ความจริงก็เห็น ๆ กันอยู่แล้วว่าลีซื่อไห่จะมีจุดจบอย่างไรต่อให้สำนักวรยุทธ์ชางจะไม่ลงมือจัดการกับเขาโดยตรงคนผู้นี้ก็ไม่มีทางพบจุดจบที่ดีไปกว่านี้แน่และดูเหมือนจุดจบของอันเจิงจะน่าปวดหัวไม่น้อย
เพียงครึ่งวันเื่นี้ก็กระจายออกไปทั่วแล้วพื้นที่มากกว่าครึ่งของเมืองฟางกู้ต่างก็ลือเื่นี้กันอย่างอื้ออึงและมีหลายอย่างถูกเติมแต่งจนมีเนื้อหารุนแรงกว่าเดิมมาก เพียงไม่นานทุกคนก็รู้แล้วว่าสำนักวรยุทธ์มีผู้ควบคุมการสอบที่ชื่อลีซื่อไห่ เพื่อเงินแล้วเขาบีบจนทหารจากชายแดน ทหารที่ยอมรบราต่อสู้ ยอมเสียเืเสียเนื้อเพื่อแคว้นเยี่ยนทหารที่เคยสร้างผลงานแก่แผ่นดินมามากมายต้องถึงแก่ความตายไปเป็จำนวนมาก
ฝูงคนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางไปที่สำนักวรยุทธ์ชางมากขึ้นเรื่อย ๆจนหน้าสำนักมีคนอัดแน่นอยู่เต็มไปหมดแล้ว
มนุษย์เป็สิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดมากพวกเขามักจะถูกยุแยงด้วยความรู้สึกบางอย่างเสมอเมื่อความโกรธเกรี้ยวแผ่กระจายออกไป เสียงโหวกเหวกโวยวายหน้าสำนักวรยุทธ์ชางก็ดังแสบแก้วหูมากขึ้นไปด้วย
แต่อันเจิงหนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์กลับนั่งอยู่ในห้องห้องหนึ่งของสำนักวรยุทธ์ชางอย่างสงบโดยไม่มีกุญแจมือพันธนาการเอาไว้เลยด้วยซ้ำ
ผู้ที่นั่งอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับอันเจิงก็คือห่าวผิงอันเสนาบดีของหน่วยทหารที่เร่งออกมาจากหน่วยทหารอย่างรีบร้อนนั่นเอง
“เมื่อเจ็ดสิบเจ็ดปีก่อนเหวินหวางเซี่ยรับสั่งให้สร้างสำนักวรยุทธ์ชางขึ้นและเ้าสำนักคนแรกก็คือโจวอันไห่ เสนาบดีของหน่วยทหารนั่นเอง แม้ต่อมาสำนักวรยุทธ์ชางกับหน่วยทหารจะห่างเหินกันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่หน่วยทหารก็พยายามรักษาความยุติธรรมภายในสำนักวรยุทธ์มาโดยตลอดั้แ่ตอนนั้นเป็ต้นมา หน่วยทหารกับราชสำนักก็พยายามสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่ดีงามแก่สำนักวรยุทธ์ชางมาตลอดทว่าทั้งหมดนั้นกลับถูกเ้าทำลายลงด้วยเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งวันเท่านั้น”
ดูเหมือนห่าวผิงอันจะโกรธขึ้นมาอย่างอดไม่ได้และความโกรธของเขาก็รุนแรงไม่ต่างไปจากคลื่นั์เลย
ส่วนหนึ่งของความโกรธเกิดขึ้นจากการไม่รู้กาลเทศะของอันเจิงทว่าอีกส่วนกลับมาจากการได้รู้ว่า แท้จริงแล้วสำนักวรยุทธ์ชางที่เขาเคยคิดว่าใสสะอาดมาตลอดก็สกปรกและแปดเปื้อนไม่ต่างกัน เขาเคยแนะนำต่อหน้าผู้อื่นมานับครั้งไม่ถ้วนว่า สำนักวรยุทธ์ของหน่วยทหารเป็สำนักศึกษาที่ยุติธรรมมากที่สุดเพราะสำนักวรยุทธ์ชางไม่ได้เป็หน้าเป็ตาแก่หน่วยทหารเท่านั้นแต่ยังเป็หน้าเป็ตาให้กับแคว้นเยี่ยนด้วย
แต่เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นเขาก็รู้สึกราวถูกตบหน้าอย่างจังเมื่ออันเจิงทำลายความเชื่อมั่นของเขาลงอย่างไม่มีชิ้นดี และที่ด้านนอกประชาชนนับร้อยนับพันก็ยังคงก่นด่าราวเป็การตบหน้าเขาอย่างต่อเนื่อง
ห่าวผิงอันนิ่งเงียบไปนานก่อนจะถอนหายใจออกมาในที่สุด“เ้ารู้หรือไม่ว่าเ้าให้เหตุผลในการละเว้นโทษแก่ข้ากับราชสำนักด้วย”
อันเจิงพยักหน้า “ข้ารู้”
ห่าวผิงอันรู้สึกเกินคาดเล็กน้อย“เ้ารู้แล้ว ดังนั้นจึงเลือกที่จะทำเช่นนี้ เ้าไม่ได้ทำลงไปเพราะความวู่วามแต่ทำไปเพราะวางแผนมานานแล้วใช่หรือไม่?”
อันเจิงตอบกลับไป“ไม่ถือว่าวางแผนอะไรหรอก แค่คิดมาหนึ่งวันหนึ่งคืนเท่านั้น”
ความโกรธประกายขึ้นบนสีหน้าของห่าวผิงอันอีกครั้ง“เพราะฉะนั้น เ้าคิดว่าข้าควรจะไปจากหน่วยทหาร เพราะฉะนั้น เ้าคิดว่าสำนักวรยุทธ์ชางควรจะปิดตัวลงและเพราะฉะนั้น เ้าจึงคิดว่าการทำให้เื่นี้กลายเป็เื่ใหญ่เป็การช่วยเหลือหน่วยทหารอย่างนั้นสินะ?”
อันเจิงถามกลับ “ท่านรู้หรือไม่ ทำไมข้าถึงทำให้เื่นี้กลายเป็เื่ใหญ่ได้?”
ห่าวผิงอันไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพราะเขารู้สึกโมโหจนสั่นไปทั้งตัวแล้ว
อันเจิงพูดด้วยท่าทางราบเรียบ“ที่ข้าทำให้เื่นี้กลายเป็เื่ใหญ่ได้ ประการที่หนึ่งเพราะข้ายืนอยู่ด้วยความถูกต้อง ประการที่สองเพราะประชาชนต่างก็เลือกที่จะยืนอยู่ข้างเดียวกับข้า สำนักวรยุทธ์ชางไม่รู้หรืออย่างไรว่าลีซื่อไห่ใช้อำนาจที่มีหาผลประโยชน์เข้าตัว?แน่นอนว่าพวกเขารู้ แต่คนของสำนักไม่ยอมจัดการเสียทีเพราะพวกเขาไม่เก็บเื่นี้ไปใส่ใจ ไม่เห็นว่าเื่นี้สำคัญอย่างไรเล่าพวกเขาอาจจะคิดว่าลีซื่อไห่น่าสงสาร คนที่ไม่มีโอกาสได้เลื่อนขั้นไปตลอดชีวิตแบบนี้หาผลประโยชน์เข้าตัวสักหน่อยจะเป็ไรไป?”
“และนี่ก็คือความคิดของพวกเขาพวกเขาคิดว่านี่เป็สิ่งที่สมควร พวกเขาคิดว่าลีซื่อไห่น่าสงสาร”
อันเจิงพูดต่อ“ในเมื่อข้าคิดมานานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว แน่นอน ข้าย่อมคิดมาแล้วด้วยว่าจะจบเื่นี้ได้อย่างไรจะทำอย่างไรให้ทุกคนเห็นว่า หน่วยทหารยังแข็งแกร่งและมั่นคงดุจขุนเขาเหมือนเดิม”
“ฮ่า ๆ ๆ”
ห่าวผิงอันโมโหจนะเิเสียงหัวเราะออกมา“กล้าเกินตัวไปแล้วหรือไม่”
“ใต้เท้าไม่เชื่อข้ารึ?ความจริงแล้วเื่นี้จัดการง่ายมาก ทำไมประชาชนถึงโกรธ? ทำไมนักเรียนที่เตรียมเข้าทดสอบ หรือสอบเข้าสำนักไปแล้วถึงโกรธ? เพราะมันไม่ยุติธรรมอย่างไรเล่า พวกเขารู้สึกว่าเื่นี้ไม่ยุติธรรมดังนั้น สิ่งที่พวกเขา้าไม่ใช่ให้ใต้เท้าถูกปลดออกจากตำแหน่งและไม่ใช่การให้สำนักวรยุทธ์ชางถูกปิดด้วย เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากสำนักปิดลง นักเรียนจากครอบครัวยากจนก็จะสูญเสียโอกาสแสนล้ำค่าในการพลิกชีวิตและหากใต้เท้าถูกปลด ทุกคนในหน่วยทหารก็ต้องพบกับหายนะ”
“สิ่งที่พวกเขา้าคือคำตอบต่างหาก”
อันเจิงมองเข้าไปในดวงตาของห่าวผิงอัน“หากใต้เท้าเดินออกไปยืนอยู่หน้าประชาชนพวกนั้นแล้วะโบอกพวกเขาว่าจะตรวจสอบเื่นี้อย่างละเอียด จากนั้นก็ทำในสิ่งที่สมควรทำอย่างเด็ดขาดทำให้ทุกคนพอใจด้วยเวลาที่เร็วที่สุด หากทำเช่นนั้นชื่อเสียงของใต้เท้าจะเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดสูงสุดเลย”
“ประชาชนจะรู้สึกว่า แท้จริงแล้วท่านเสนาบดีไม่รู้เื่การฉ้อโกงที่เกิดขึ้นในสำนักวรยุทธ์ชางเลยแม้แต่น้อยเพราะหากท่านรู้ คงจัดการเื่นี้ให้หมดไปั้แ่แรกแล้ว”
อันเจิงพูดต่อไป“ทำไมทางราชสำนักถึงให้ความสำคัญกับเื่นี้? เพราะมันกลายเป็เื่ใหญ่ไปแล้วและคนที่ทำให้เื่นี้กลายเป็เื่ใหญ่ไม่ใช่ข้า แต่เป็ประชาชนต่างหากต่อให้มหาอำนาจทั้งหลายในราชสำนักจะไม่เห็นค่าของประชาชนพวกนี้แต่พวกเขาก็ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนอยู่ดี และหากประชาชนยกย่องท่านจนถึงที่สุดเช่นนี้ทางราชสำนักจะโง่ปลดท่านออกจากตำแหน่งรึ? แม้ข้าจะมาเมืองฟางกู้ได้ไม่นานแต่ก็พอรู้ว่าคนที่จ้องจะเล่นงานท่านเป็ใคร ต่อให้ไทเฮาจะรีบร้อนอยากเล่นงานท่านมากแค่ไหนพระนางก็ต้องฉุกคิดอยู่ดีว่าหากปลดท่านออกไปในตอนนี้ หน่วยทหารจะเป็อย่างไร”
“ข้าได้ยินมาว่าตอนนี้ราชสำนักแต่งตั้งแม่ทัพใหญ่ขึ้นมาอีกคนคนผู้นี้เป็น้องชายของไทเฮา ไทเฮาทรงทำไปเพราะ้าแย่งอำนาจในหน่วยทหาร...แต่พระนางจะกล้าท้าทายทุกคนในหน่วยทหารพร้อมกันรึ?ใต้เท้า...ท่านลองคิดดูเถิด หากท่านล้มลง คนอื่น ๆในหน่วยทหารจะถูกไทเฮากำจัดออกไปหรือไม่? นี่ไม่ใช่เกียรติยศของท่านแค่คนเดียวแต่ยังหมายถึงเกียรติยศของทุกคนในหน่วยทหารอีกด้วย ดังนั้นท่านกังวลเกินไปแล้ว ราชสำนักไม่กล้าทำอะไรท่านหรอก”
อันเจิงยักไหล่ “หากข้าเดาไม่ผิดละก็ าากับไทเฮาจะแค่ตำหนิท่านอย่างหนักในการประชุมครั้งต่อไปเท่านั้นอ้อ!...ไม่แน่ว่าอาจหักเงินเดือนท่านอีกปีหรือสองปี”
ห่าวผิงอันมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง“ในหัวของเ้ากำลังคิดอะไรอยู่นะ”
“ข้า้าให้สำนักวรยุทธ์ชางเป็สำนักวรยุทธ์ที่ใสสะอาด”
ห่าวผิงอันมองตรงเข้าไปในดวงตาของอันเจิง“เ้าไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝงรึ?”
อันเจิงตอบอย่างเด็ดขาด “ไม่มี”
ห่าวผิงอันโบกมือขึ้นไปในอากาศ “เงียบเถอะ”
อันเจิงกระตุกมุมปากขึ้นอย่างงงงวยทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
ห่าวผิงอันพูดขึ้น“อย่าคิดนะว่าข้าไม่รู้ว่าเ้า้าจะทำอะไร เพราะเื่เมื่อวานใช่หรือไม่?เพราะข้าไม่ยอมรับปากเื่ที่เ้าขอเพราะข้าปฏิเสธที่จะให้สตรีเข้าทดสอบ เ้าก็เลยคิดจะล้างแค้นสำนักวรยุทธ์ชางใช่ไหม?”
อันเจิงไม่ตอบ
ห่าวผิงอันลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ก้าวยาว ๆเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าอันเจิง “เ้ามีนิสัยเช่นนี้ แล้วข้าจะวางใจจะกล้าใช้งานเ้าได้อย่างไร! หากในอนาคตข้าทำอะไรให้เ้าไม่พอใจเ้าก็จะแก้แค้นทันที!”
อันเจิงส่ายหน้า“ท่านคิดว่าข้ากำลังแก้แค้นอยู่จริง ๆ รึ?”
อันเจิงลุกขึ้นยืนจากนั้นก็ถอยกลับออกไปหนึ่งก้าว แล้วประสานมือในท่าคารวะ “ใต้เท้า ตอนนี้ในแคว้นเยี่ยนยังมีเด็กหนุ่มอีกสักกี่คนที่ยินดีจะเข้าหน่วยทหาร?มีไม่มากแล้ว เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่าที่ชายแดนมีาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหากได้ไปชายแดนก็แทบจะไม่มีโอกาสรอดกลับมาอีก แล้วคนที่ตายเล่า พวกเขาเป็ใคร? ต่อให้ทหารจะตายเป็พันคน แต่แม่ทัพทั้งหลายก็ยังอยู่ดีคนที่ตายล้วนเป็ทหารธรรมดาทั้งสิ้น ดังนั้น พวกเขาจึงเลือกที่จะหลบเลี่ยงยอมหลบซ่อนตัวแต่ไม่ยอมเข้าหน่วยทหาร”
“เพราะราชสำนักเอาแต่รับไม่เคยคิดจะเป็ฝ่ายให้บ้าง แม้แต่คำสัญญาเลื่อนลอยราชสำนักก็ยังไม่เคยให้ด้วยซ้ำอยากให้เด็กหนุ่มที่มีร่างกายแข็งแรงไปเป็ทหาร แต่กลับไม่มีอนาคตที่สมควรจะได้รับแล้วยังต้องออกไปเสี่ยงตายอีก แบบนี้ใครจะอยากไป?”
“หากจะเปลี่ยนราชสำนักก็ต้องเริ่มเปลี่ยนจากสำนักวรยุทธ์ชางก่อน”
อันเจิงยืดตัวตรงพลางพูดเสียงดัง“เพิ่มการรับนักเรียนจากครอบครัวยากจนให้มากขึ้น ให้คนที่ยากจนมีโอกาสมากขึ้นไม่ใช่แค่คนที่ถนัดด้านบู๊เท่านั้น แต่ด้านบุ๋นก็เช่นกัน แม้สำนักวรยุทธ์จะยิ่งใหญ่มากแต่กลับจำเจเกินไปสักหน่อยกองทัพ้าฝ่ายบุ๋นน้อยกว่าฝ่ายบู๊งั้นรึ? คนที่ไม่เก่งเื่การต่อสู้นำทัพไม่ได้หรือไร?”
“เท่าที่ข้ารู้มา”
อันเจิงมองตาห่าวผิงอันพลางกล่าว “ทางใต้ของแคว้นเยี่ยนมีทหารอยู่สิบหกกองทัพด้วยกันและหนึ่งในแม่ทัพใหญ่ของพวกเขา แม่ทัพต้างจินจวีก็เป็เพียงขุนนางบุ๋นคนหนึ่งเท่านั้นเขาไม่มีพลังและต่อสู้กับใครไม่เป็ แต่กลับทำให้กองทัพชนะขาดได้เสมอ การยอมให้คนที่มีความสามารถด้านบุ๋นเข้าสำนักวรยุทธ์จะทำให้คนยากจนมีความหวังมากยิ่งขึ้นจากนั้น เราก็ต้องมาเปลี่ยนที่หน่วยทหารต่อ เข้มงวดกับกฎของกองทัพมากขึ้นสืบให้แน่ชัดว่ามีนักเรียนที่เดินทางมาสอบกี่คนที่พบกับความอยุติธรรมจากนั้นก็ตามหาคนเ่าั้จนเจอแล้วเชิญพวกเขากลับมาทดสอบ ให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง”
ห่าวผิงอันมีท่าทางราวกำลังคิดอะไรบางอย่าง“เ้าพูดง่ายนัก แล้วเื่กำลังคนกับค่าใช้จ่ายเล่าเ้าจะแก้ปัญหาเื่นี้อย่างไร? หน่วยทหารมีกำลังคนไม่พอมาั้แ่ไหนแต่ไรแล้วจึงหาคนไปเชิญนักเรียนพวกนั้นกลับมาไม่ได้ แล้วไหนจะเื่เงินอีก ทุนของกองทัพยังมีไม่พอเลยทหารที่อยู่ชายแดนก็ยังไม่ได้รับเงินเดือนเลยด้วย!”
อันเจิงตอบกลับไป “ข้ามีเงินหากเื่นี้ได้รับอนุญาต ข้าจะออกเงินค่าใช้จ่ายในการตามหาคนเ่าั้ให้เองหนึ่งแสนตำลึงพอหรือไม่? หากไม่พอข้าให้สามแสนตำลึงพอหรือยัง?”
เมื่อเห็นห่าวผิงอันตาเป็ประกายอันเจิงก็ถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง “ใต้เท้าท่านอย่าได้คิดฆ่าปิดปากและชิงทรัพย์ข้าเด็ดขาดเลยนะ ที่ข้ามีเงินได้เพราะสายตาของข้าล้วนๆ ข้าสามารถตรวจสอบมูลค่าสิ่งของได้ ไม่ว่าจะเป็หินวิเศษ อาวุธวิเศษ หรือสมบัติใดๆ ก็ตาม ไม่เช่นนั้น ใต้เท้าคิดว่าเงินมากมายของข้าได้มาจากไหนกัน?หากใต้เท้ายังไม่เชื่อก็ไปถามโรงจวี้ฉ่างได้เลย”
แน่นอน ห่าวผิงอันรู้ดีว่าโรงจวี้ฉ่างมีหน่วยทหารเป็ผู้สนับสนุนอยู่แล้วอีกอย่าง ประวัติของอันเจิงกับโรงจวี้ฉ่างก็ถูกเขียนเป็รายงานแล้วส่งมาที่โต๊ะของเขาตั้งนานแล้วด้วย
เมื่อเห็นว่าห่าวผิงอันเริ่มโอนเอนไปกับคำพูดของเขาจึงรีบพูดต่อไป“เื่นี้มีผลต่อการกอบกู้ชื่อเสียงของท่านในตอนนี้มากเลยทีเดียวแม้ภาพลักษณ์ของหน่วยทหารจะไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ในสายตาของประชาชนแล้วมันก็ไม่ได้ดีเช่นกัน สู้ใช้เื่นี้ให้เป็ประโยชน์ เปิดโปงการฉ้อโกงของสำนักวรยุทธ์ชางจากนั้นก็ให้หน่วยทหารออกตัวจัดการเื่นี้ด้วยตนเอง และในระหว่างนั้นก็ประกาศกับประชาชนว่าจะเปิดช่องทางการรับทหารให้มากขึ้นไม่ว่าจะคิดอย่างไรนี่ก็เป็แผนที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดแล้ว”
ห่าวผิงอันมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องราวกำลังหนักใจเป็อย่างมาก หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็เริ่มกล่าวขึ้น“ต้องยอมรับเลยว่าเ้าเป็คนฉลาดจริง ๆ อีกอย่างความคิดและมุมมองของเ้าก็แตกต่างไปจากคนอื่นมากเ้าเข้าใจว่าต้องใช้ประชาชนให้เป็ประโยชน์อย่างไร”
อันเจิงตอบ “ใช้กระแสสังคมอย่างไรเล่า”
ดูเหมือนห่าวผิงอันจะสนอกสนใจคำที่อันเจิงเพิ่งพูดออกมาเหลือเกินเขาหัวเราะออกมาพลางกล่าวขึ้น “ให้ประชาชนเป็ตัวควบคุมและเปลี่ยนแปลงราชสำนัก”
“ข้าไม่กล้าพูดแบบนั้นหรอกนะ ดีไม่ดีอาจโดนตัดหัวได้”
ความโกรธที่เคยมีมลายหายไปจนหมด ห่าวผิงอันเริ่มจากโกรธจัดมาเป็หัวเราะในตอนท้ายการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่สลับไปมาทำให้เขารู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
“แม้เ้าจะให้วิธีแก้ไขกับข้าแต่เ้าก็ยังทำผิดอยู่ดีดังนั้น ไม่ว่าอย่างไรเ้าก็ต้องเข้าคุก”
อันเจิงพยักหน้า“อย่าสั่งให้คนเล่นงานข้าจนตายในคุกเล่า”
“ข้ายังต้องใช้เ้าเป็ผู้นำในการสร้างภาพลักษณ์ให้สำนักวรยุทธ์ชางอยู่เ้าไม่ตายหรอก”
อันเจิงต่อรอง “มีห้องเดี่ยวหรือไม่?”
“ได้”
“เตียงใหญ่เล่า?”
ห่าวผิงอันขมวดคิ้วมุ่น“ข้าเป็ถึงขุนนางระดับสองของราชสำนักนะ”
“ดังนั้น?”
“ดังนั้นข้าจึงไม่สะดวกที่จะด่าคนเท่าไหร่”
อันเจิงกระจ่างแจ้งทันใด “เข้าใจแล้วแต่ข้าก็ยังอยากนอนเตียงที่สบาย ๆ หน่อยอยู่ดี”
ห่าวผิงอันสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเขียนบางอย่างลงบนกระดาษ
“เ้าไปเถอะ” เขาบอกแบบนั้น
อันเจิงลุกขึ้นแล้วเดินออกไปด้านนอกแต่เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็วิ่งกลับมามองเสียแล้วว่าห่าวผิงอันเขียนอะไรลงไป
อันเจิงกล่าวพลางทอดถอนใจ “ท่านเป็ถึงขุนนางระดับสองของราชสำนักเชียวนะ”
“หากยังไม่ไปอีก อย่าว่าแต่เตียงเลย แม้แต่ห้องเดี่ยวก็ไม่ได้”
อันเจิงหมุนตัวกลับไป “ไม่ว่าก่อนหน้านี้สำนักวรยุทธ์ชางจะมีชื่อเสียงที่ดีมากแค่ไหนประชาชนก็ยังรู้สึกว่าสำนักห่างไกลจากตนเกินไปอยู่ดี ไกลจนไม่อาจเอื้อมแต่มาตอนนี้ เมื่อสำนักวรยุทธ์ชางชื่อเสียงป่นปี้ ทุกคนก็จะจับตามองกันหมดนี่ถือเป็การทำลาย...ทำลายเพื่อสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งและทุกคนที่จับตามองเื่นี้ก็จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของมัน พวกเขาจะคิดว่าสำนักวรยุทธ์ชางเปลี่ยนไปแล้วและอยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น”
ห่าวผิงอันพยักหน้า “อืม มีเตียงใหญ่”
อันเจิงประกายรอยยิ้มขึ้น “ขอบคุณ”
