เสียงลมกระหน่ำพัดใส่สองหู ใบหน้าก็ถูกอากาศกรีดใส่จนปวดแปลบ แม้เซียวปินจื่อจะเตือนให้โคจรพลังิญญาเพื่อป้องกันร่างแล้ว แต่เพราะเป็ครั้งแรกที่ไป๋หยุนเฟยได้มีประสบการณ์เหินบินเช่นนี้ มันจึงตอบสนองช้าไปชั่วขณะ
เห็นโล่พลังสีแดงแผ่ออกจากด้านหน้ามาป้องกันไป๋หยุนเฟยกับซ่งหลินเอาไว้ ที่แท้เซียวปินจื่อก็ผนึกพลังกางเป็โล่เพื่อป้องกันให้
ไป๋หยุนเฟยรู้สึกตัวเบาหวิวปราศจากความอึดอัดผิดปกติอีก พลังิญญาที่แผ่ออกมาปกป้องอยู่รอบกายนี้ขวางกั้นแรงลมเอาไว้ด้านนอกจนไม่อาจเล็ดรอดเข้ามา เมื่อมองดูโล่พลังธาตุไฟที่ราวกับเป็โล่จริงจับต้องได้ ไป๋หยุนเฟยก็ลอบทอดถอนใจ นี่ไม่ได้เกิดจากพลังของวัตถุิญญา แต่เกิดจากผู้าุโใหญ่ใช้พลังผนึกขึ้นเป็โล่ ตัวมันในยามนี้ ยังไม่อาจทำได้แม้แต่หนึ่งในร้อยของท่านผู้เฒ่าเลย
จากนั้นเมื่อสายตากวาดมองลงเบื้องล่าง ก็พบว่าตนเองกำลังอยู่เหนือพื้นดินหลายร้อยวา โดยมีภาพทิวทัศน์ผ่านลับไปเื้ัอย่างรวดเร็ว และชั่วขณะที่มันก้มมองอยู่นั้น ก็ได้เห็นกลุ่มอาคารสิ่งปลุกสร้างวาบผ่านเข้าสู่คลองจักษุ
“เอ๊ะ? นั่นคือ...” ไป๋หยุนเฟยตะลึงงันก่อนจะหันกลับไปมอง แต่สองตาก็ได้เห็นเพียงจุดเล็กจุดน้อยกำลังลับตาไป ด้วยความสงสัยมันจึงเอ่ยถามซ่งหลินที่อยู่ด้านหลัง “พี่ซ่งหลิน เมื่อครู่นั้นคือ...”
ซ่งหลินพยักหน้าพลางกล่าวว่า “อืม มิผิด เมื่อครู่ที่เราผ่านมานั้นก็คือเมืองชีเหยียน”
นั่นเป็เมืองชีเหยียนจริงๆ!!
ไป๋หยุนเฟยแตกตื่นตะลึงลาน จากนั้นจึงหันกลับไปมองด้านหลังอีกครั้งด้วยสายตาเหม่อลอย --- เมื่อครู่เวลาผ่านไปเท่าใดแล้ว? ชั่วน้ำเดือด? หรือไม่กี่อึดใจ? เหินบินจากเขาชีเสียเพียงครู่เดียวก็มาถึงเมืองชีเหยียนแล้วหรือ? มันแทบจะร้องบอกว่าเมื่อครั้งที่เดินเท้าไปยังที่นั่น พวกมันใช้เวลากว่าครึ่งวันเชียวนะ!!
ซ่งหลินยิ้มพลางกล่าวว่า “กระบี่วายุละมุนของผู้าุโใหญ่ เป็วัตถุิญญาเหินบินซึ่งเร็วที่สุดในสำนักช่างประดิษฐ์แล้ว ยามนี้ท่านผู้เฒ่าแบ่งพลังส่วนหนึ่งมาปกป้องพวกเราสองคนเอาไว้ ไม่เช่นนั้นหากบินสุดกำลังแล้ว ยังสามารถเร็วยิ่งกว่านี้ได้อีก”
“ยังเร็วกว่านี้ได้อีก...” ไป๋หยุนเฟยอับจนถ้อยคำ ขณะก้มมองกระบี่วายุละมุนใต้ฝ่าเท้า ในใจก็บังเกิดความอิจฉาเลื่อมใสขึ้น “หากว่าใช้สิ่งนี้บินกลับเมืองลั่วซี ไม่ทราบจะใช้เวลาเท่าใด? สิบวัน? หรือจะเพียงไม่กี่วันเท่านั้น?”
“จริงสิพี่ซ่ง ต้องมีความสามารถระดับใด จึงจะสามารถหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาเหินบินขึ้นได้?” ขณะที่ไป๋หยุนเฟยบังเกิดความอิจฉาก็ฉุกคิดถึงปัญหานี้ขึ้นได้
“วัตถุิญญาเหินบินหรือ? อย่างน้อยต้องเป็บรรพิญญาระดับปลายจึงจะสามารถหลอมประดิษฐ์ได้ แต่วิธีการออกจะแตกต่างและซับซ้อนกว่าการหลอมประดิษฐ์อย่างอื่น แม้แต่ข้าในยามนี้ก็แค่พอจะฝืนดึงดันหลอมวัตถุิญญาเหินบินชนิดเรียบง่ายได้เท่านั้น ทั้งยังความเร็วไม่มากนัก เพียงเร็วกว่าการวิ่งราวสามเท่าเท่านั้น“
“ต้องเป็บรรพิญญาระดับปลายเชียวหรือ...” คำตอบของซ่งหลินสร้างความผิดหวังให้แก่ไป๋หยุนเฟยยิ่งนัก มันยังไม่ทราบว่าจะบรรลุด่านบรรพิญญาระดับกลางเมื่อใดด้วยซ้ำ สำหรับระดับปลายก็ยิ่งห่างไกลออกไปอีก ไป๋หยุนเฟยยามนี้จึงได้แต่กลับมาใคร่ครวญอีกครั้งว่าจะใช้ก้อนอิฐในการเหินบินไปก่อนดีหรือไม่...
……
ทั้งสามเดินทางออกจากเขาชีเสียในยามพลบค่ำ ระหว่างที่เหินบินอยู่กลางอากาศนั้น แม้แต่ไป๋หยุนเฟยเองก็ไม่แน่ใจว่าเดินทางด้วยความเร็วเท่าใด ผ่านไปไม่นานท้องฟ้าก็มืดมิดลง แม้แต่ภาพทิวทัศน์เบื้องล่างก็ไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจนอีก ด้วยพลังฝีมือของไป๋หยุนเฟยยามนี้ หากแผ่ััิญญาออกสำรวจ เกรงว่ายังไม่ทันสำรวจแน่ชัดก็บินผ่านจุดนั้นออกไปไกลแล้ว
ผู้าุโใหญ่เซียวปินจื่อนำป้ายหยกบ่งชีวิตออกมาพิจารณาเพื่อยืนยันทิศทางเป็ระยะ แต่นอกจากนั้นก็นิ่งเงียบไร้คำพูด ไป๋หยุนเฟยกับซ่งหลินหลังจากพูดคุยเพียงเท่านั้นก็นิ่งเงียบไป แล้วทั้งสามก็ยืนอยู่บนกระบี่บินฝ่าอากาศออกไปอย่างเงียบงัน
แล้วบนท้องนภาในค่ำคืนอันมืดมิดนั้น ก็ปรากฏลำแสงสีเขียวราวกับดาวตกพาดผ่านไป
ระหว่างที่ดวงอาทิตย์กำลังจะเริ่มฉายแสงขึ้นที่ขอบฟ้าเบื้องหน้า ซ่งหลินก็บอกต่อไป๋หยุนเฟยว่า ยามนี้พวกมันออกจากมณฑลผิงชวนแล้วและกำลังเข้าสู่มณฑลอูซานซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก
ระยะทางจากเขาชีเสียมาถึงมณฑลอูซานก็ไม่ต่างกับระยะทางจากเขาชีเสียถึงชายขอบมณฑลเป่ยเหยียน ก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยเดินทางจากรอยต่อมณฑลเป่ยเหยียนกับมณฑลผิงชวนจนไปถึงเขาชีเสีย ใช้เวลาไปทั้งสินเดือนเศษ แต่ยามนี้ด้วยระยะทางเท่าเทียมกัน ผู้าุโใหญ่กลับใช้วัตถุิญญาเหินบินเดินทางโดยใช้เวลาเพียงหนึ่งคืนเท่านั้น!!
สำหรับทั้งสามคนแล้ว การไม่ดื่มไม่กินยืนอยู่บนกระบี่ทั้งวันเช่นนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่ปัญหา จนกระทั่งยามบ่าย เซียวปินจื่อจึงลดความเร็วลง ระหว่างที่ถือป้ายหยกบ่งชีวิตเอาไว้ในมือ ก็ใช้สีหน้าจริงจังมองไปยังทิศทางที่ป้ายหยกชี้ทางบอก
ขณะที่เริ่มมองเห็นอย่างเลือนรางว่าเบื้องหน้าที่ห่างไกลออกไปมีเงาของคูรอบเมืองอยู่ ซ่งหลินก็เอ่ยปากขึ้น “ผู้าุโใหญ่ ด้านหน้าคล้ายกับจะเป็เมืองฉินเฟิง”
“เมืองฉินเฟิง?” เซียวปินจื่อละสายตาจากป้ายหยกก่อนจะมองไปเบื้องหน้า “ตระกูลเซียวเมืองฉินเฟิงเป็พันธมิตรกับตระกูลเย่ ทั้งสองตระกูลมีความสัมพันธ์อันแแ่ เจียงฟ่านเองก็อยู่เบื้องหน้าไม่ไกล หรือว่า... เื่นี้จะเกี่ยวข้องกับตระกูลเซียว?”
“บางทีตระกูลเซียวอาจจะทราบเื่ก็ได้ ลองไปสอบถามตระกูลเซียวสักหน่อยดีหรือไม่?” ซ่งหลินเสนอขึ้น
เซียวปินจื่อนิ่งเงียบไปชั่วครู่จากนั้นจึงพยักหน้ากล่าวว่า “เช่นนั้นก็ดี ไปถามดูสักหน่อย”
แล้วกระบี่ก็เร่งความเร็วขึ้นอีกครั้ง โดยมีจุดหมายอยู่ที่เมืองฉินเฟิงที่อยู่เบื้องหน้า
ขณะจะถึงเมืองฉินเฟิง เซียวปินจื่อก็เพ่งสายตาพร้อมกับแผ่พลังิญญาอันกล้าแข็งออกกวาดสำรวจทั่วทั้งเมือง แต่แล้วจู่ๆก็ขมวดคิ้วกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “ทารกหญิงแซ่ถังก็อยู่ด้วย?!”
“เอ๊ะ? ผู้าุโใหญ่ เมื่อครู่ท่านว่าอะไร? ทารกหญิงแซ่ถัง?” ไป๋หยุนเฟยงงงันวูบ จากนั้นจึงถามด้วยความสงสัย “ท่านบอกว่า... ซินหยุนก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ?”
เซียวปินจื่อพยักหน้า “อืม เป็ทารกหญิงแซ่ถังจริงๆ”
“แต่ว่าซินหยุนติดตามผู้าุโที่สามออกจากสำนักไปไม่ใช่หรือ? หรือว่า... จุดหมายของพวกนางคือที่นี่?”
“ไม่ใช่ แต่ว่าจุดหมายของชางอวี่นั้นอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าใดนัก หากเดาไม่ผิด ชางอวี่คงได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเจียงฟ่าน จึงรีบเร่งเดินทางมาถึงที่นี่...” เซียวปินจื่อนิ่งงันไปชั่วขณะ หลังจากเงยหน้าไปมองทางมุมตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองฉินเฟิงซึ่งมีคฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งอยู่ จึงกล่าวว่า “รายละเอียดที่แน่ชัด ไว้รอพบกับทารกหญิงแซ่ถังก็จะทราบเอง!”
กระบี่เบี่ยงทิศทางเล็กน้อย จากนั้นก็พุ่งวาบไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่นั้น...
……
เมืองฉินเฟิงตั้งอยู่ที่ใจกลางของมณฑลอูซาน ไม่เพียงแต่จะเป็เมืองหลวง แต่ยังเป็เมืองใหญ่ที่สุดของมณฑลอีกด้วย ภายในเมืองแห่งนี้มีสองตระกูลใหญ่คือตระกูลเซียวกับตระกูลซุน ทั้งสองตระกูลมิเพียงไม่ได้เป็มิตรต่อกัน ยังถึงกับเป็ศัตรูที่ขัดแย้งมาตลอดหลายสิบปีจนไม่อาจไกล่เกลี่ยคืนดีกันได้อีกแล้ว แต่ยังดีที่ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายยังถูกจำกัดอยู่ในเมืองฉินเฟิงเท่านั้น
ที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองฉินเฟิง ซึ่งเป็ที่ตั้งของตระกูลเซียว มีเงาร่างของชายชราในอาภรณ์สีม่วงยืนเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยสีเหน้าเคร่งเครียด --- คนผู้นี้คือผู้นำตระกูลเซียว นามว่าเซียวหราง
“บิดา เกิดอะไรขึ้น?” จู่ๆชายวัยกลางคนก็พลันปรากฏตัวจากทางด้านหลัง ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย
เซียวหรางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “มีคนมา! พลังร้ายกาจ... พลังิญญากล้าแข็งเช่นนี้ อย่างน้อยต้องเป็เอกะิญญาระดับปลาย! หรืออาจจะถึงขั้น...”
‘ราชันิญญา’สามคำนี้มันกลับไม่ได้กล่าวจากปาก เนื่องเพราะเกรงจะสร้างความแตกตื่นจนเกินไป
เซียวซินกล่าวด้วยความตระหนก “มุ่งหน้ามายังตระกูลเซียวของเราหรือ? หรือว่าตระกูลซุนหาผู้ช่วยมาอีกแล้ว?”
เซียวหรางส่ายหน้าเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ดูแล้วอีกฝ่ายปราศจากเจตนาร้าย แต่ก็ยากจะคาดเดาวัตถุประสงค์... ยามนี้จะหนีก็ไม่ทันการณ์แล้ว คงได้แต่รอดูสถานการณ์ก่อนค่อยตัดสินใจ!”
หลังจากกล่าวจบไม่ถึงอึดใจ ก็มีลำแสงสีเขียวพุ่งวาบเข้ามาจากที่ห่างไกล เพียงกระพริบตาไม่กี่ครั้งก็มาถึงภายในสวนแล้ว หลังจากลำแสงหายวับไป ก็มีร่างของหนึ่งชราสองฉกรรจ์ยืนห่างจากทั้งคู่ไปหกเจ็ดวา
เซียวหรางกวาดตามองทั้งสามแวบหนึ่ง จากนั้นก็ใช้สายตาอันแตกตื่นพิจารณาดูซ่งหลินโดยละเอียด หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ยปากถามขึ้น “ท่านคือ...”
ซ่งหลินพยักหน้าแก่เซียวหรางเล็กน้อย จากนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ผู้าุโเซียว ไม่พบกันนานหวังว่าท่านคงสบายดี ข้าคือซ่งหลินจากสำนักช่างประดิษฐ์ ก่อนหน้านี้ท่านกับข้าเคยได้พบหน้ากันมาหลายครั้งแล้ว”
“ซ่งหลินแห่งสำนักช่างประดิษฐ์!” เซียวหรางชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นจึงกล่าวด้วยความยินดี “ข้าเข้าใจว่าจำคนผิดไปแล้ว เป็ท่านจริงๆ!”
ซ่งหลินยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า ผู้าุโเซียวยังจำข้าได้ ช่างน่ายินดีนัก... ข้ายังกังวลว่าจะยืนยันตัวตนอย่างไรดี”
“คิดไม่ถึงว่าหลานซ่งหลินจะมาเยือนตระกูลเซียวของข้าได้ เชิญเข้ามาข้างในก่อน พวกเราไปสนทนากันในห้องจะดีกว่า” แม้ซ่งหลินจะมีพลังฝีมือด้อยกว่า แต่เซียวหรางก็ไม่ได้ละเลยเ็ากับมันแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับรีบเชิญทั้งสามเข้าไปที่ห้องโถงใหญ่ด้วยความกระตือรือร้น
หลังจากเชิญแขกนั่งลงแล้วก็สั่งให้บ่าวไพร่จัดเตรียมน้ำชามารับแขก จากนั้นเซียวหรางจึงเอ่ยปากถาม “หลานซ่งหลิน ทั้งสองท่านนี้คือ...”
เซียวหรางเหลือบมองไปยังเซียวปินจื่อด้วยสายตานอบน้อมยำเกรง เนื่องเพราะทราบกระจ่างว่าพลังอันกล้าแข็งที่ััได้เมื่อครู่นั้น มาจากผู้าุโท่านนี้เอง มิหนำซ้ำการที่ไม่อาจหยั่งถึงพลังฝีมือที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้ ก็ยิ่งทำให้เซียวหรางบังเกิดความตื่นตระหนกยำเกรงยิ่งกว่าเดิม ส่วนไป๋หยุนเฟยนั้น มองเพียงแวบเดียวก็ทราบว่าเป็บรรพิญญาระดับต้นเท่านั้น จึงคาดว่าจะเป็ศิษย์รุ่นใหม่ของสำนักช่างประดิษฐ์ และเป็ศิษย์น้องของซ่งหลิน
ซ่งหลินจึงกล่าวแนะนำว่า “ผู้าุโเซียว ท่านนี้คือผู้าุโใหญ่สำนักช่างประดิษฐ์ ท่านนี้คือศิษย์สายตรงคนใหม่ที่อดีตเ้าสำนักจื่อจินเพิ่งรับไว้ มีนามว่า ไป๋หยุนเฟย”
“ผู้าุโใหญ่!!” แม้จะพอคาดเดาได้ว่าชายชราท่านนี้ต้องมีฐานะไม่ต่ำทรามอย่างแน่นอน แต่เมื่อได้ทราบว่าเป็ถึงผู้าุโใหญ่แห่งสำนักช่างประดิษฐ์แล้ว เซียวหรางก็ยังอดที่จะตื่นตะลึงไม่ได้ แต่หลังจากนิ่งงันไปครู่ใหญ่ก็หันไปมองที่ไป๋หยุนเฟย “เมื่อครู่ท่านว่าอะไร? สหายน้อยท่านนี้คือ... ศิษย์สายตรงคนใหม่ที่อดีตเ้าสำนักจื่อจินเพิ่งรับเข้ามา? ถ้าเช่นนั้นก็ต้องเป็...”
ซ่งหลินพยักหน้ากล่าวว่า “มิผิด หากนับตามาุโแล้ว เขามีศักดิ์เป็อาจารย์อาของข้า... และยังเป็ศิษย์น้องของอาจารย์อาเจียงฟ่านอีกด้วย”
