เล่มที่ 6 บทที่ 157 อสูรน้อย
ทว่าหลังจากศิษย์สำนักโยวิสองคนจากไป ศิษย์สำนักเชียนซานก็ตามมาต่อทันที แถมยังมากันสองคนเหมือนกันอีกด้วย
อาจเป็เพราะเมื่อครั้งที่แล้วตอนเจอกับอันจื่อเจี๋ย จ้าวซื่อไห่เคยยื่นมือเข้าช่วยครั้งหนึ่ง แถมร้านหลอมอาวุธก็ยังอยู่ในเขตการปกครองของสำนักเชียนซานด้วย ดังนั้นเจียงหลีจึงเกรงใจจ้าวซื่อไห่มากกว่าอันจื่อเจี๋ย
“นี่เป็ศิษย์พี่ของข้า ชื่อว่าหวังจิ่ง…”
“ที่แท้ก็เป็ศิษย์พี่หวังนี่เอง!”
ระหว่างที่เจียงหลีกระวีกระวาดต้อนรับคนทั้งสองให้เข้าไปนั่งรอในร้าน ทันใดนั้นก็พบว่าสายตาของหวังจิ่งกำลังมองไปทางอื่น และระหว่างที่มองก็พึมพำอะไรบางอย่างไปด้วย
“เขามาที่นี่ได้อย่างไร…”
เจียงหลีเห็นดังนั้นก็รู้สึกสนอกสนใจขึ้นมาที ก่อนจะหันไปมองตาม และก็เห็นแผ่นหลังของอันจื่อเจี๋ยที่จากไปพร้อมศิษย์ร่างท้วม จึงอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“นั่นอันจื่อเจี๋ยจากสำนักโยวิ เมื่อกี้เขาก็มาซื้อกระบี่ที่ร้านนี้เหมือนกันน่ะ”
“ไม่ใช่ ข้าหมายถึงคนที่อยู่ข้างๆ” รอยยิ้มของหวังจิ่งดูประหลาดชอบกล เมื่อเห็นเจียงหลีไม่พูดอะไรอยู่นาน จึงเอ่ยต่อ
“คนนั้นคือจงหยาง”
“จงอะไรหยางนะ…” เมื่อสิ้นคำ เจียงหลีก็ชะงักลงไป ใบหน้าถอดสีจนซีดขาวทันที เขาเอาแต่จ้องหวังจิ่งจนตาค้าง ก่อนจะกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น เป็เวลานานกว่าจะเอ่ยอย่างตะกุกตะกักออกมา
“อ๋องมารน้อยจงหยางงั้นหรือ?”
“ใช่ จงหยางคนนั้นแหละ”
“…” เจียงหลีตะลึงอยู่กับที่ ถึงหนึ่งเค่อเต็มๆกว่าจะเอ่ยออกมาได้
“บ้าเอ๊ย!”
ทันใดนั้นเจียงหลีก็งุนงงจนทำอะไรไม่ถูก แถมไม่รู้จะต้องรู้สึกอย่างไรด้วยซ้ำ…
เพราะเขาดันไล่จงหยางให้ไปต่อแถวใหม่น่ะสิ!
ถามว่าจงหยางเป็ใครน่ะหรือ?
เขาเป็หนึ่งในศิษย์สายตรงของสำนักโยวิ ตอนอายุได้สิบปีก็สามารถบรรลุขั้นมิ่งหุนได้แล้ว จากนั้นก็ถูกส่งมาที่พิภพซ่างจงแห่งนี้ สิบปีที่ผ่านมาเขาได้ประมือกับศัตรูมานับร้อยครั้ง ล้วนไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใครมาก่อน ได้ยินว่าเป็ศิษย์ที่มีพลังแข็งแกร่งอันดับหนึ่งในบรรดาศิษย์ที่มีขั้นบำเพ็ญต่ำกว่าขั้นจิงตันทั้งหมดเลยทีเดียว รวมถึงปรมาจารย์หลิงซวีที่เป็หนึ่งในอ๋องมารของสำนักโยวิด้วยอีก ทุกคนจึงพร้อมใจเรียกเขาว่าอ๋องมารน้อย อีกทั้งยังมีหลายคนพูดต่อๆกันมาว่าที่จริงแล้ว จงหยางสามารถบรรลุขั้นจิงตันตั้งนานแล้วต่างหาก แต่ที่ยังไม่บรรลุเสียที ก็เพราะยังบำเพ็ญกายว่านหยินไม่สมบูรณ์…
เรียกได้ว่าฐานะของอ๋องมารน้อยผู้นี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าปรมาจารย์ชื่อิและชางเย่วเลยด้วยซ้ำ
แล้วคนเช่นนี้ คือคนที่เจียงหลีกลับไล่ให้เขาไปต่อแถวใหม่เนี่ยนะ?
‘บ้าเอ๊ย ตายแน่ๆคราวนี้!’
เพราะใสุดขีดจึงทำให้เจียงหลีจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตอนที่คุยกับจ้าวซื่อไห่จึงดูเหม่อลอยตลอดเวลา หลังจากพาทั้งคู่เข้ามาในร้านก็ชี้ไปที่ชั้นวาง
“จะเอากี่เล่มหรือ?”
“หกเล่ม เอาเล่มที่มีเปลวไฟรุนแรงหน่อยนะ”
“หกหมื่นหินิญญา”
เพียงครู่เดียวเจียงหลีก็หยิบกระบี่ออกมา หวังจิ่งรับไปพิจารณาชั่วครู่ ยิ่งดูก็ยิ่งชอบ ส่วนจ้าวซื่อไห่ก็เดินดูอย่างอื่นไปทั่วร้าน สุดท้ายจึงเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
“ศิษย์พี่หลินเล่า?”
“รักษาตัวอยู่” ตอนนี้ในหัวของเจียงหลีมีแต่เื่ที่ตนเองไล่จงหยางไปต่อแถว จึงไม่มีอารมณ์คุยเล่นด้วย ดังนั้นเลยเพียงตอบส่งๆกลับไปเท่านั้น
จ้าวซื่อไห่ได้ยินเช่นนั้นก็ลูบจมูกน้อยๆๆ ไม่ได้ถามอะไรต่ออีก ทว่าในใจกลับไม่อาจเชื่อคำพูดของเจียงหลีได้
‘รักษาตัวอย่างนั้นหรือ…’
‘คิดจะล้อเล่นกันหรือไง คนที่แข็งแกร่งถึงขนาดสะบั้นเคราะห์อัสนีได้ มีหรือจะป่วยจนต้องรักษาตัว?’
เกรงว่าต่อให้พวกเขาตายไปกันหมด อีกฝ่ายก็คงไม่เจ็บไม่ไข้อยู่ดี…
แต่ก็แค่คุยเล่นเท่านั้น พอได้ยินเจียงหลีตอบ จ้าวซื่อไห่ก็ไม่ถามอะไรอีก เดิมทีก็ไม่ได้อยากเจออยู่แล้ว แค่คิดถึงเื่ในวันนั้นก็ยังอดกลัวไม่ได้ ทางที่ดีไม่เจอดีกว่า…
แน่นอนว่าหลินเฟยไม่ได้ป่วย
แต่กลับกำลังตั้งหน้าตั้งตาหลอมปราณโลหะสีทองอยู่ที่หลังร้าน
และสิ่งที่อยู่ข้างหลินเฟยก็คือค่ายกลที่เกิดจากแท่งหยกทั้งแปด ภายในค่ายกลมีเสียงคำรามของเหล่าสัตว์ร้ายดังออกมาเป็ระยะ บัดนี้ปีศาจกระบี่สลายกลายเป็ลำแสง กดข่มอยู่บนหัวของเหล่าสัตว์ร้ายทั้งแปด ส่วนอักขระขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลางค่ายกล ก็มีกระบี่เล่มหนึ่งกำลังลอยขึ้นลงช้าๆ หลังจากสัตว์ร้ายตนหนึ่งลงตราประทับเสร็จ จากนั้นกระบี่ที่คุณภาพเลวก็พลันมีอนุภาคร้ายแรงขึ้นมาทันที…
และนี่ก็คือค่ายกลแปดอสูรหลิงเป่าที่หลินเฟยทุ่มหินิญญานับแสนเพื่อสร้างขึ้นมา ข้อดีของค่ายกลนี้คือ เพียงแค่ใช้อาวุธที่มีจิติญญาหยวนหลิงคอยกดข่มบงการ ค่ายกลนี้ก็จะทำงานได้เอง ไม่ต้องออกแรงบงการแม้แต่น้อย
ถ้าผู้บำเพ็ญด้านนอกรู้ว่ากระบี่ที่พวกเขาทุ่มซื้อด้วยหินิญญามหาศาล เกิดขึ้นด้วยวิธีง่ายๆเช่นนี้ละก็ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีสีหน้าเช่นไร…
ผ่านไปอีกหลายวัน ในที่สุดหลินเฟยก็บำเพ็ญจนปราณกระบี่อิ๋นเหวินมีมนต์สะกดเพิ่มขึ้นเป็สามสิบสาย ดังนั้นหลังจากนี้จึงมุ่งพัฒนาปราณกระบี่ทงโยวอย่างเดียว…
ภายใต้การโคจรของเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถู แร่โลหะมากมายที่กองเป็ูเาขนาดย่อม ก็ทยอยสลายกลายเป็ปราณโลหะสีทอง จากนั้นก็ถูกหลินเฟยดูดกลืนเข้าไปอย่างไม่ขาดสาย ทุกครั้งที่ปราณโลหะไหลเข้าไป ก็จะกระตุ้นให้ปราณกระบี่ทงโยวสั่นไหว และก็เป็อย่างนี้นับร้อยนับพันครั้ง เวลาค่อยๆผ่านไปเรื่อยๆ แม้แต่หลินเฟยเองก็ไม่ทันสังเกตว่าตนเองจมอยู่กับสิ่งที่ทำอยู่จนลืมทุกอย่างรอบด้านราวกับทั้งปฐีนี้ มีแค่ปราณกระบี่ทงโยวอย่างเดียว
แถวที่อยู่หน้าร้านหลอมอาวุธยังคงยาวมาก ทุกวันจะมีหินิญญามากมายหลั่งไหลเข้ามา แต่หลินเฟยกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย เพราะมีชีวิตมาถึงสองชาติแล้ว จึงเข้าใจทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง ถ้าอยากลิขิตโชคชะตาตนเอง ไม่อยากเป็เหมือนชาติที่แล้ว ก็ต้องพึ่งแค่พลังและกระบี่ในมือเท่านั้น เพราะทั้งสองสิ่งนี้ถึงจะเป็ที่พึ่งที่แท้จริง ส่วนสิ่งหนึ่ง ล้วนเป็ของนอกกายที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
หลินเฟยจมอยู่กับห้วงบำเพ็ญอยู่นาน จู่ๆปราณกระบี่ทงโยวก็สั่นไหวขึ้น หลินเฟยจึงลืมตาขึ้นดู ชั่วขณะนั้นปราณโลหะสีทองมากมายก็สลายไป หลินเฟยยกมือโคจรพลังปล่อยปราณกระบี่ทงโยวออกมา และก็เป็อย่างที่คิดไว้ ปราณกระบี่ทงโยวที่มีมนต์สะกดยี่สิบสาย บัดนี้ได้เพิ่มขึ้นกลายเป็ยี่สิบเอ็ดสายแล้ว
หากบำเพ็ญเช่นนี้อีกครึ่งเดือน ปราณกระบี่ทงโยวจะต้องมีมนต์สะกดถึงสามสิบสายแน่ๆ เป็เช่นนั้นแล้วก็จะทำให้มีพลังเทียบเท่าขั้นมิ่งหุนระดับสูงสุด และเมื่อถึงตอนนั้นก็ได้เวลาที่เหมาะสมจะฝ่าเคราะห์มิ่งหุนด่านที่สองต่อไปแล้ว
ในบรรดาเคราะห์มิ่งหุนทั้งหกด่าน สองด่านแรกจะเป็ด่านอัสนีและไฟ ถือว่าสำคัญมากสำหรับผู้บำเพ็ญขั้นมิ่งหุน่ต้น เพราะอัสนีสามารถชำระจิติญญา เปลวไฟสามารถชำระกายเนื้อ ดังนั้นหลังจากผ่านการชำระจากเคราะห์ทั้งสองด่านแรกแล้ว จึงถือว่าเข้าขั้นมิ่งหุนเต็มตัว บัดนี้หลินเฟยเพิ่งจะฝ่าเคราะห์อัสนีเท่านั้น จึงยังไม่ถือว่าบรรลุขั้นมิ่งหุนเต็มตัว ดังนั้นจึงมีพลังแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น…
ไม่อย่างนั้นละก็ ขณะที่ประมือกับอสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่หุบเขาเสินมู่ ก็คงไม่ต้องลำบากเช่นนี้…
หลินเฟยคิดว่าหากฝ่าเคราะห์มิ่งหุนด่านที่สองสำเร็จ หากเจออสุรกายกุ่ยเจี้ยงตนนั้นอีกละก็ เพียงแค่พริบตาเดียว ก็คงจะจัดการอีกฝ่ายได้แล้ว ต่อให้เป็อสุรกายขั้นกุ่ยหวังที่หุบเขากระบี่ ก็เกรงว่าหนีรอดได้อย่างสบายๆ
แน่นอนว่าถ้าอยากจะรับมืออสุรกายขั้นกุ่ยหวังได้ จะต้องมีขั้นบำเพ็ญอย่างน้อยมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์ด่านสี่ขึ้นไปเท่านั้น เพราะว่าความแตกต่างระหว่างขั้นมิ่งหุนและจิงตันยังมีระยะห่างมากพอสมควร ดังนั้นการที่ตนเองมีขั้นมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์ขั้นสามหรือสี่ แต่กลับสามารถรับมือกับอสุรกายกุ่ยหวังได้ จึงถือว่าเป็เื่น่าอัศจรรย์มาก…
---------------------------------------------------------------------------------------------
