ในที่สุดเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็หนีมาจากสวี่ชิวเยวี่ยได้สักที ก้มมองกระเป๋าที่ถูกยัดใส่มือ ลึกๆ แล้วก็ทนไม่ได้จึงถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วถึงค่อยเดินกลับไปที่เรือน
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกลับมาที่เรือนจึงเล่าเื่สวี่ชิวเยวี่ยให้เยวี่ยเจาหรานฟังแบบคร่าวๆ แม้ว่าเยวี่ยเจาหรานดีใจที่จะได้พูดคุยเื่ของคนอื่นและอยากจะนินทาต่อมากขนาดไหน แต่กลับถูกเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วปฏิเสธ ทั้งสองคนจ้องหน้ากันอยู่พักหนึ่งจึงเริ่มคุยเื่ที่เยวี่ยเจาหรานเตรียมตัวมาหลายวันเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ในการล่าสัตว์ของราชวงศ์ เพื่อเตรียมการล่วงหน้าก่อนไปล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วง
เมื่อเยวี่ยเจาหรานหยิบสมุดที่สวยงามมีประมาณสองสามร้อยหน้าขึ้นมา เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็รู้สึกจนปัญญา นางเอามือกดลงไปบนหน้าปกหนังสือเล่มนี้แล้วพูดกับเยวี่ยเจาหรานอย่างรวบรัดว่า “เ้าพูดย่อๆ ก็พอ”
เยวี่ยเจาหรานขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ แล้วคิดอยู่สักครู่หนึ่งจึงพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก “ก็ได้ ข้าจะพยายามพูดย่อๆ ให้ฟัง”
การล่าสัตว์ของราชวงศ์จะจัดที่เขตลานเขามู่หลาน ลานเขามู่หลานตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของชานเมืองเป่ยจิง เป็เทือกเขาขนาดเล็กไม่ใหญ่มากที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายโดยสมาชิกราชวงศ์ในอดีตมากมาย แม้ว่าเทือกเขาจะไม่สวยงามและขรุขระ แต่ว่าก็ยิ่งใหญ่และจุดเด่นที่สุดก็คือได้รับการซ่อมแซมในทุกๆ ปี และสัตว์ต่างๆ จะถูกเอามาเลี้ยงไว้ในลานเขานี้เพื่อให้ราชวงศ์ได้เพลิดเพลินกับการแข่งม้าและการล่าสัตว์ในระหว่างฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง
นอกจากนั้นในลานเขามู่หลานยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย เพื่อให้ราชวงศ์ได้ท่องเที่ยวและเล่นอย่างเพลิดเพลิน
สำหรับการล่าสัตว์ในฤดูไม้ร่วง เดิมกำหนดให้มีทุกสามปี เพราะภายใต้ระยะเวลาดังกล่าวจะไม่ทำให้เสียสมดุลทางระบบนิเวศวิทยา และทำให้ราชวงศ์พึงพอใจ และรักการล่าสัตว์เป็งานอดิเรก สามารถพูดได้ว่า “ยิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัว”
ระยะเวลาการล่าสัตว์อยู่ระหว่างสามถึงห้าวัน แต่เนื่องจากการล่าสัตว์่ฤดูใบไม้ร่วงครั้งล่าสุดเมื่อสามปีที่แล้วถูกยกเลิกโดยฮ่องเต้เอง โดยวางแผนใช้ระยะเวลาหกปีในการสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็การห่วงใยประชาชนและดูแลราษฎรอย่างเต็มที่เพื่อเป็ฮ่องเต้ที่ดีแทน แต่สุดท้ายฮ่องเต้ก็ไม่มีความสุข ถึงอย่างไรหากต้องอยู่ในวังหลวงตลอดหกปีก็ไม่มีความสุขใช่หรือไม่?
ดังนั้นไม่ใช่เื่ง่ายที่ครั้งนี้ฮ่องเต้จะตัดสินใจมอบวันหยุดสิบวันให้แก่ขุนนางในราชสำนักที่ไม่ได้ติดตามพระองค์ไปล่าสัตว์ โดยทรงจงใจระบุว่าให้ขยายเวลาเพิ่มเป็สิบวัน เพื่อไม่ให้ทุกคนเข้าใจผิดคิดว่าฮ่องเต้เป็คนที่ชอบเสพสุขในการสังหาร ปีศาจเ้าเล่ห์ของพวกเรานั้นทั้งฉลาดและมีไหวพริบสามารถคิดข้อแก้ตัวได้ดี นั่นคือ…
ลิขิตฟ้า
พอพูดถึงตรงนี้ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็อดไม่ได้ที่จะแสดงหน้างุนงง เมื่อเห็นว่าเยวี่ยเจาหรานไม่ได้สนใจตนเอง อีกทั้งยังเตรียมที่จะพูดหน้าถัดไป เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็ไม่ยอมปล่อยผ่าน จึงเอ่ยถามว่า “เฮ้… ทำไมเ้าไม่อธิบายล่ะว่าลิขิตฟ้าคืออะไรกันแน่?” นางค่อนข้างสงสัย ไม่แน่ว่านางอาจจะใช้เหตุผลนี้เพื่อปฏิเสธเื่แต่งงานกับสวี่ชิวเยวี่ยบ้างก็ได้
เยวี่ยเจาหรานเผลอยิ้มออกมาเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วพูดต่อว่า “เ้าจะปฏิเสธงานแต่งงานกับสวี่ชิวเยวี่ยยังต้องใช้ลิขิตจากฟ้าหรืออย่างไร? ข้านึกว่าเ้าจะใช้วิธีแค่ส่ายหัวสามครั้งให้นางน้ำตาไหลจนพูดอะไรไม่ออก...”
...
เพื่อป้องกันไม่ให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเอาเื่ตน เยวี่ยเจาหรานย่อมรู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรต่อ เขาจึงเริ่มอธิบายเกี่ยวกับลิขิตฟ้าของฮ่องเต้
เดิมที หลังจากขยายเวลาการล่าสัตว์ครั้งนี้เป็ความประสงค์ของฮ่องเต้ ยังมีเื่ราวเกี่ยวกับลิขิตฟ้าเพิ่มเข้ามา ได้ยินมาว่าฮ่องเต้มีความตั้งใจที่จะฟื้นฟูการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงประมาณเดือนเก้า และได้นำขึ้นมาพูดในราชสำนักสองสามครั้ง จึงทำให้พวกขุนนางนั้นกังวล สามปีที่แล้วฮ่องเต้ไม่ได้ออกล่าสัตว์ยังคิดว่าทรงไม่รีบร้อนอะไร แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็เพียงแค่แผนถ่วงเวลา? ขุนนางในท้องพระโรงถึงกับไปไม่เป็ นิ่งงันกันหมดพาให้ใจสั่น?
ประการที่สอง ขณะนี้ที่หูโจวยังมีอาหารและหญ้าไม่เพียงพอ ประชาชนเริ่มพูดกันบ้างแล้ว ถ้าหากรีบล่าสัตว์ใน่เวลานี้ เกรงว่าจะถูกประชาชนกล่าวหาว่าฮ่องเต้ไม่สนใจไม่ดูแลราษฎร คิดอยากจะสังหารนองเืเพียงอย่างเดียว
ฮ่องเต้รู้สึกโกรธมากเมื่อในฟังคำชี้แนะของพวกขุนนาง แต่ลึกๆ ก็รู้สึกว่าคำชี้แนะของพวกขุนนางนั้นถูกต้อง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คิดถึงความหลังเมื่อสามปีก่อนที่มัวแต่อยู่ในราชวัง ไม่ได้ออกไปล่าสัตว์ ในขณะเดียวกันก็ใช้สมองอันน้อยๆ คิดไม่หยุดเพื่อหาเหตุผลอะไรดีที่ให้ตนเองได้ออกไปล่าสัตว์
เป็เื่บังเอิญที่ฮ่องเต้ทรงพระสุบินในคืนวันที่ยี่สิบแปดเดือนเก้า ในฝันทรงได้ยินว่าเหล่าทวยเทพลงมาในพระสุบิน โดยตรัสว่าการล่าสัตว์ครั้งนี้มีเหตุการณ์รอฮ่องเต้อยู่ที่ลานเขามู่หลาน หลังจากฮ่องเต้ตื่นบรรทม ทรงพระเกษมสำราญราวกับเด็กน้อย ด้วยวิธีนี้จึงทำให้ได้ไปล่าสัตว์และถือโอกาสนี้เพิ่มจากห้าวันเป็สิบวัน
หลังจากฟังคำอธิบายอย่างสมจริง เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วส่ายหัวไม่หยุดแล้วพูดว่า “ฉลาด ฉลาดเสียจริง มิน่าล่ะถึงสามารถเป็ฮ่องเต้ได้ แต่ข้าไม่สามารถทำได้...ข้าว่าเป็เื่ราวที่พระองค์ทรงคิดตลอดทั้งวัน พอนอนแล้วเก็บไปฝันเสียมากกว่า? ถ้าไปล่าสัตว์ที่ลานเขามู่หลานครั้งนี้ไม่มีอะไรจากสรวง์ลงมา เช่นนั้นผู้ที่ถูกฉีกหน้าก็คือฮ่องเต้หรือไม่ก็ทวยเทพที่มาเข้าฝัน”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ครุ่นคิดไม่หยุดถึงกับยกมือขึ้นมาลูบคางตัวเองและหรี่ตาลง เพียงได้ยินเยวี่ยเจาหรานหัวเราะเบาๆ สองครั้ง ถึงพูดขึ้นมาว่า “จะโทษใครไม่สำคัญ ที่สำคัญคือฮ่องเต้ได้ทำตามความปรารถนาของตนและได้ไปล่าสัตว์อย่างราบรื่น ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งฮ่องเต้เมื่ออยู่วังหลวงนานๆ ก็คงต้องเบื่อ พระอาทิตย์ยังไม่ทันโผล่ขึ้นมาจากฟ้าก็ต้องตื่นจากที่บรรทมเพื่อจัดการฎีกามากมายที่เหล่าขุนนางถวายขึ้นไป พอตกกลางคืนก็ต้องจุดตะเกียงอ่านหนังสือราชการในแคว้น เ้ายังคิดว่าตำแหน่งนี้ง่ายและสบายอีกหรือ?”
เยวี่ยเจาหรานรินน้ำชาให้ทั้งคู่คนละถ้วย หยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อว่า “นอกจากนี้ ตอนนี้ประชาชนที่ประสบภัยในหูโจวได้รับการช่วยเหลือเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว ถ้าการล่าสัตว์ครั้งนี้ได้รับชัยชนะกลับมา จะสามารถเรียกขวัญกำลังใจให้กับกองทัพได้ และจะทำให้ประชาชนมีกำลังใจมากขึ้น ถ้าฮ่องเต้ใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ ข้าคิดว่าทุกคนจะทำงานร่วมกันได้อย่างสามัคคีและรวมพลังกันได้อย่างเต็มที่”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่กำลังดื่มน้ำชาอยู่นั้นก็ฟังที่เยวี่ยเจาหรานพูดแม้ว่าบางคำจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แต่ก็มีบางประโยคที่ติดอยู่ในใจ และผ่านไปสักพักจึงพูดขึ้นต่อว่า “ใช่แล้ว ฮ่องเต้ของพวกเราไม่ใช่คนอ่อนแอและไร้ความสามารถ ในด้านกลยุทธ์สามารถเรียกได้ว่าเป็ผู้ที่มีพร์เลยทีเดียว”
“สาวน้อยอย่างเ้า ช่างกล้าหาญเสียจริง กล้าวิจารณ์ฮ่องเต้เลยหรือ?” เยวี่ยเจาหรานยกยิ้มอย่างหยอกล้อ และวางถ้วยน้ำชาในมือลง
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่เคยกลัวสิ่งใด นางแค่เอียงศีรษะแล้วพูดต่อว่า “ถึงอย่างไรเ้าก็ไม่เอาไปป่าวประกาศหรอก แล้วอีกอย่างสิ่งที่ข้าพูดไม่ใช่สิ่งที่ดีหรอกหรือ? ข้ายกย่องเขาเหมือนมาจาก์...”
“ดีดีดี ถือว่าเป็คำชม หากฮ่องเต้ทรงได้ยิน คงแต่งตั้งเ้าเป็แม่ทัพใหญ่ทันทีเป็แน่” เยวี่ยเจาหรานพูดจบด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดเสริมอีกว่า “ตอนนี้ดึกแล้ว ในเมื่อตอนนี้เ้าพอเข้าใจเื่การล่าสัตว์ งั้นเ้าก็รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า แล้วยังต้องเข้าร่วมพิธีอีก เกรงว่าเ้าอาจจะเหนื่อย”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่ได้พูดอะไรอีก เขาฟังตามที่เยวี่ยเจาหรานพูด จึงอาบน้ำเข้านอน เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงในวันพรุ่งนี้
