็ข้อมูลอันล้ำค่าที่ถูกเล่นซ้ำในสมองของเขา
ตลอดสิบวันต่อมา เขาจมดิ่งสู่วัฏจักรที่ไม่สิ้นสุด
เขาปรับปรุงรายละเอียดของเคล็ดวิชาซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับเสี่ยงตายทดลองครั้งใหม่ ทุกครั้งที่กระอักเืออกมา เขาจะหลับตารักษาอาการ และเมื่อพอจะฟื้นตัวได้บ้าง เขาก็จะเริ่มการอนุมานต่อทันที
ใบหน้าที่ซีดเซียวและเบ้าตาที่ลึกโหล บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าทางกายอย่างถึงขีดสุด แต่ประกายไฟในส่วนลึกของดวงตากลับยิ่งลุกโชนรุนแรงขึ้น
ในโลกบำเพ็ญเพียรอันวิปริตนี้ หากไม่บ้า ก็ไม่มีทางรอด
หลิวอี้สูดหายใจเข้าลึกๆ นั่งขัดสมาธิ และเริ่มโคจรเคล็ดวิชาที่เพิ่งปรับปรุงใหม่อย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้น พลังปราณห้าสีก็เลื้อยผ่านเส้นชีพจรของเขาราวกับงูวิเศษ ทุกที่ที่มันผ่าน พลังปราณเบญจธาตุสายหนึ่งจะถูกอัดฉีดเข้าไปในจุดชีพจรทุกจุด
เมื่อพลังปราณแผ่ขยายไปถึงจุดชีพจรที่หนึ่งแสน สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไป
พลังปราณในจุดตันเถียนแทบจะเหือดแห้ง ความเร็วในการดูดซับและแปลงปราณิญญาจากภายนอกนั้นไม่ทันกับการเผาผลาญของเคล็ดวิชานี้เลยแม้แต่น้อย!
ในวินาทีวิกฤต เขาควักเศษหินิญญาห้าก้อนที่เฉียนตัวตัวให้มา กำมันไว้แน่นในฝ่ามือ ปราณิญญาอันมหาศาลทะลักเข้าสู่ร่างกายราวกับน้ำหลาก
เมื่อได้รับการเติมเต็ม พลังปราณเบญจธาตุก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าอีกครั้งตามเส้นทางของ [วิชากลั่นลมปราณเบญจธาตุ 2.0]
"ตูม!"
เสียงอู้อี้ะเิขึ้นภายในร่างกาย แสงห้าสีเจิดจ้าสาดส่องออกมาจากรอบกายของหลิวอี้
จุดชีพจรทั้ง 129,600 จุด เปล่งประกายบนเรือนร่างราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า ในขณะที่พลังปราณเบญจธาตุกำลังชุบสร้างร่างกายและจิติญญาของเขาอย่างรวดเร็ว
ปราณิญญาในรัศมีหลายสิบจั้งถูกดูดกลืนเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายเขาราวกับพายุทอร์นาโด เพื่อถูกกลั่นเป็พลังปราณเบญจธาตุจนหมดสิ้น
เสื้อผ้าของเขาสะบัดพริ้วเสียงดังสนั่นท่ามกลางพายุพลังปราณ เส้นผมทุกเส้นตั้งชัน และเขากลายเป็จุดศูนย์กลางของวังวนแห่งปราณิญญา
หนึ่งชั่วยามผ่านไป แสงห้าสีค่อยๆ จางหายลง
หลิวอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงศักดิ์สิทธิ์ห้าสีหมุนวนอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น เขาเงยหน้าขึ้นหัวเราะลั่น
"ท่านเ้าประคุณ ข้าทำสำเร็จแล้ว!"
ครู่ต่อมา เขาข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านให้สงบลง และเริ่มตรวจสอบสภาพภายในร่างกายอย่างละเอียด
จุดชีพจรทั้ง 129,600 จุดกระจายอยู่ทั่วร่างดุจดวงดาว เชื่อมต่อกันด้วยเส้นชีพจร โดยมีพลังปราณเบญจธาตุวิ่งพล่านผ่านพวกมันด้วยความเร็วสูง
ปราณิญญาจากฟ้าดินหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ถูกกลั่นกรองทันทีที่เข้าสู่ร่างกาย และระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
แม้กระทั่ง [ห้วงมิติกาลเวลา] เขาก็สามารถควบคุมได้เพิ่มขึ้นเป็ 1.2%
"ข้ามันอัจฉริยะจริงๆ!"
เขาอดไม่ได้ที่จะร้องเชียร์ในใจ "วิชากลั่นลมปราณเบญจธาตุสามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติแล้ว แถมประสิทธิภาพยังเพิ่มขึ้นเป็สองเท่า ถึงแม้การหล่อเลี้ยงจุดชีพจรแสนกว่าจุดจะต้องใช้ปราณิญญามากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังเร็วกว่าเมื่อก่อนถึงสามเท่า"
"แม้จะยังไม่ทะลวงสู่ขั้น [กลั่นลมปราณระดับแปด] แต่ด้วยความเร็วระดับนี้ ข้ามีโอกาสเต็มร้อยที่จะพุ่งชน [ขอบเขตสร้างรากฐาน] ได้ทันเวลาที่เหลือ"
"ขอแค่ทะลวงด่านสำเร็จ ข้าจะได้อายุขัยเพิ่มอีก 150 ปี และหลุดพ้นจากสถานการณ์คับขันนี้ไปได้อย่างสิ้นเชิง"
หลิวอี้ตรวจสอบเวลา แล้วลุกขึ้นไปทานมื้อเช้าง่ายๆ ที่โรงอาหาร ตั้งใจว่าจะไปเข้างานเดินเครื่องค่ายกลตามปกติ
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูโรงอาหาร เขาก็เห็น 'จ้าวเก้า์' (จ้าวจิ่วเซียว) เดินตรงเข้ามาพร้อมลิ่วล้ออีกสองคน ชายคนนั้นมีสีหน้าบึ้งตึงและขวางทางหลิวอี้ไว้อย่างจัง
เขาครางในใจ... เ้าหนี้มาอีกรายแล้ว
ร่างเดิมของเขาติดหนี้คนผู้นี้อยู่ 50 เศษหินิญญา ปัญหาที่ทิ้งไว้ให้ตามเช็ดตามล้างอีกแล้ว
"เมื่อไหร่เ้าจะคืนเศษหินิญญา 50 ก้อนที่ติดข้าไว้! ข้าไม่เอาดอกเบี้ย ขอแค่ต้นคืนมาก็พอ!" จ้าวจิ่วเซียวคำรามด้วยความโมโห
หลิวอี้จำใจตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจนใจ
"รอให้ข้าหาเศษหินิญญาได้ก่อน ข้าจะคืนให้เ้าแน่นอน"
"หาเศษหินิญญา?" จ้าวจิ่วเซียวหวีดเสียงแหลม ใบหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
"เ้าไม่ได้ทำโอทีแล้วนี่ แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปหาเศษหินิญญา?"
"ที่สำคัญกว่านั้น ถ้าเ้าไม่ทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐานภายใน 11 เดือนนี้ เ้าจะถูกเตะโด่งออกจากสำนักเทียนฉี!"
"ด้วยพร์ห่วยแตกของเ้า ถ้าทะลวงด่านได้คงเป็ปาฏิหาริย์ อย่าบอกนะว่าข้าต้องไปทวงหนี้กับคนตาย?"
เมื่อได้ยินดังนั้น มุมปากของหลิวอี้กระตุกยิกๆ แต่ก็ไม่อาจโต้แย้งได้ เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดล้วนเป็ความจริง
เขาทำได้เพียงกัดฟันเค้นเสียงตอบไปว่า "เชื่อข้าสิ ข้าทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐานได้แน่ และถึงตอนนั้นข้าจะเอาเศษหินิญญามาคืนเ้าอย่างแน่นอน!"
"เ้าคิดว่าข้าจะยังเชื่อเ้าได้อีกรึ?" จ้าวจิ่วเซียวทำหน้าเหยียดหยาม
"ตอนนั้นข้าคงเสียสติไปแน่ๆ ที่ให้เ้ายืมเศษหินิญญา! รีบไปทำโอทีซะ แล้วรีบเอามาคืนข้าทันทีที่ได้เงิน!"
"ข้าไม่มีทางกลับไปทำโอทีเด็ดขาด เมื่อไหร่มีเศษหินิญญา ข้าจะคืนให้เอง"
หลิวอี้แสร้งทำเป็ทองไม่รู้ร้อน และพยายามจะเดินผ่านหน้าอีกฝ่ายไป
เขาไม่ได้ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เพราะสำนักเทียนฉีมีกฎห้ามศิษย์ประลองฝีมือกันเองเป็การส่วนตัวอย่างเคร่งครัด ใครฝ่าฝืนมีบทลงโทษสถานหนัก สำนักออกกฎนี้เพราะเกรงว่าศิษย์จะาเ็และเสียเวลารักษาตัว แทนที่จะเอาเวลาไปเดินเครื่องค่ายกล
"จ้าวจิ่วเซียว พี่อี้เป็คนเช่นไรเ้าไม่รู้รึ? เ้ายังไม่เชื่อใจเขาอีกหรือ? แค่ขอบเขตสร้างรากฐาน สำหรับเขามันก็แค่เื่ขี้ปะติ๋ว!"
เฉียนตัวตัวเดินทอดน่องเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความสะใจที่ได้ซ้ำเติม
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ใบหน้าของจ้าวจิ่วเซียวก็พลันดำคล้ำราวกับน้ำหมึก
ก็เพราะเขาเห็นเฉียนตัวตัวให้หลิวอี้ยืมเศษหินิญญาโดยไม่ลังเลนั่นแหละ เขาถึงได้ตายใจและยอมให้ยืมตามบ้าง แม้จะเป็คู่แข่งกันในสนามการค้า แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าเฉียนตัวตัวนั้นเหนือกว่าเขาในเื่สายตาการมองคนและชั้นเชิงการหาเงิน ใครจะไปคิดว่าเขาจะต้องมาซวยเพราะหลิวอี้เหมือนกัน
"หุบปากไปเลย เ้าเองก็เสียหายไม่ต่างกันไม่ใช่เรอะ!"
จ้าวจิ่วเซียวเบิกตากว้างด้วยความโกรธ จ้องเขม็งไปที่เฉียนตัวตัว ก่อนจะหันสายตาเ็ามาทางหลิวอี้
"เ้ากล้าขึ้น [ลานประลอง] กับข้าหรือไม่? หากเ้าชนะ หนี้ 50 ก้อนก่อนหน้านี้ถือเป็โมฆะ และข้าจะแถมให้อีก 50 ก้อน!"
หลิวอี้ชำเลืองมองเฉียนตัวตัวอย่างอ่อนใจ ถ้าเ้าหมอนี่ไม่สอดปากเข้ามา จ้าวจิ่วเซียวคงด่ากราดสักพักแล้วก็กลับไปแล้วแท้ๆ
อย่างไรก็ตาม... การเดิมพันบนลานประลองที่จ้าวจิ่วเซียวเสนอมาก็น่าสนใจไม่น้อย
หากมีทางเลือกอื่น เขาก็ไม่อยากติดหนี้บุญคุณใครเหมือนกัน
จ้าวจิ่วเซียวเป็ผู้ฝึกตนที่มี [สามรากปราณ] เชี่ยวชาญวิชาธาตุไฟ และบรรลุถึงขั้น [กลั่นลมปราณระดับแปด] แล้ว
เพื่อให้ศิษย์สายนอกจดจ่ออยู่กับการบำเพ็ญเพียรและขยันทำงานเดินเครื่องค่ายกล สำนักเทียนฉีจึงไม่เคยสอน [คาถาอาคม] ให้แก่พวกเขา
แต่หลิวอี้เคยได้ยินมาว่า จ้าวจิ่วเซียวใช้เศษหินิญญาแลกสิทธิ์ขึ้นชั้นสองของหอคัมภีร์ และเรียนรู้ [วิชาัเพลิง] มาแล้ว มองย้อนกลับมาที่ตัวเขาเอง จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยเรียนรู้อาคมหรือทักษะยุทธ์ใดๆ เลย เมื่อเทียบกับจ้าวจิ่วเซียว ความห่างชั้นของพลังนั้นชัดเจน
แต่โชคดีที่ [วิชากลั่นลมปราณเบญจธาตุ 2.0] ที่เพิ่งสำเร็จมาหมาดๆ ได้ควบแน่นจุดชีพจรทั้ง 129,600 จุดในร่างกาย มอบความเร็ว พละกำลังกาย และความจุพลังปราณที่เหนือกว่า ทำให้ช่องว่างนั้นแคบลง
กล้าได้กล้าเสีย เปลี่ยนจักรยานให้เป็มอเตอร์ไซค์ อย่างแย่ที่สุดถ้าแพ้ก็แค่โดนซ้อมน่วม
ผลตอบแทนมันล่อตาล่อใจเสียจนแม้แต่พระพุทธองค์ยังต้องหวั่นไหว
เมื่อคิดได้ดังนี้ สีหน้าของหลิวอี้ก็เปลี่ยนเป็เคร่งขรึม เขาเอ่ยเสียงเข้ม
"ตกลง เลิกงานแล้วเจอกันที่ลานประลอง!"
เมื่อเห็นหลิวอี้ตอบรับ รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจ้าวจิ่วเซียวทันที เขาตอบรับสั้นๆ ว่า "ดี" แล้วหันหลังเดินจากไปพร้อมกับลิ่วล้อทั้งสอง
"พี่อี้! ท่านบ้าไปแล้วรึ?"
เฉียนตัวตัวรีบเข้าประชิดตัวด้วยความร้อนรน มือตบไหล่หลิวอี้ดังป้าบ "จ้าวจิ่วเซียวไม่ได้อยากประลองจริงๆ หรอก มันแคหาเื่ซ้อมท่านชัดๆ!"
หลิวอี้ปัดมืออีกฝ่ายออกอย่างใจเย็น แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ไม่ต้องตื่นตูม ข้าพอมีความมั่นใจอยู่บ้าง"
เฉียนตัวตัวเบิกตากว้าง มองสำรวจหลิวอี้ั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความกังขา เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าหลิวอี้ที่ระดับพลังต่ำกว่าและไม่เคยเรียนคาถาอาคม เอาความกล้ามาจากไหนถึงได้รับคำท้า
ด้วยความกลัวว่าหลิวอี้จะเสียท่า เฉียนตัวตัวจึงรีบร่ายยาวถึงระดับพลัง คาถาอาคม และข้อมูลอื่นๆ ของจ้าวจิ่วเซียวให้ฟังอย่างละเอียดอีกครั้ง
หลิวอี้พยักหน้าเล็กน้อยหลังจากฟังจบ ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้ต่างไปจากที่เขาเคยได้ยินมาเลย
