บทที่ 19 ร่างกายวิวัฒน์ ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 3
สำนักชิงเซียวถูกพันธมิตรเจ็ดบรรพตลอบโจมตี เจียงจ้าวเซี่ยและหลี่ซื่อเฟิงาเ็สาหัส!
ข่าวนี้เปรียบเสมือนะเิลูกใหญ่ที่ตกลงกลางสำนักชิงเซียว ทำเอาเหล่าศิษย์ทุกคนพากันมารวมตัวกันที่ลานเรือน พวกเขาหารือกันเื่การต่อสู้ใหญ่ที่ตีนเขาด้วยน้ำเสียงแ่เบา มิกล้าส่งเสียงดังรบกวนผู้ที่อยู่ภายในห้อง
ภายในห้องพัก...
หลี่ซื่อเฟิงนอนนิ่งอยู่บนเตียง โดยมีเจียงจ้าวเซี่ยนั่งสมาธิอยู่ข้างๆ หลี่ชิงชิวประทับยืนอยู่ข้างเตียง กำลังลงมือใช้ ‘เข็มิญญาผีบอกคืนชีพ’ รักษาหลี่ซื่อเฟิงอย่างเคร่งเครียด
เขาขอเข็มชุดหนึ่งมาจากช่างเย็บผ้า แม้จะไม่ใช่เข็มยาที่แท้จริง ทว่าก็พอจะใช้งานแก้ขัดไปก่อนได้
อาการของหลี่ซื่อเฟิงนับว่าไม่สู้ดีนัก กระดูกซี่โครงหักหลายจุด ใบหน้าเสียโฉม ทั้งฟันยังหลุดไปอีกหลายซี่ บัดนี้ยังคงจมดิ่งอยู่ในอาการสลบไสล
โชคยังดีที่เขาไม่ถึงขั้นพิการ เพราะวิชาเข็มของหลี่ชิงชิวนั้นยังมิอาจรักษาอาการพิการได้
จางยวี่ชุน, หลีตงเยว่, อู๋หมานเอ๋อร์, หลี่สื่อจิ่น และหยางเจวี๋ยติ่ง ต่างพากันยืนดูอยู่ด้านหลังด้วยความวิตกกังวล พวกเขาเฝ้ามองหลี่ชิงชิวเยียวยาหลี่ซื่อเฟิงด้วยใจที่ระทึก
สวี่หนิงนั่งสมาธิอยู่บนม้านั่งตรงมุมห้อง กำลังโคจรพลังเพื่อปรับสมดุลเืลมในร่างกายของตนเอง
ในห้องเงียบสงัด ไม่มีใครกล้าปริปากรบกวนหลี่ชิงชิว ทุกคนต่างมีจิตใจที่หนักอึ้ง เกรงว่าหลี่ซื่อเฟิงจะทานทนไม่ไหว
หลี่ชิงชิวถอนมือกลับ เขาละเข็มสามเล่มทิ้งไว้ที่หน้าอกของหลี่ซื่อเฟิง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เอาละ ซื่อเฟิงไม่มีอันตรายถึงชีวิตแล้ว ที่เหลือก็แค่รอให้เขาฟื้นขึ้นมาเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หยางเจวี๋ยติ่งจึงหันไปถามเจียงจ้าวเซี่ยว่า “พันธมิตรเจ็ดบรรพตมากันกี่คน? แล้วใครเป็ผู้นำขบวน?”
เจียงจ้าวเซี่ยลืมตาขึ้นตอบว่า “มากันหลายร้อยคน ฝีมือไม่เลวเลยทีเดียว ผู้นำขบวนวรยุทธสูงส่งนัก สร้างปัญหาให้ข้าไม่น้อย ท้ายที่สุดเขาก็หนีไปได้ ก่อนไปเขาทิ้งท้ายไว้ว่าเื่นี้ยังไม่จบ ส่วนชื่อเรียงเสียงใดนั้นข้ามิอาจทราบได้”
“จริงสิ คราวนี้ต้องขอบคุณสวี่หนิงที่มาช่วยได้ทันเวลา มิเช่นนั้นข้าคงจบชีวิตไปแล้ว”
สวี่หนิงรึ?
ทุกคนพากันหันไปมองสวี่หนิงวัยสิบขวบด้วยความประหลาดใจ
ทว่าสวี่หนิงมิได้ลืมตาขึ้น นางยังคงมุ่งสมาธิไปที่การฟื้นฟูตนเอง
หรือว่านางจะเป็อัจฉริยะที่เหนือล้ำจริงๆ?
หยางเจวี๋ยติ่งลอบตระหนกในใจ นึกไม่ถึงว่าตนเองจะมองคนพลาดไปอีกครั้ง ทว่าเขาไม่มีเวลาคิดมาก สีหน้ากลับกลายเป็เคร่งขรึมและกล่าวว่า “พันธมิตรเจ็ดบรรพตคือขุมกำลังใหญ่ในยุทธภพแคว้นกูโจว หากพวกมันยกทัพมาบุกสำนักชิงเซียวเต็มกำลัง พวกเรายากจะต้านทานไหว ศิษย์ในสังกัดพวกมันมีร่วมสามพันคน ยอดฝีมือดุจหมู่เมฆ คราวนี้พวกเราลำบากแน่ๆ”
สามพันคน!
ทุกคนต่างพากันตื่นตระหนก ลำพังแค่ไม่กี่ร้อยคนยังเกือบทำให้เจียงจ้าวเซี่ยเอาชีวิตไม่รอด หากมากันสามพันคน พวกเขาจะต้านทานได้อย่างไร?
หลี่ชิงชิวเอ่ยขึ้นว่า “ปล่อยให้พวกเขาพักผ่อนเถอะ พวกนั้นกว่าจะกลับไปถึงพันธมิตรเจ็ดบรรพตก็ต้องใช้เวลา อย่างน้อยใน่ครึ่งเดือนนี้ พวกเรายังพอจะเบาใจได้”
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทว่าแท้จริงแล้วภายในใจเขากลับเหมือนมีคลื่นั์โหมกระหน่ำ จิตใจของเขาไม่อาจสงบลงได้เลย
กล่าวจบ หลี่ชิงชิวก็เดินออกจากห้องไป โดยมีคนอื่นๆ เดินตามออกมาติดๆ
เมื่อพ้นห้องมาแล้ว จางยวี่ชุนก็เริ่มสั่งให้เหล่าศิษย์แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน ส่วนหยางเจวี๋ยติ่งเดินตามหลี่ชิงชิวมา
“เื่นี้ ท่านมีความเห็นอย่างไร?” หยางเจวี๋ยติ่งกระซิบถามข้างกายหลี่ชิงชิว
หลี่ชิงชิวตอบว่า “ข้ายังคิดไม่ตก ทว่าเื่นี้... จะจบลงเพียงเท่านี้ไม่ได้”
หยางเจวี๋ยติ่งได้ยินคำตอบก็ทอดถอนใจ “นี่แหละคือยุทธภพ ต่อให้เ้าไม่ไปหาเื่ใคร คนอื่นเขาก็จะมาหาเื่เ้าเอง พวกเ้ายังเยาว์วัยนัก หากไม่ไหวจริงๆ ก็ควรหาที่หลบไปพักใหญ่ รอเวลาผ่านไปค่อยกลับมาทวงคืนอาณาเขตของพวกเ้า”
หลี่ชิงชิวหยุดเท้าลง เหลือบทันมองหยางเจวี๋ยติ่ง แววตาของเขาทำเอาหยางเจวี๋ยติ่งรู้สึกขวัญเสียขึ้นมาอย่างประหลาด
“เพราะยังเยาว์วัยนี่แหละ ข้าถึงไม่อยากหนี”
หลี่ชิงชิวทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะมุ่งหน้าออกไปทางซุ้มประตูสำนัก หยางเจวี๋ยติ่งหยุดยืนมองตามเขาไปด้วยแววตาที่ซับซ้อน
เมื่อพ้นประตูสำนัก หลี่ชิงชิวมุ่งตรงไปยังทะเลสาบิญญาใต้พิภพทันที แม้ว่าฟ้ายามนี้จวนจะมืดสนิทแล้วก็ตาม
เขายิ่งเดินยิ่งเร็ว จนร่างเลือนหายไปในความมืดมิดของรัตติกาล
นับั้แ่วันที่เขารับตำแหน่งเ้าสำนักชิงเซียว หลี่ชิงชิวคาดการณ์ไว้แล้วว่าต้องพบกับปัญหามากมาย เขาจึงอยากให้สำนักชิงเซียวพัฒนาไปอย่างเงียบเชียบที่สุด เพื่อยืดเวลาที่ปัญหาจะมาถึงให้นานออกไป
ทว่าความปรารถนากลับไม่เป็จริง
เขาเลี่ยงปัญหาได้ ทว่าเมื่อปัญหามาเยือน เขาก็จะไม่มีวันขลาดกลัว
พันธมิตรเจ็ดบรรพตหาเื่สำนักชิงเซียวถึงสองครา ในใจของหลี่ชิงชิว คนพวกนี้คือ ‘ศัตรูคู่อาฆาต’ ที่มิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้อีกต่อไป
คิดหาทางรับมือยามพวกมันบุกมาคราวหน้ารึ? ไม่! ข้าไม่อาจรอได้นานถึงเพียงนั้น!
คืนนี้หลี่ชิงชิวตัดสินใจจะสุ่มรับลิขิตชะตาที่สอง เขาเตรียมจะทดสอบสมมติฐานที่เคยตั้งไว้ ว่าจะสามารถเลื่อนระดับตบะขึ้นสู่ ‘ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 3’ ได้โดยตรงหรือไม่
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หลี่ชิงชิวก็ก้าวเข้าสู่โถงถ้ำใต้ดิน เมื่อมั่นใจว่าไม่มีสัตว์ร้ายหรือคนนอกบุกรุกเข้ามา เขาจึงเรียกแผงหน้าจอมรดกเต๋าออกมา แล้วเลือก ‘คัดลอกลิขิตชะตา’ ของสวี่หนิง
ในยามนี้ ลิขิตชะตาของสวี่หนิงนั้นแข็งแกร่งที่สุด หากจะรอรับศิษย์คนใหม่ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเจอใครที่ยอดเยี่ยมไปกว่านางอีก
อีกทั้งความเร็วในการฝึกตนของสวี่หนิงนั้นเร็วกว่าเจียงจ้าวเซี่ยเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่พร์เชิงกระบี่ของเจียงจ้าวเซี่ยเหมาะกับการต่อสู้จริงมากกว่าเท่านั้นเอง
เมื่อเลือกรับลิขิตชะตา หลี่ชิงชิวก็ตกเข้าสู่สภาวะอันลึกลับเหนือคำบรรยายอีกครั้ง ราวกับจมดิ่งลงสู่ความฝันอันล้ำลึก
ปราณิญญาภายในถ้ำเริ่มหมุนวนพุ่งเข้าหาหลี่ชิงชิว จนเกิดเป็กระแสลมวนรอบกายเขาอย่างช้าๆ
หากจะกล่าวว่า ‘ผู้คลั่งไคล้กระบี่โดยกำเนิด’ คือการปฏิรูปสติปัญญา... เช่นนั้น ‘รากปราณอัสนี์’ ก็คือการผลัดเปลี่ยนเนื้อหนังมังสา
สวี่หนิงก่อนจะบำเพ็ญเซียน ร่างกายของนางก็ผิดแผกจากสามัญชนอยู่แล้ว เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบที่ทนหิวเดินเท้านับร้อยลี้ได้นั้น ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
หากไม่มีอะไรผิดพลาด สวี่หนิงจะกลายเป็คนที่เหนือกว่าคนอื่นๆ และจะก้าวเข้าสู่ขั้นบำรุงปราณระดับที่ 2 เป็คนที่สามต่อจากเจียงจ้าวเซี่ยและหลี่ชิงชิว
สติของหลี่ชิงชิวตกอยู่ในความพร่าเลือน เขารู้สึกราวกับประทับยืนอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ เผชิญหน้ากับอัสนีบาตอันก้องกัมปนาท สายฟ้านั้นน่าเกรงขาม ทว่ากลับดูเหมือนกำลังนำทางเขาอยู่
ครืน... ครืน...
ท้องฟ้ายามราตรีที่ปกคลุมเทือกเขาไท่คุนส่งเสียงฟ้าร้องคำราม ราวกับ์กำลังพิโรธต่อการเข่นฆ่าสังหารในโลกมนุษย์
เจียงจ้าวเซี่ยลืมตาขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่าง รัตติกาลมืดมิดนัก หลีตงเยว่และสวี่หนิงกลับเข้าห้องพักศิษย์หญิงไปแล้ว
“อาสาสาม พวกเราพอจะช่วยอะไรได้บ้างไหมขอรับ?”
หวงซานที่นอนอยู่อีกเตียงเอ่ยถาม ศิษย์รุ่นที่สองคนอื่นๆ ต่างก็พากันมองไปที่เจียงจ้าวเซี่ย
หลี่ซื่อเฟิงาเ็สาหัสและหมดสติ เจียงจ้าวเซี่ยผู้เก่งกาจที่สุดก็กำลังรักษาตัว สำนักชิงเซียวตกอยู่ในเงามืดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เจ็ดบุตรชิงเซียวแม้จะหวาดกลัว ทว่าพวกเขาก็ไม่อยากอยู่เฉย อยากจะทำอะไรเพื่อสำนักบ้าง
อู๋หมานเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ข้างเตียงหลี่ซื่อเฟิงกล่าวเสียงทุ้ม “ศิษย์พี่สาม ข้าจะแก้แค้นให้ศิษย์น้องหก”
แม้อู๋หมานเอ๋อร์จะยังไม่มีโอกาสสำแดงฝีมือ ทว่าทุกคนััได้ว่าระดับพลังของเขากำลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นเขาก็ดูราวกับหมีป่าที่ดุร้าย กล้ามเนื้อของเขาแทบจะปริทะลักชุดประจำสำนักออกมาอยู่แล้ว
จางยวี่ชุนนอนนิ่งอยู่บนเตียง หันหลังให้ทุกคน ขมวดคิ้วแน่น ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่
เจียงจ้าวเซี่ยละสายตาจากหน้าต่าง กวาดมองเหล่าศิษย์แล้วดุว่า “พวกเ้าคิดอะไรกันอยู่? พวกเ้ายังเด็กนัก จงตั้งใจฝึกวิชาไปเถอะ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาของพวกเ้า อีกอย่าง... ข้าได้สังหารพวกศัตรูจนมันหนีขี้หดตดหายไปหมดแล้ว พวกมันไม่กล้ามาอีกหรอก”
เมื่อเห็นเจียงจ้าวเซี่ยยังคงทระนงและโอหังเช่นเดิม เหล่าศิษย์กลับรู้สึกวางใจอย่างประหลาด ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขากลับชอบในความอวดดีของเจียงจ้าวเซี่ยเสียอย่างนั้น
เหล่าศิษย์เริ่มซักถามถึงการต่อสู้ที่ตีนเขาในวันนี้ เจียงจ้าวเซี่ยที่สงบสติอารมณ์ลงแล้วก็มิได้ปิดบัง เล่าถึงการศึกครั้งใหญ่ที่เขาเผชิญมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เขาพลันนึกถึงสวี่หนิงขึ้นมา ในใจบังเกิดความรู้สึกวิกฤตอย่างรุนแรง
เขามองคนพลาดไปจริงๆ ยัยเด็กนั่นกลับมีพร์มิได้ด้อยไปกว่าเขาเลย... สมกับเป็ศิษย์พี่ใหญ่จริงๆ ที่สายตาเฉียบแหลมขนาดนี้
...
ข้างทะเลสาบิญญาใต้พิภพ แสงสีเงินน้ำเงินสาดส่องกระทบใบหน้าของหลี่ชิงชิว เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ในดวงตาของเขากลับมีกระแสสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ทำให้ใบหน้าของเขาดูมีความศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง
ทันทีที่ลืมตา หลี่ชิงชิวก็ฟื้นคืนการควบคุมร่างกายได้อย่างรวดเร็ว
“เอ๊ะ?”
หลี่ชิงชิวอุทานด้วยความประหลาดใจ ใบหน้าเผยรอยยิ้มยินดี
เขาก้าวข้ามถึงขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 3 ได้โดยตรงจริงๆ!
ไม่เพียงเท่านั้น พละกำลังของเขายังเพิ่มขึ้นมหาศาล ให้ความรู้สึกราวกับได้เกิดใหม่ผลัดเปลี่ยนกระดูกเนื้อหนัง
เดิมทีเขากะจะใช้หินิญญาที่ฝังอยู่ในผนังถ้ำช่วยในการทะลวงระดับ คราก่อนยามที่เขามาฝึกตน เขาััได้ว่าแร่หินเ่าั้บรรจุปราณิญญาไว้อย่างหนาแน่นจนสามารถดูดซับเข้าสู่ร่างกายได้ ทว่าปริมาณมันมหาศาลเกินไปอาจจะทำให้เส้นชีพจรเสียหาย เขาจึงไม่เคยลองและสั่งห้ามศิษย์คนอื่นๆ มิให้แอบหยิบไป
หากหินิญญาเหล่านี้สามารถช่วยในการฝึกตนได้จริง ย่อมมีประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะกับสำนักบำเพ็ญเซียนที่เพิ่งสร้างตัวขึ้นใหม่
หลี่ชิงชิวััปราณิญญาในร่าง เขาพบว่ามันมิใช่เพียงเพิ่มพูนขึ้นหลายเท่าตัว ทว่า ‘ธาตุ’ ของมันกลับเปลี่ยนไป
ธาตุอัสนี!
วิชาบำเพ็ญเซียนนั้นมีการแบ่งแยกธาตุ ทว่า ‘คัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวน’ ที่เขาได้รับมานั้นประกอบด้วยธาตุหลากหลายแขนง หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็วิชาสายรวมธาตุเบญจธาตุ ทำให้ผู้ที่มีรากปราณต่างกันสามารถฝึกได้ และไปพัฒนาเส้นทางของตนเองในภายหลัง
เหมือนอย่างตอนนี้ ปราณิญญาของหลี่ชิงชิวได้เปลี่ยนเป็ธาตุอัสนี แฝงไว้ด้วยอำนาจสายฟ้าอันดุดัน
วันหน้าหากเขาส่งปราณิญญาเข้าสู่ร่างศัตรู มันจะพ่วงไปด้วยความเสียหายจากสายฟ้าแลบแปลบปลาบ
เขารู้สึกว่าปราณิญญาของเขามีอำนาจสังหารที่รุนแรงขึ้น มิน่าเล่าตอนที่เขาสอนสวี่หนิง เขาถึงรู้สึกว่าปราณของนางดูแปลกไป
ไอปราณิญญารอบกายเขายังไม่สลายไป สิ่งนี้ทำให้เขานึกถึงความเป็ไปได้บางอย่าง
ลิขิตชะตาเกี่ยวกับร่างกาย สามารถส่งเสริมขอบเขตตบะของข้าได้โดยตรงสินะ?
สมมติฐานนี้ทำให้หลี่ชิงชิวเฝ้ารอคอยลิขิตชะตาประเภทนี้มากขึ้นไปอีก
เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่ผนังถ้ำ หยิบหินิญญาออกมาหนึ่งชิ้น ยัดใส่ไว้ในอกเสื้อ แล้วจึงเดินออกจากโถงถ้ำใต้ดิน
เดิมทีเขาจะมาเสี่ยงดวงใช้หินิญญากระแทกผ่านระดับที่ 3 ทว่าในเมื่อบัดนี้บรรลุแล้ว ก็ไม่จำเป็ต้องเสี่ยงอันตรายอีก
ยามนี้ปราณิญญาในร่างเขาเปี่ยมล้นจนมิ้าการพักผ่อนใดๆ
เขาวางแผนจะลงมือทันที... จู่โจมพันธมิตรเจ็ดบรรพตให้ตั้งตัวไม่ติด!
ครึ่งชั่วยามต่อมา
หลี่ชิงชิวกลับถึงสำนักชิงเซียว และไปปลุกหยางเจวี๋ยติ่งให้ตื่นขึ้น
ยามนี้ สายฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องดังะเืเลื่อนลั่น
หยางเจวี๋ยติ่งเปิดประตูออกมา เห็นหลี่ชิงชิวที่เนื้อตัวเปียกปอนโชกไปด้วยน้ำฝน ก็ถามด้วยความประหลาดใจว่า “ท่านไปทำอะไรมา?”
หลี่ชิงชิวจ้องมองเขาแล้วถามว่า “เ้ารู้ทางไปสำนักงานใหญ่พันธมิตรเจ็ดบรรพตหรือไม่?”
หยางเจวี๋ยติ่งตอบว่า “ย่อมรู้ ข้าเคยไปเยี่ยมเยียนที่นั่นอยู่หลายครั้ง... ท่านคิดจะทำอะไร?”
“จัดแจงข้าวของ แล้วตามข้าลงเขาไป”
หลี่ชิงชิวทิ้งท้ายเพียงเท่านั้นก่อนจะหมุนตัวจากไป ปล่อยให้หยางเจวี๋ยติ่งยืนอึ้งอยู่ที่เดิม
เขาเดินไปที่เรือนพักของเหล่าศิษย์น้อง เคาะประตูห้องที่พวกจางยวี่ชุนอยู่ ไม่นานจางยวี่ชุนก็เปิดประตูออกมา
“ยวี่ชุน ข้าจะพาหยางเจวี๋ยติ่งลงเขาไปลาดตระเวนรอบเทือกเขาไท่คุนสักหน่อย เพื่อให้แน่ใจว่าคนของพันธมิตรเจ็ดบรรพตจากไปหมดแล้วจริงๆ ่หลายวันนี้ อย่าให้พวกศิษย์ออกไปห่างจากสำนักนัก รอจนพวกเรากลับมา” หลี่ชิงชิวเผยรอยยิ้มพลางกำชับ
จางยวี่ชุนขมวดคิ้วถาม “ศิษย์พี่ ฝนตกหนักขนาดนี้ ให้พวกท่านลงเขาพรุ่งนี้ไม่ดีกว่ารึขอรับ?”
หลี่ชิงชิวโบกมือกล่าว “คืนที่ฝนตกเช่นนี้แหละ เหมาะแก่การเคลื่อนไหวที่สุดแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็เดินกลับห้องพักของตนเองไป จางยวี่ชุนตั้งท่าจะค้านทว่าสุดท้ายก็เลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวหลี่ชิงชิว แล้วปิดประตูลง
ครู่หนึ่งต่อมา...
หยางเจวี๋ยติ่งในชุดกันฝนใบไม้มายืนรอหลี่ชิงชิวที่หน้าซุ้มประตูสำนัก หลี่ชิงชิวเองก็สวมชุดกันฝนเช่นกัน ที่เอวแขวนกระบี่เทียนหงที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้
