ในห้องโถง แสงสีขาวจากหลอดไฟส่องสว่างบนโซฟาพาสเทลอ่อนนุ่มและเงียบสงบ หยางเฉินค่อยๆ เดินเข้ามาในบ้านอย่างระมัดระวัง แล้วเขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า
หลินรั่วซีในชุดนอนผ้าฝ้ายกำลังนอนขดตัวเช่นเดียวกับลูกแมว ใบหน้าหันไปยังทิศทางของประตู ถึงแม้ว่าภายในห้องจะมีระบบควบคุมความร้อนแบบอัตโนมัติ แต่ร่างกายอยู่ในสภาวะนอนหลับแล้วอุณหภูมินี้ยังไม่เพียงพอ
หลินรั่วซีที่นอนขดตัวบนโซฟาเพราะรู้สึกหนาว ริมฝีปากสีชมพูบางเม้มเล็กน้อย
หยางเฉินรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ แต่ก็รู้สึกขบขันเช่นกัน ความคิดของผู้หญิงคนนี้ยากที่จะเข้าใจอยู่เช่นเคย
เขานั่งลงบนโซฟาอย่างเงียบเชียบ ครุ่นคิดว่าจะอุ้มเธอขึ้นไปนอนบนห้องหรือว่าจะนำผ้าห่มมาห่มให้ดี
แต่ในขณะนั้นเอง ดูเหมือนหลินรั่วซีจะััได้ถึงการสั่นะเืข้างกาย เธอลืมตาขึ้นมาหยางเฉินด้วยใบหน้าที่นุ่มนวล
หลินรั่วซีนิ่งอึ้ง เธอใช้ดวงตาที่ยังตื่นไม่เต็มที่จ้องมองหยางเฉินอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน เมื่อยืนยันได้แล้วว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้านี้ไม่ใช่ความฝันเธอก็ลุกขึ้นนั่งทันที
"ผมทำคุณตื่นหรือเปล่า?" หยางเฉินถามด้วยรอยยิ้ม
ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสองคนเป็ระยะเวลาอันยาวนาน เธอมองไปยังนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังที่ตอนนี้เป็เวลาตีสอง
"ฉันดูโทรทัศน์แล้วเผลอหลับไป" หลินรั่วซีพิจารณาหยางเฉินั้แ่หัวจรดเท้า เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่เป็อะไร จากนั้นจึงลุกขึ้นเตรียมตัวเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องของตนเอง
แต่เนื่องจากการนอนผิดท่าเป็ระยะเวลาอันยาวนาน ขาข้างหนึ่งของเธอก็ชาขึ้นมา
"อะ..."
ก่อนที่หลินรั่วซีจะล้มลงไปกระแทกพื้น หยางเฉินรีบเอื้อมมือไปคว้าแขนข้างหนึ่งของหญิงสาวดึงเข้าหาตัวเอาไว้ได้ทันท่วงที
"ผมเห็นคุณหลับสนิทอยู่บนโซฟา ผ้าห่มสักผืนก็ไม่มี ไม่รู้สึกหนาวบ้างหรือไง" หยางเฉินกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม
จากการใกล้ชิดหยางเฉินอย่างฉับพลันทำให้ใบหน้าของเธอแดงขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นหลินรั่วซีก็ได้กลิ่นน้ำหอมผู้หญิงจากตัวเขา เพราะการใกล้ชิดกับเฉียงเวยเป็เวลานาน ทำให้กลิ่นน้ำหอมของเธอติดตัวหยางเฉินด้วยเช่นกัน
ทันใดนั้นความอ่อนหวานของหลินรั่วซีเมื่อครู่พลันหายไปทันที เธอรู้สึกเ็ปหัวใจ กัดริมฝีปากล่างแน่นด้วยความไม่พอใจ ดวงตาคู่งามเริ่มสั่นระริก...
เธออดนอนรอเขากลับบ้านตลอดทั้งคืน ทั้งยังกังวลว่าเขาจะเกิดอันตราย แต่ชายคนนี้กลับออกไปเที่ยวกับผู้หญิงคนอื่น!
"ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่ได้อยากให้นายมาดูแลนะ!" หลินรั่วซีกล่าวอย่างเ็า
หยางเฉินยังไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมหลินรั่วซีถึงโกรธขึ้นมาได้? และสีหน้าน้ำเสียงยังเ็ามาอีกด้วย
เมื่อเห็นปฏิกิริยาดังกล่าวของภรรยาตนเองที่อยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนไปดังนั้นแล้ว หยางเฉินจำต้องยอมปล่อยร่างอันหอมหวานไป และเฝ้ามองเธอขึ้นบันไดไปทีละขั้นๆ ด้วยสายตาอ้างว้าง
"คราวหลังถ้าผมกลับมาช้า ไม่ต้องรอผมนะ ถ้าคุณเหนื่อยก็ไปพักผ่อนเถอะ" หยางเฉินกล่าวด้วยความทุกข์ใจ
หลินรั่วซีหยุดลงฝีเท้าชั่วขณะ แต่ก็ไม่ได้หันกลับมามองหยางเฉินแต่อย่างใด
"อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย ฉันดูทีวีแล้วเผลอหลับไปต่างหาก ไม่ได้รอนายสักหน่อย"
"ดูทีวีแล้วเผลอหลับงั้นเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นคุณคงนึกขึ้นได้แล้วตื่นมาปิดสินะ" รอยยิ้มของหยางเฉินปรากฏขึ้นมา ข้ออ้างนี้ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด
หลินรั่วซีหันศีรษะกลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเธอแดงก่ำ พร้อมหัวเราะในลำคอคล้ายกำลังประชดตัวเอง
"ใช่สิ! ฉันมันโง่เอง! ฉันอยู่ที่นี่เป็ของตาย นายจะออกไปกับผู้หญิงที่ไหนก็ได้! นายอยากไปก็ไป อยากมาก็มา ไม่บอกกล่าวอะไรกันสักคำ แม้แต่โทรศัพท์ยังไม่โทรหา ทำไมฉันต้องรอคนอย่างนายด้วย ในสายตานายฉันคงไม่สามารถตอบสนองความ้าของนายได้ล่ะสิ... ไม่เหมือนผู้หญิง ผู้หญิงที่รอนายเหมือนคนโง่อย่างคืนนี้!”
พูดจบหลินรั่วซีก็สาวเท้าเดินขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว
หยางเฉินยืนอยู่ที่เดิมอย่างโง่งม คำพูดของหลินรั่วซีทำให้เขานิ่งอึ้งไปในทันที
อยากมาก็มา อยากไปก็ไป!?
เมื่อมองเงาร่างเล็กที่ขึ้นบันไดไปทีละขั้นๆ หยางเฉินพลันรู้สึกถึงความกลัวและวิตกกังวลคล้ายกับนี่ไม่ใช่แค่เป็การเดินขึ้นไปชั้นสอง แต่อาจเป็การเดินทางบนเส้นคู่ขนานที่ไม่เคยกัน!
"เดี๋ยวก่อน หลินรั่วซี อย่าเพิ่งไป!" หยางเฉินะโขึ้นในทันที
หลินรั่วซีไม่ได้หันกลับมา เธอเพียงแค่หยุดนิ่ง
ั้แ่อยู่ด้วยกันมา นี่เป็ครั้งแรกที่หยางเฉินเรียกชื่อเต็มของเธออย่างจริงจังขนาดนี้
"หลินรั่วซี ถ้าหากครั้งหน้าผมกลับบ้านช้าอีกล่ะก็ ผมจะต้องโทรหาคุณอย่างแน่นอน มันยากสำหรับผมที่จะอธิบายว่าทำไม เพราะตลอดยี่สิบปีมานี้ ไม่เคยมีใครรอผมกลับบ้านมาก่อน ผมหวังว่าคุณจะเข้าใจ ต่อไปนี้ผมจะโทรหาคุณ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม”
หลินรั่วซีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเธอก็เร่งฝีเท้าขึ้นไปยังห้องนอนของตัวเองและปิดประตูเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอกไปในทันที
หยางเฉินแย้มยิ้มด้วยความขมขื่นเล็กน้อย ในขณะที่ปิดไฟบนเพดานก่อนเขาจะขึ้นไปพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้นหยางเฉินหยิบโทรศัพท์ที่สั่นะเืขึ้นมา และหยิบหูฟังมาเชื่อมต่อเข้ากับโทรศัพท์
"อรุณสวัสดิ์ค่ะที่รัก นี่ฉันทำให้คุณตื่นหรือเปล่า" เป็เสียงของเฉียงเวยพูดขึ้นจากปลายสาย
หยางเฉินปิดตายิ้มกล่าวว่า "ยังจะถามอีก สถานการณ์เป็อย่างไรบ้าง?"
"เลขาฟางและสารวัตรไช่ร่วมมือกันจู่โจมแก๊งตงซิ่งได้อย่างอยู่หมัด แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้น"
"แปลกยังไง?" หยางเฉินถามอย่างเฉื่อยชา
เฉียงเวยกล่าวว่า "ฉันไปบ้านของโจวกวางเหนียนกับสารวัตรไช่ แต่กลับเห็นเขาถูกสังหารไปเสียก่อนก่อนที่เราจะไปถึง ะุพุ่งเจาะเข้าที่หัว และเสียชีวิตในท่าที่กำลังนั่งคุกเข่า"
"แล้วอย่างไงต่อ?" หยางเฉินถามอย่างไม่สนใจ
"โจวตงเฉิงและพรรคพวกบางส่วนหนีไปได้ แต่เพราะการปิดล้อมของเ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ทางเราตามตัวเขาได้ยากขึ้นค่ะ" เฉียงเวยกล่าวด้วยเสียงเศร้า
"ไม่เป็ไร เขาเป็คนที่ไม่มีความทะเยอทะยาน แน่นอนว่าตราบใดที่เรามีมาตรการป้องกันที่นี่ ทุกอย่างก็จะไม่เป็อะไร" หยางเฉินกล่าว
"ฉันก็คิดเช่นเดียวกัน" เฉียงเวยกล่าวต่อว่า "ที่รักคะ ตอนนี้คุณนอนพักผ่อนก่อนเถอะ ฉันขอตัวไปทำธุระต่อก่อนนะคะ"
"ไม่ต้องหักโหมมากก็ได้ แบ่งงานให้เสี่ยวจ้าวกับหรงหรงบ้าง พวกเขาจะได้มีประสบการณ์มากขึ้น"
หลังจากวางสายไปแล้ว หยางเฉินก็ไม่มีกะจิตกะใจจะนอนต่อ วันหยุดสุดสัปดาห์นี้เขาตั้งใจจะทานอาหารเช้าแล้วตรงไปยังโรงพยาบาลเพื่อไปเยี่ยมหยวนเย่ เขาเดินลงไปที่ด้านล่างของบ้าน ป้าหวังจัดวางอาหารบนโต๊ะอย่างสวยงาม ทั้งหอมหวนและน่าทานเป็อย่างมาก
หยางเฉินเห็นหลินรั่วซียังไม่ลงมาก็รู้สึกสงสัย แต่ก็ยังไม่้าผลีผลามบุกเข้าไปในห้องของเธอ
"เมื่อคืนคุณชายกลับบ้านดึก ทั้งยังไม่โทรมาบอกล่วงหน้า นั่นทำให้ป้าและคุณหนูเป็ห่วงคุณชายมาก" ป้าหวังยิ้มกล่าวอย่างโล่งใจ
หยางเฉินถามอย่างงงงวย "หมายความว่ายังไงหรือครับ?"
"เมื่อวานนี้หลังจากอาหารเย็น คุณหนูไช่เอี๋ยนโทรมาบอกว่าทั้งจงไห่กำลังเกิดความวุ่นวายขึ้น แถมเธอกำชับไว้ว่าไม่ให้พวกเราออกจากบ้าน ตอนนั้นคุณชายยังไม่กลับด้วย พวกเราจึงกังวลว่าคุณชายอาจเกิดอันตรายน่ะค่ะ" ป้าหวังกล่าว
คิดหยางคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่หลินรั่วซีนอนขดตัวอยู่บนโซฟา หัวใจของเขาะเิออกด้วยความอัปยศ
"คุณชาย ดูสิคะอาหารยังร้อนๆ เลย ทานให้อิ่มเลยนะคะ" ป้าหวังกล่าวอย่างกระตือรือร้น
"เมื่อคืน คุณหนูลงมือทำอาหารเป็ครั้งแรก แต่เธอกลับบอกว่ามันดูไม่อร่อยเลย”
หยางเฉินสงสัยว่าเขาฟังผิดไปถึงกล่าวขึ้นทันทีว่า "รั่วซี ทำอาหารงั้นหรือครับ?"
"ใช่ อ่า... ผักกาดหอมจานนี้ไงคะ" ป้าหวังชี้ไปที่ผัดผักกาดหอมสีเหลืองเพราะมีน้ำมันงาที่ใส่ไปค่อนข้างเยอะ "คุณชายลองชิมดูสิคะ"
หยางเฉินพยักหน้ายิ้ม เมื่อนึกถึงใบหน้าอึดอัดของหญิงสาวที่ในยามปกติจะเป็คนเ็า กำลังขะมักเขม้นทำอาหารอยู่ในครัว เขาก็อดหัวเราะออกมาดังๆ ไม่ได้
เขาใช้ตะเกียบคีบข้าวคำใหญ่เข้าปาก แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับวิธีการลิ้มรสชาติของอาหารอย่างช้าๆ หยางเฉินขณะนี้ทานอาหารไปหัวเราะไปเหมือนคนบ้า
"รสชาติเป็ยังไงบ้างคะคุณชาย คุณหนูพอมีแววบ้างไหม?" ป้าหวังถามอย่างยิ้มแย้ม
หยางเฉินเคี้ยวข้าวคำใหญ่เกินไปจนพูดไม่ได้ ได้แต่พยักหน้าแรงไม่นานข้าวสองชามใหญ่ก็หมดไป หยางเฉินเกือบอิ่มเต็มที เมื่อเห็นหลินรั่วซียังไม่ลงมา เขาก็บอกกับป้าหวังว่าจะไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลก่อน จากนั้นก็เดินออกจากบ้านไปทันที
หลังจากหยางเฉินไปไม่นาน หลินรั่วซีก็เดินลงบันไดมาอย่างเงียบๆ เธอกวาดสายตาไปที่โต๊ะอาหาร เห็นจานผัดผักกาดของเธอที่เกลี้ยงจนเหลือเศษแค่เล็กน้อย เธอก็ขมวดคิ้วขึ้นมา
ป้าหวังเห็นดังนั้นก็หัวเราะขึ้นมาทันที "คุณหนูคะ ดูเหมือนคุณชายจะพอใจกับอาหารที่คุณหนูปรุงเป็อย่างมากเลยนะคะ”
หลินรั่วซีหน้าแดงขึ้นมาอย่างผิดธรรมชาติ เธอรีบหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างกระวนกระวายใจ และคีบผักกาดหอมชิ้นเล็กเข้าปากอย่างระมัดระวัง...
"อะ... อื้ม! แค่กๆๆ... แหวะ..."
หลินรั่วซีขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างแข็งขัน ใบหน้าปรากฏรูปลักษณ์ของความไม่พอใจที่แท้จริง
"เค็มมาก เ้าคนใจร้ายนั่นกินเกลือเป็อาหารหรือยังไงกัน?"
ป้าหวังเห็นใบหน้าที่ทั้งดีใจและไม่พอใจของหลินรั่วซี ก็ไม่อาจทำอย่างไรได้ ได้แต่หัวเราะออกมาเสียงดัง
