กู้เจิงฉีกยิ้ม ใบหน้างดงามบอบบางไร้ซึ่งความหวาดกลัว รอยยิ้มของนางแฝงไว้ด้วยความขบขัน
“เ้ายิ้มอะไร?” พระสนมซูเริ่มไม่พอใจ
“ที่หม่อมฉันคุกเข่าให้ เป็เพราะเหนียงเหนี่ยงทรงอยู่เหนือนางสนมทั้งหมดในวังหลัง แต่เหนียงเหนี่ยงเองก็ทรงอย่าลืมฐานะของหม่อมฉันนะเพคะ หม่อมฉันเป็ภรรยาเอกของขุนนางขั้นสอง วังหลังมีกฎเกณฑ์ แม้แต่นางกำนัลก็ไม่อาจลงโทษเป็การส่วนตัวได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภรรยาของขุนนางขั้นสองเลยเพคะ” สีหน้าของกู้เจิงเปลี่ยนเป็เ็าเช่นกัน
“เ้าหมายความว่า เปิ่นกงไม่อาจลงโทษเ้าได้หรือ?”
“เหนียงเหนี่ยงทรงใช้คำผิดแล้วเพคะ ‘ลงโทษ’ นั้นควรจะใช้กับคนที่ทำผิด ขอถามเหนียงเหนี่ยง หม่อมฉันทำผิดอันใดเพคะ? ทรงตำหนิบีบบังคับผู้อื่น ้าบีบให้หม่อมฉันไปรับสตรีอื่นมาปรนนิบัติสามี นี่มันคือเื่อะไรกันเพคะ?” แม้กู้เจิงจะมีสีหน้าเ็า ทว่าน้ำเสียงยังคงอ่อนโยน
“เปิ่นกงประทานงานแต่งให้เสิ่นเยี่ยน ถือเป็ความหวังดี” พระสนมซูกล่าวอย่างเดือดดาล “หากไม่ใช่เพราะคุณหนูสกุลหวังผู้นั้นเป็บุตรสาวผู้สูงศักดิ์ เปิ่งกงก็สามารถมอบให้แก่เสิ่นเยี่ยนได้โดยตรง ใครจะกล้าว่าอะไร?”
“ความหวังดี? เหนียงเหนี่ยง ท่านประทานหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งให้กับคู่สามีภรรยาที่เพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่นาน ในสายตาของคนอื่นคงไม่เรียกว่าความหวังดีหรอกกระมังเพคะ? ท่านทำเช่นนี้ถือเป็การทำลายความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างหม่อมฉันกับสามีนะเพคะ”
กู้อิ๋กำมือแน่น ใช่แล้ว การที่พระสนมซูทรงมอบนางกำนัลให้ตวนอ๋อง สำหรับนางแล้วมิใช่ความหวังดีแม้แต่น้อย แต่นางไม่กล้าขัดขืน แม้แต่จะประหน้ากันตรงๆ นางยังไม่กล้า นางกังวลไปหมดจนสูญเสียความความสุขุมรวมถึงความเป็ตัวของตัวเองไป
“บังอาจมาก” แววตาของพระสนมซูเดือดดาล นางมองกู้เจิงราวกับเป็ศัตรู “ตบปากนาง”
“เพคะ” ชุยกูกู่เดินมาหากู้เจิง
“เหนียงเหนี่ยงต้องทรงคิดให้ดีแล้วล่ะเพคะ การตบครั้งนี้ จะทำให้สามีของหม่อมฉันกับตวนอ๋องต้องขาดกัน หากเื่ไปถึงหูองค์รัชทายาท ไม่ทราบว่าพระสนมซูทรงคิดคำแก้ตัวไว้ดีแล้วหรือยังเพคะ” กู้เจิงไม่เกรงกลัวสักนิด นางผ่านเื่ราวต่างๆ มามากมาย เื่แค่นี้ไม่ทำให้นางหวาดกลัวได้
ได้ยินกู้เจิงพูดเช่นนี้ ชุยกูกู่จึงเงยมองพระสนมซูเพื่อรอคำสั่ง
พระสนมซูโมโหจนหัวเราะออกมา “กู้เจิงเอ๋ยกู้เจิง เ้าช่างคิดเข้าข้างตัวเองเหลือเกิน ตำแหน่งฐานะปัจจุบันของเสิ่นเยี่ยน การแต่งงานกับหญิงสาวสูงศักดิ์สักคนมีแต่จะเป็ประโยชน์ต่อเขา เข้าจะกล้าลาขาดจากบุตรชายของข้าเพื่อบุตรีอนุต่ำต้อยแบบเ้าเชียวหรือ?”
“แต่จนถึงบัดนี้สามีของหม่อมฉันก็ไม่เคยคิดจะแต่งงานกับคุณหนูตระกูลหวังคนนั้น และไม่เคยคิดที่จะหย่ากับหม่อมฉัน เหนียงเหนี่ยงอย่าลืมว่าเื่นี้ท่านอ๋องเองก็เคยเอ่ยถึงไปเมื่อปีก่อน และสามีของหม่อมฉันก็ได้ปฏิเสธไปอย่างชัดเจนแล้วเพคะ”
พระสนมซูมองใบหน้าอันสงบนิ่งและเด็ดเดี่ยวของบุตรีอนุผู้นี้อย่างเ็า นางยิ่งรู้สึกชิงชังเข้าไปใหญ่ “หากเปิ่นกง้าจะตบให้ได้เล่า?”
“เช่นนั้นหม่อมฉันกับเหนียงเหนี่ยงคงได้แต่ต้องแตกหักกันแล้วล่ะเพคะ หม่อมฉันนั่งรถม้าเข้ามากับพระชายาตวน เว้นเสียแต่ว่าเหนียงเหนี่ยงจะทรงเอาหม่อมฉันมัดใส่กระสอบไป มิเช่นนั้น หม่อมฉันจะะโว่าพระสนมซูทรงรังแกฮูหยินของขุนนางขั้นสองอย่างหม่อมฉันั้แ่ในตำหนักของพระสนมเลยเพคะ"
“เ้ากล้าหรือ?” พระสนมซูโมโหจนนั่งไม่ติด
“รังแกกันจนถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมหม่อมฉันต้องไม่กล้าล่ะเพคะ” คำพูดของกู้เจิงเต็มไปเจตจำนงอันแน่วแน่ ทุบหม้อจมเรือ* นางจะทำเช่นที่นางพูดจริงๆ “เหนียงเหนี่ยงทรงใช้อำนาจข่มผู้อื่น ฝ่าาเองก็ควรรู้ไว้บ้างจะเป็การดี บางทีฝ่าาอาจจะทรงได้เห็นอีกด้านหนึ่งของพระสนมก็ได้นะเพคะ”
(*หมายถึง การตัดสินใจเด็ดขาดคิดที่จะต่อสู้ต่อไปให้ถึงที่สุด)
พระสนมซูกริ้วโกรธเสียจนเวียนหัว ชุยกูกู่รีบเข้าไปประคองนางไว้
“เสด็จแม่” กู้อิ๋งเองก็รีบลุกขึ้นประคองอีกด้านของพระสนมซู ทว่าในใจของนางกลับรู้สึกสะใจยิ่งนัก ทุกๆ ประโยคของพี่ใหญ่ต่างมีเหตุผลและทำให้คนโมโหได้
“ไปให้พ้น ออกไปซะ” พระสนมซูชี้นิ้วไปยังหน้าของกู้เจิง
กู้เจิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางสบตากับกู้อิ๋ง ก่อนย่อกายและถอยออกไป
นางเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากประตูตำหนักใหญ่ของพระสนมซู ก็เห็นตวนอ๋องยืนอยู่ตรงทางเดินแล้ว เขาสวมกวาน[1] สีทอง อยู่ในชุดหมางเผ่า[2] รัดด้วยเข็มขัดลายั ใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงโปร่ง ั์ตาเ็าจนน่าใ เขากำลังมองนางอยู่
กู้เจิงไม่รู้ว่าตวนอ๋องมายืนอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่แล้ว หรืออาจจะยืนฟังอยู่ข้างในมาตลอด กู้เจิงเดินมาหาเขาก่อนทำความเคารพ “ท่านอ๋อง”
“ที่แท้เ้าก็พูดจาฉะฉานเช่นนี้นี่เอง” จ้าวหยวนเช่อรู้สึกไม่คุ้นเคยกับสตรีตรงหน้าเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่หน้าตาเหมือนกัน แต่กลับมีนิสัยต่างกันโดยสิ้นเชิง เพียงแต่รอยยิ้มอ่อนโยนของนางที่เผยออกมาในบางคราทำให้เขาใจเต้น ราวกับว่านางยังคงเป็สตรีคนนั้นในความทรงจำเบื้องลึกของเขา
“ถูกรังแกขนาดนั้นแล้ว หม่อมฉันย่อมต้องปกป้องตัวเองเพคะ” กู้เจิงเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ“ท่านอ๋องน่าจะได้ยินคำพูดของหม่อมฉันกับพระสนมซูแล้ว กล่าวถึงการพระราชทานสมรสครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ ท่านอ๋องมีเจตนาอันใดกันแน่เพคะ?”
“เ้าไม่คิดว่าคุณหนูหวังกับฉางหวายเหมาะสมกันมากหรือ?”
“ไม่เหมาะสมเพคะ”กู้เจิงโมโหมาก
“แต่เปิ่นหวังคิดว่าพวกเขาเหมาะสมกัน”
“หม่อมฉันยังคิดว่าท่านอ๋องกับองค์รัชทายาทเหมาะสมกันเลยเพคะ” กู้เจิงพูดกระแทกกระทั้น
ตวนอ๋องอึ้งงันไป “บังอาจ”
สองแม่ลูกคู่นี้ติดพูดคำว่าบังอาจแล้วกระมัง กู้เจิงระงับโทสะก่อนกล่าวด้วยใจสงบ “ท่านอ๋อง หม่อมฉันกับสามีเป็คู่สามีภรรยาที่รักกันมากและจะอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า ขอท่านอ๋องอย่าได้คิดหาวิธียัดเยียดหญิงอื่นเข้ามาระหว่างพวกเราอีกเลยเพคะ”
“ทำไมเ้าถึงเปลี่ยนไปแบบนี้ เ้าไม่ควรเป็เช่นนี้” จ้าวหยวนเช่อมองกู้เจิงที่พยายามระงับโทสะและอดทนคุยกับเขาด้วยสายตาซับซ้อน เขาแค่ไม่ถูกวางยาและไม่ได้รับนางเข้าจวน เหตุใดทุกอย่างถึงได้เปลี่ยนไปจนดูไม่เหมือนปกติเพียงนี้
“เดิมหม่อมฉันก็เป็คนแบบนี้อยู่แล้วเพคะ” กู้เจิงเริ่มทนไม่ไหวจึงขึ้นเสียงสูงไปเล็กน้อย “ท่านอ๋องกับหม่อมฉันไม่สนิทกันกระมังเพคะ? คนที่ท่านอ๋องเอ่ยถึงต้องไม่ใช่หม่อมฉันแน่นอน”
กู้เจิงเพิ่มน้ำหนักเสียงในประโยคสุดท้าย คนคนนั้นในใจของจ้าวหยวนเช่อไม่ใช่นาง ที่นี่กับที่นั่นก็ไม่ใช่โลกเดียวกัน ตวนอ๋องผู้นี้ควรจะได้สติได้แล้ว
“เ้าจะเข้าใจอะไร? เ้าไม่รู้อะไรสักอย่าง” จ้าวหยวนเช่อเคยลองปล่อยนางไปแล้ว ตอนที่เสิ่นเยี่ยนบอกว่าจะแต่งงานกับนาง เขาไม่ได้ขัดอะไร แต่ต่อมาเขาพบว่าตัวเองผิดไป เขาไม่อาจทำเป็ไม่แยแสได้เลย เขายังคงชอบผู้หญิงคนนี้ เมื่อก่อนเขาดีกับนางขนาดนั้น แต่ทำไมนางกลับมักคิดหนีไปจากเขา?
กู้เจิงเห็นในดวงตาดำขลับของจ้าวหยวนเช่อฉายแววเ็ป นางสะดุ้งใจนถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว เดาได้รางๆ ว่าคงมีสักประโยคไหนของตัวเองไปสะกิดใจเขาเข้า
ในความทรงจำของจ้าวหยวนเช่อ กู้เจิงคนก่อนเป็อนุของเขานี่นะ
ขณะที่กู้เจิงไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรดี จู่ๆ สีหน้าของจ้าวหยวนเช่อก็กลับมาเป็ปกติ เขารีบร้อนเดินผ่านนางไปทางด้านหลัง
กู้เจิงหันกายไปมอง ก็เห็นเงาร่างสีเหลืองอำพันสายหนึ่งเดินออกมาจากสวนฝั่งตรงข้าม เป็ฮ่องเต้หรือ?
ตามคาด เป็ขบวนของฮ่องเต้ภายใต้การห้อมล้อมของข้ารับใช้และนางกำนัล
พอเห็นคนที่เดินตามหลังฮ่องเต้ ดวงตาของกู้เจิงก็สว่างวาบ เป็เสิ่นเยี่ยน คงไม่ใช่ว่าเขารู้ว่านางถูกเรียกตัวเข้าวังหลวง เลยจงใจชักจูงฮ่องเต้มากระมัง?
“ลูกคารวะเสด็จพ่อ”
กู้เจิงก็รีบทำความเคารพเช่นกัน
ฮ่องเต้ทำท่าโบกมือปัด สายตาอมยิ้มจับจ้องไปยังกู้เจิง “เ้าคือฮูหยินน้อยเสิ่นกระมัง?”
กู้เจิงรีบตอบรับ ฮ่องเต้ทรงแสร้งทำเป็ไม่รู้จักนาง นางย่อมต้องร่วมแสดงเป็เพื่อน
“ช่างเป็หญิงที่งดงามจริงๆ มิน่าเล่าใต้เท้าเสิ่นของพวกเราถึงได้ห่วงใยเพียงนี้ เขาบอกว่าเ้ามีนิสัยเรียบง่ายจนเคยชินแล้ว เลยกลัวว่าจะบกพร่องทางมารยาทไปจนอาจล่วงเกินพระสนมซูเข้า เลยอยากให้เจิ้นพาเขาเข้ามาดูในวังหลังเสียหน่อย” ฮ่องเต้ยิ้มพลางมองเสิ่นเยี่ยน“ตอนนี้ใต้เท้าเสิ่นน่าจะวางใจได้แล้วกระมัง?”
“กระหม่อมวางใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสิ่นเยี่ยนโค้งคำนับ
ฮ่องเต้ทรงพระสรวลเสียงดัง ก่อนจะหันไปมองจ้าวหยวนเช่อผู้เป็บุตรชาย “หยวนเช่อมาทำอะไรที่นี่?”
“ลูกมาคารวะเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ” จ้าวหยวนเช่อรีบเอ่ย
ฮ่องเต้ทรงพยักหน้า “ในบรรดาบุตรชายของเจิ้น ก็มีเ้ากับเ้าสิบหกที่เชื่อฟังมากที่สุด”
“เป็สิ่งที่ลูกสมควรทำพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวหยวนเช่อกล่าว
ในตอนนั้นเอง พระสนมซูกับกู้อิ๋งก็ออกมาทำความเคารพฮ่องเต้อย่างรีบร้อน
“ฝ่าา ทรงเสด็จมาเหตุใดไม่ให้นางกำนัลไปแจ้งหม่อมฉันสักหน่อยเพคะ หม่อมฉันจะได้ออกมาต้อนรับ” พระสนมซูคุยกับฮ่องเต้ด้วยเสียงอ่อนหวาน ทว่าพอนางเห็นกู้เจิงก็พลันมีสีหน้าประหลาดใจและแข็งค้างไปชั่วขณะ
------------------------------------------
[1] กวาน คือ เครื่องประดับศีรษะใช้ครอบมวยผมในจีนโบราณ เป็สัญลักษณ์บ่งบอกสถานะ ซึ่งมีรูปแบบแตกต่างกันไปตามยศฐาบรรดาศักดิ์
[2] ชุดหมางเผ่า แปลตรงตัวได้ว่า เสื้อคลุมพญางูหรืองูเหลือม ถึงชื่อจะเป็งูใหญ่แต่บนเสื้อผ้าก็คือลายัสี่เล็บ ถ้าห้าเล็บจะใช้ได้เฉพาะฮ่องเต้ เป็ชุดสำหรับเชื้อพระวงศ์หรือข้าราชการขุนนาง
