เล่มที่ 2 บทที่ 57 ผากระบี่
หลังจากเห็นพลังของซ่งเทียนสิงเมื่ออยู่บนแท่นประลอง หลินเฟยก็เข้าใจได้ในทันที…
เมื่อเทียบกับตอนอยู่ที่หอดาบหรือผาปากเหยี่ยวแล้ว ซ่งเทียนสิงในตอนนี้ราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน ถึงแม้จะเป็เคล็ดวิชากระบี่พิฆาตเซียนมารเหมือนเดิม แต่กลับรุนแรงยิ่งกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่เพียงสนใจจุดอ่อนเล็กๆเท่านั้น แต่เขากลับยังพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมเสียอีก หลินเฟยเองก็ยังอดที่จะชื่นชมไม่ได้…
ดูท่าซ่งเทียนสิงคงทุ่มเทไปกับการศึกษากระบี่ระลึกตนมาสินะ
แต่ไม่ว่าจะเป็ซ่งเทียนสิงที่เก่งขึ้น สือเหอที่มีค่ายกระบี่ที่ล้ำเลิศ หรือแม้แต่เจ็ดแปดคนที่แพ้ให้กับหลินเฟยเอง ก็ล้วนโดดเด่นไม่เท่ากับคนคนหนึ่ง…
คนคนนั้นก็คือ “ชิวเย่หัว”
เซียนหญิงหุบเขาอวี้เหิงที่มีกายเย่หัวแต่กำเนิด บัดนี้ถือว่าเปล่งประกายเจิดจรัสมากเลยทีเดียว…
บนแท่นประลองนั้น นางสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้แปดครั้งติด แถมทุกครั้งยังชนะด้วยกระบวนท่าเดียวเท่านั้น แม้แต่กระบี่โบราณในมือก็ยังไม่เคยได้ออกจากฝัก เมื่อรวมกับใบหน้าที่งดงามแล้วนั้น จึงทำให้ชื่อเสียงของชิวเย่หัวโด่งดังจนกลบทุกคนในงาน ไม่ว่าจะเป็หลินเฟย สือเหอ หรือแม้แต่ถังเทียนตูแห่งหุบเขาเทียนเฉวียนก็สู้ไม่ได้เลย…
ผู้าุโหุบเขาเทียนจีที่ดูอยู่บนบัลลังก์ถึงกับลั่นวาจาอย่างมั่นใจว่าศิษย์สายตรงครั้งนี้ จะต้องเป็นางแน่นอน…
ทว่าหลินเฟยกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย…
เพราะเส้นทางการบำเพ็ญจะต้องมองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็อย่างไร หลินเฟยล้วนไม่สนใจ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเขามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ เขาจะต้องทำลายทุกอย่างให้สิ้นซากหากใครกล้ามาขวางทางเขา ไม่ว่าจะเป็ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวน หรือกายเย่หัวก็ตาม
เมื่อเทียบกันแล้ว หลินเฟยกลับเป็กังวลจุดอ่อนที่เกิดจากการบรรลุขั้นบำเพ็ญอย่างก้าวะโมากกว่า
ต่างหากปัญหาใหญ่ที่แท้จริงสำหรับเขา…
ก่อนหน้านี้เพราะมีจี้หยวนหยางที่มีมนต์สะกดสามสิบหกสายของตาเฒ่า จึงสามารถข่มจิตมารได้ชั่วคราว แต่หลินเฟยรู้ดีว่ามันไม่ได้ยั่งยืน หากคิดจะกำจัดให้สิ้น จำเป็ต้องใช้เวลาแบบค่อยเป็ค่อยไป…
ตลอดการแข่งทั้งแปดสนาม หลินเฟยไม่ใช้ปราณกระบี่ไท่อี๋และอิ๋นเหวินเลยสักนิด ั้แ่ต้นจนจบเขาใช้เพียงกระบี่หงส์คำรนเอาชนะเคล็ดวิชากระบี่ต่างๆเท่านั้น
ไม่ใช่เพราะความยโสแต่อย่างใด
แต่เพราะการทำเช่นนี้นี่แหละ ที่จะทำให้มีโอกาสเข้าถึงเคล็ดวิชาของคู่ต่อสู้…
เพราะชาติที่แล้วหลินเฟยขลุกอยู่แต่ในหอดาบถึงยี่สิบกว่าปี คัมภีร์ทุกเล่มล้วนผ่านตามาหมดแล้ว หากพูดให้เกินจริงหน่อยก็คือ หลินเฟยเป็คนแรกที่มีความรู้มากสุดของสำนักเวิ่นเจี้ยนในรอบหนึ่งหมื่นปีผ่านมา ทว่าการอ่านกับการเจอกับตัวไม่เหมือนกัน บางอย่างไม่ใช่แค่ผ่านตาก็จะเข้าใจ แต่ต้องผ่านการลงมือด้วยตนเองเท่านั้น เช่น เคล็ดวิชากระบี่เ่าั้นั่นเอง
กล่าวได้ว่านี่ก็คือวิธีการฝึกฝนชนิดหนึ่งของเขาเช่นกัน…
หลินเฟยคิดจะใช้วิธีนี้ฝึกฝนให้รากฐานตัวเองมั่นคงและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อเติมเต็มจุดอ่อนที่จากการบรรลุขั้นบำเพ็ญที่ก้าวะโ
ส่วนผลลัพธ์นั้น…
‘ตอนนี้ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว’
หลังจากผ่านการประลองมาแปดสนามแล้ว หลินเฟยก็รู้สึกได้ว่าจุดอ่อนของตัวเองไม่ได้ร้ายแรงเช่นตอนแรกแล้ว มีบางครั้งที่เหมือนจะสะกดจิตมารไว้ไม่อยู่แต่ครู่เดียวก็ถูกพลังจากจี้หยวนหยางกดข่มลงไปได้ บางทีเมื่องานศิษย์สายตรงนี้จบ จุดอ่อนในตัวก็อาจจะหายเป็ปลิดทิ้งเลยก็ได้…
“ศิษย์พี่หลิน ศิษย์พี่…”
ขณะที่หลินเฟยกำลังจมอยู่กับความคิดตนเอง ก็สะดุ้งขึ้นเพราะเสียงเรียกของซงหยางที่อยู่ด้านข้าง
“ฮะ ว่าอย่างไรนะ?”
“ผากระบี่…” ซงหยางพูดด้วยความตื่นเต้น
“ผากระบี่เชียวนะ…”
“ผากระบี่อะไร?”
“เมื่อกี้ไม่ได้ยินที่เ้าสำนักประกาศหรือ ศิษย์สายในที่เหลือสิบกว่าคนจะมีโอกาสเข้าไปบำเพ็ญที่ผากระบี่สิบวันเชียวนะ!”
“ผากระบี่คือที่ใดกัน…”
หลินเฟยจำไม่ได้ว่าสำนักเวิ่นเจี้ยนมีสถานที่แบบนี้อยู่ด้วย
ระหว่างที่พูดซงหยางก็ดูจะตื่นเต้นยิ่งกว่าเ้าตัวอย่างหลินเฟยเสียอีก
“ที่ด้านหลังหุบเขาเวิ่นเจี้ยน มีหินขนาดั์ที่เรียบลื่นเป็มันวาวก้อนหนึ่ง ้าหินมีรอยกระบี่เก้าสาย ว่ากันว่าเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ได้มีปรมาจารย์ขั้นฟ่าเซิงจากสำนักเวิ่นเจี้ยนได้สร้างผากระบี่นี้ขึ้นมา และเมื่อหลายร้อยปีก่อนนี้เอง นักพรตชื่อฟ่าก็เคยบรรลุขั้นบำเพ็ญที่นั่นมาแล้ว สุดท้ายจึงบันดาลให้เกิดเป็เคล็ดวิชากระบี่เทียนเวิ่นสิบสามกระบวนท่า ที่ได้ชื่อว่าเป็หนึ่งในสุดยอดวิชาของสำนักเวิ่นเจี้ยนเลยทีเดียว…”
“ร้ายกาจเพียงนั้นเชียว?” หลินเฟยได้ยินดังนั้น ก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย เคล็ดกระบี่เทียนเวิ่นสิบสามกระบวนท่า เป็หนึ่งในเคล็ดวิชาส่วนน้อยเท่านั้น ที่ตกทอดมาถึงสำนักเวิ่นเจี้ยนในป้จจุบัน ซึ่งมันก็พอจะมีพลังเข้าตาอยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่านักพรตชื่อฟ่าจะทิ้งไว้ให้ที่ผากระบี่แห่งนี้
‘ดูๆไปแล้วผากระบี่นี่ก็น่าสนใจเลยทีเดียว…’
หนึ่งชั่วยามให้หลัง หลินเฟยก็มาถึงผากระบี่จนได้…
ผาหินขนาดั์ที่มีความสูงประมาณร้อยจ้าง ผิวภายนอกเรียบลื่นเป็มันวาว และ้าของหินก็ปรากฏร่องรอยกระบี่เก้าสายทับซ้อนกันอยู่ รอยกระบี่เหล่านี้ลึกเข้าไปในเนื้อหินหลายฉื่อเลยทีเดียว ดูเผินๆไม่มีความพิเศษอะไรนัก แต่ศิษย์สายในที่เข้ามาได้ ต่างก็มีความสามารถไม่ธรรมดาทั้งนั้น จึงมองออกว่ารอยกระบี่เหล่านี้แม้จะดูลึกเพียงใดแต่กลับไม่กว้างนัก มันมีความกว้างเพียงครึ่งเฟิน*เท่านั้น นอกจากนี้ก็ยังไร้ซึ่งช่องว่างใดๆอีกด้วย…
(*เฟิน หมายถึง 1 เิเ)
‘นี่มันหมายความว่าอย่างไร?’
มันก็หมายความว่าเก้ารอยกระบี่ที่ปรมาจารย์ท่านนี้ฝากไว้ ไม่มีพลังรั่วไหลออกสู่ภายนอกเลยแม้แต่น้อย ส่วนความลับที่แฝงอยู่ เกรงว่าคงจะมีแค่อัจฉริยะด้านกระบี่เท่านั้นที่จะล่วงรู้ได้
เมื่อศิษย์สายในมองไปที่ผากระบี่ ย่อมต่างมีสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพเช่นเดียวกัน...
ไม่ใช่เพียงเพราะผาแห่งนี้เกิดจากฝีมือปรมาจารย์สำนักเวิ่นเจี้ยนเมื่อหลายหมื่นปีก่อนเท่านั้น แต่ยังเป็เพราะพวกเขานับถือในเคล็ดวิชากระบี่อันลึกซึ้งที่เกิดจากเก้ารอยกระบี่นี้
เว้นแต่เพียงหลินเฟย…
หลินเฟยมีท่าทีแปลกประหลาด เขาเหม่อมองไปที่ผากระบี่ที่เรียบเนียบแห่งนี้ สลับกับรอยกระบี่ทั้งเก้าราวกับจมอยู่ในความคิดบางอย่าง หากมองดีๆจะเห็นว่าในดวงตาของหลินเฟยเริ่มจะเจือสีแดงขึ้นมาเล็กน้อย หลินเฟยถึงขนาดเดินขึ้นมาข้างหน้าคิดจะไปััผาหินนั้นอย่างไม่รู้ตัว…
“จะทำอะไร?” ทว่าชั่วขณะที่กำลังจะยื่นมือไปัั กมีเสียงเ็าพลันดังขึ้นจากด้านหลัง
“หื้อ?” ขณะที่กำลังจมอยู่ในภวังค์ เขาก็ถูกเสียงเ็าขัดจังหวะจนได้สติกลับมาเสียก่อน หลินเฟยจึงหันกลับไปมองด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความหงุดหงิด
“ทางที่ดี เอามือนั้นออกไปจะดีกว่า…” คนที่พูดคือถังเทียนตูจากหุบเขาเทียนเฉวียน ชายหนุ่มที่สำเร็จวิชากระบี่ไร้พ่ายผู้นี้ มีกระแสไอิญญาอันเลือนรางรายล้อมทำให้ดูคล้ายกับเซียน์ ไม่ว่าใครที่ได้เห็นก็ล้วนเกิดความยำเกรง
“ผากระบี่ของหุบเขาเวิ่นเจี้ยน ถือเป็หนึ่งในสามสถานที่ต้องห้าม เกรงว่าเ้าจะรับผลของการััซี้ซั้วนั้น!”
“อ้อ?” หลังจากตั้งสติได้แล้ว หลินเฟยก็จ้องถังเทียนตูอยู่นาน ก่อนจะหัวเราะออกมา
“เ้าสำนักให้พวกข้ามาบำเพ็ญที่นี่ ไม่ได้สั่งว่าห้ามจับเสียหน่อย ศิษย์พี่เข้มงวดขนาดนี้ หรือว่าจะมาจากหุบเขาเทียนสิง?”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
