บทที่ 10
นั่น... เป็เพียงแค่ต้นไม้ต้นหนึ่ง มันคุ้มค่าแล้วหรือ...
เจียงชิวหนิงรู้จักฉู่ชิงชวนดีเสียยิ่งกว่าที่เขารู้จักตัวเอง ดังนั้นนางจึงััได้ถึงความผิดปกติของเขามาั้แ่ต้น และเมื่อนางตั้งใจจะสืบ การคาดเดาข้อมูลที่อยากรู้จากคำพูดของเขาก็ไม่ใช่เื่ยาก
เมื่อนึกถึงข้อมูลที่ฉู่ชิงชวนหลุดปากออกมาอย่างอ้อมๆ เมื่อครู่ เจียงชิวหนิงพลันกำหมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและตื่นตะลึง
นางรู้ว่าความเปลี่ยนแปลงของซูว่านฉีใน่ไม่กี่วันนี้ต้องมีสาเหตุ แต่สิ่งเดียวที่นางคาดไม่ถึงก็คือ...
ท่านเซียนชิงเหยียน
ท่านเซียนผู้ดับสูญไปเมื่อร้อยปีก่อนด้วยการสละชีพเพื่อ์ จิติญญาแตกสลายมลายสิ้น เพียงแค่ชื่อนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เซียนทุกคนสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ซูว่านฉีกับท่านเซียนชิงเหยียนงั้นหรือ?
หากนางได้รับรู้ข่าวนี้ก่อนที่จะได้พบกับซูว่านฉีในวันนี้ นางคงไม่เชื่อแม้แต่เสี้ยวเดียว แต่ทว่า—ถึงแม้สีหน้าและอารมณ์จะเสแสร้งกันได้ แต่ความเมินเฉยต่อความเ็ป ต่อระดับวรยุทธ หรือแม้กระทั่งความตายของคนคนหนึ่งนั้น ไม่อาจเลียนแบบได้เลย ยังมีบัว์เหมันต์ทมิฬที่ทุกคนในโลกบำเพ็ญเพียรต่างโหยหา... ซูว่านฉีกลับยกมันให้นางอย่างเด็ดเดี่ยวโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
หากไม่เกิดเื่ราวที่ทำให้นางสิ้นหวังจนหัวใจกลายเป็จลาจล นางมีหรือจะยอมละทิ้งเส้นทางแห่งมหาเทพ ในเวลานี้นางอาจจะยังมีความสงสัยอยู่บ้าง แต่สิ่งที่เพิ่มพูนขึ้นมาคือ "ความเชื่อ" เพราะหลักฐานทุกอย่างล้วนชี้ไปที่ผลลัพธ์เดียว
เจียงชิวหนิงหลับตาลงช้าๆ ที่แท้ความรักและความยึดติดทั้งหมดที่ซูว่านฉีมีต่อฉู่ชิงชวน ก็เพื่อใครอีกคนหนึ่งมาโดยตลอด ซูว่านฉีประคับประคองความรักที่มีต่อคนคนนั้นเพียงลำพังมาตลอดร้อยปี ดังนั้นนางถึงได้คลุ้มคลั่งและทำทุกอย่างโดยไม่คิดชีวิต เมื่อเข้าใจผิดว่าฉู่ชิงชวนคือท่านเซียนกลับชาติมาเกิด
เพราะความหวังสุดท้ายสูญสิ้นไปแล้วงั้นหรือ? นางถึงได้แสวงหาความตายโดยไม่เสียดายชีวิตตัวเองขนาดนี้หลังจากรู้ความจริง
ความรู้สึกเช่นนี้ช่างน่าตื่นตะลึงและน่าถวิลหาเหลือเกิน คงไม่มีใครปฏิเสธความรักเช่นนี้ได้... รวมถึงท่านเซียนผู้สูงส่งผู้นั้นด้วย
นางรู้ดีว่านางหวั่นไหวต่ออารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้ และฉู่ชิงชวนก็เช่นกัน น่าเสียดายที่ระหว่างนางกับฉู่ชิงชวน ความเคารพให้เกียรติกันนั้นมักจะยิ่งใหญ่กว่าความรักที่ลึกซึ้งดั่งมหาสมุทรเสมอ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจียงชิวหนิงจึงกำหมัดแน่น บังคับตัวเองให้เก็บงำอารมณ์ทั้งหมด
ในฐานะคุณหนูตระกูลเจียง นางต้องยึดถือตระกูลเป็อันดับหนึ่ง ตอนนี้ซูว่านฉีคือ "โชควาสนา" ของตระกูลเจียง หากสามารถชำระหนี้บุญคุณที่ตระกูลเจียงติดค้างท่านเซียนผ่านทางซูว่านฉีได้ ตระกูลเจียงก็อาจจะก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม บนเส้นทางสู่์นั้น ไม่มีใครไม่อยากเอื้อมมือไปคว้า
ทว่าไม่ว่านางจะพยายามรวบรวมสมาธิเพียงใด ภาพของซูว่านฉีที่นอนจมกองเือยู่ในอ้อมแขนของนางในวันนั้น ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หายไปไหน นางหลุบตาลง แววตาแฝงความเ็ปแวบหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะปกป้องนางไว้ให้ได้
ปลายนิ้วของนางเคลื่อนไหว พลังปราณก่อตัวเป็ยันต์สื่อสารลับส่งตรงไปยังตระกูลเจียง หลังจากมั่นใจว่าท่านพ่อได้รับข้อความแล้ว นางก็เริ่มค้นดูคลังสมบัติส่วนตัวเพื่อหาของวิเศษที่เหมาะกับซูว่านฉี ไม่ใช่แค่ของวิเศษ แม้แต่ชุดเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับข้าของซูว่านฉีดูเหมือนจะเริ่มเก่าแล้วเช่นกัน
ซูว่านฉีค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางไม่ได้หลับสบายเช่นนี้มานานมากแล้ว ราวกับถูกแช่อยู่ในน้ำอุ่น กระแสความอบอุ่นหลั่งไหลเข้าสู่เส้นชีพจรและกระดูกไม่ขาดสายเพื่อบำรุงร่างกาย
หลายวันที่ผ่านมานางต้องใช้ความคิดอย่างหนักและอยู่อย่างอกสั่นขวัญแขวน หากนางก้าวพลาดเพียงนิดเดียว สิ่งที่รอนางอยู่คือความตายที่ไร้ร่างให้ฝัง
โชคดีที่นางผ่านมันมาได้ในที่สุด
ซูว่านฉีโคจรพลังปราณหนึ่งรอบ รับรู้ได้ว่าร่างกายไม่เพียงไม่ได้รับความเสียหาย แต่ระดับพลังยังดูมั่นคงขึ้นกว่าเดิมมาก แววตาของนางฉายแววเข้าใจสถานการณ์
ที่ยอดเขารั่วซวี เ้าสำนักไท่ชิงและคนอื่นๆ มาถึงได้ทันเวลาพอดีที่จะเป็พยานในทุกขั้นตอน และขัดขวางนางที่กำลังจะผ่าจินตานของตัวเอง ทั้งยังช่วยรักษาร่างกายให้นางอีกด้วย
แต่ต่อให้พวกเขามาไม่ทัน ตราบใดที่มีเจียงชิวหนิงอยู่ จินตานของนางก็จะไม่มีปัญหาแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่นางต้องทำมาโดยตลอดคือ "โเี้กับตัวเองให้มากพอ"
หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไป ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ขอแค่นางรักษาบทบาทของ "คนรักที่มั่นคงต่อท่านเซียนชิงเหยียน" เอาไว้ นางก็ไม่จำเป็ต้องทำร้ายตัวเองอย่างไร้ขีดจำกัดเหมือนก่อนหน้านี้อีก
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูว่านฉีก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางไม่ใช่ไม่กลัวเจ็บ นางแค่โหยหาการมีชีวิตอยู่มากกว่า
ไม่ว่าจะเปลี่ยนโลกใหม่หรือเปลี่ยนร่างใหม่ นางก็แค่้ามีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดีเท่านั้น
นางพลันนึกถึงจุดจบของเ้าของร่างเดิมในนิยาย เมื่อเ้าของร่างถูกทำลายวรยุทธ ความลับเื่บัว์เหมันต์ทมิฬในตัวก็ถูกเปิดเผย หลังจากนั้นนางก็ถูกฉู่ชิงชวนสูบเืและกระดูกจนหมดสิ้น แต่เขากลับจงใจเหลือลมหายใจไว้ให้นางมีชีวิตอยู่อย่างตายทั้งเป็และถูกโยนลงสู่ดินแดนแห่งความโกลาหล
ส่วนบัว์เหมันต์ทมิฬที่ขุดออกมาได้นั้น เขาก็เก็บไว้ใช้กับตัวเอง
เ้าของร่างเดิมมีโชควาสนาที่ดีแท้ๆ แต่กลับเหมือนถูกโชคชะตากำหนดให้ทุกสิ่งที่นางมี กลายเป็แท่นเหยียบให้ฉู่ชิงชวนก้าวสูงขึ้นไป
ส่วนตัวนางเองกลับต้องมอดไหม้ไปพร้อมกับความรักที่บ้าคลั่งที่มีต่อเขา ดังนั้นั้แ่แรกที่อยู่ในตำหนักคุมกฎ นางจึงไม่กล้าเปิดเผยเื่บัว์เหมันต์ทมิฬ เพราะนางรู้ว่านั่นมีแต่จะเร่งให้ความตายมาถึงเร็วขึ้น
นางมาอาศัยร่างนี้อยู่ ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินความถูกผิดของเ้าของเดิม แต่ในเมื่อเ้าของร่างเดิมทำร้ายเจียงชิวหนิงจริง และสิ่งที่นางทำกับตัวเองใน่นี้ก็เพื่อความอยู่รอด ไม่เกี่ยวกับเจียงชิวหนิง
นางจึงไม่ได้แค่ขุดกล้วยไม้ออกมา แต่ยังมอบมันให้หลอมรวมกับเจียงชิวหนิงด้วย ไม่ใช่แค่เพื่อกำจัดกังวลในใจเื่กล้วยไม้ หรือเพื่อสะสางหนี้กรรมของเ้าของร่างเดิม แต่เป็เพราะความรู้สึกผิดจริงๆ
การขอขมาต้องให้ผู้เสียหายเป็ผู้รับไว้เองถึงจะสมเหตุสมผลและดูจริงใจที่สุดไม่ใช่หรือ?
ซูว่านฉีลุกจากเตียง เดินออกไปข้างนอกด้วยท่าทางสงบนิ่ง ลานบ้านในตอนนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมากจากฝีมือของต้วนจื่อเหวยเมื่อหลายวันก่อน ต้นไม้ร่มรื่นเขียวขจี แม้แต่ต้นลวงโฉมก็ดูหนาตาขึ้น ใบที่ร่วงหล่นแฝงไปด้วยไอพลังิญญา
ซูว่านฉีหยุดยืนหน้าต้นไม้ หลุบตาซ่อนความมืดมนในแววตา นางยื่นมือซ้ายที่ขาวเรียวดุจลำเทียนไปัักิ่งก้านที่หนาของต้นลวงโฉมเบาๆ พลางส่งพลังปราณเข้าไป
เมื่อรับรู้ว่ามันเพียงแค่มีพลังงานหนาแน่นขึ้นแต่ไม่มีวี่แววของการเลื่อนระดับ นางก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก และเริ่มคิดถึงแผนการขั้นถัดไป
จากเหตุการณ์ขุดกระดูกเมื่อวาน เจียงชิวหนิงคงจะเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนางไปมากแล้ว ตระกูลเจียงย่อมไม่ลงมือกับนางแน่นอน ขั้นต่อไปนางควรหาเหตุผลในการกลับไปบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจังเสียที
ทว่าในขณะที่นางกำลังจะชักมือกลับ พลันััได้ถึงอันตรายที่ทำให้ขนหัวลุกมาจากด้านหลัง
ทันใดนั้น เข็มิญญาที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความดับสูญก็พุ่งตรงมาหานางอย่างไร้เสียงทว่าเต็มไปด้วยเจตนารามร่า รอบกายพลันดูเหมือนจะถูกแช่แข็ง เหลือเพียงเข็มเล่มนี้ที่กำลังจะเจาะทะลุอกและพรากชีวิตนางไปในวินาทีถัดมา
หัวใจของซูว่านฉีกระตุกวูบ ใครจะฆ่านาง? ตระกูลเจียง? ศิษย์สำนักไท่ชิง? หรือคนที่เป็อริกับเ้าของร่างเดิม?
อีกฝ่ายไม่คิดจะซ่อนเจตนาเลย นางรับรู้ได้ชัดเจนว่าเข็มนั้นกำลังคืบเขามาหาทีละนิ้ว ความรู้สึกถูกคุกคามถึงขีดสุดนี้เหนือยิ่งกว่าตอนอยู่ต่อหน้าผู้าุโทั้งสองเสียอีก สมบัติป้องกันที่เ้าสำนักทิ้งไว้จะกันท่าไม้ตายนี้ได้จริงหรือ?
สัญชาตญาณร้องเตือนให้รีบหนี รีบหลบเดี๋ยวนี้! ห้ามหลบเด็ดขาด!!!
ซูว่านฉีใช้แรงใจทั้งหมดสะกดสัญชาตญาณการหนีของตัวเองไว้ ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจให้ช้าลง
ในสายตาคนอื่นตอนนี้ นางคือคนที่ "โหยหาความตาย" ดังนั้นนางห้ามหลบ ไม่ว่าใครจะเป็คนฆ่า ไม่ว่าการโจมตีจะอันตรายแค่ไหน นางก็ห้ามหลบ ถ้าไม่หลบ โอกาสรอดคือสามส่วน แต่ถ้าหลบ โอกาสตายคือสิบส่วน
นางนอกจากจะไม่หลบแล้ว ยังต้องไม่แสดงท่าทีผิดปกติออกมาด้วย ก็แค่การแสดงงิ้ว นางทำมันกลางความเป็ความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ครั้งนี้ก็ต้องทำได้เช่นกัน
ในชั่วพริบตา แววตาของซูว่านฉีกลับดูอ่อนโยนและนุ่มนวลขึ้น ปลายนิ้วซ้ายัักิ่งก้านต้นลวงโฉมอย่างแ่เบา ราวกับนึกถึงเื่ราวแสนสุขจนริมฝีปากหยักโค้งเป็รอยยิ้มจางๆ
นางรับรู้ถึงอันตรายที่จี้เข้ามาห่างเพียงครึ่งนิ้ว ท่วงท่ายังคงนุ่มนวลไร้การโคจรพลังป้องกัน
ในจังหวะที่เข็มจะถึงตัว แสงสีทองสว่างจ้าก็ะเิออกมาจากตัวนาง แต่แสงนั้นกลับถูกบดขยี้จนดับสูญไปในพริบตา สามอึดใจผ่านไป เข็มเงินไร้สิ่งกีดขวาง พุ่งทะลวงเข้าหาหัวใจของซูว่านฉีดุจผ่าไม้ไผ่ ในขณะนั้น ผู้ถูกจู่โจมไม่เพียงไม่ขยับหนี แต่แววตาที่หลุบลงกลับแฝงไปด้วยความคาดหวังบางอย่าง
แต่ก่อนที่เข็มจะแทงทะลุเสื้อผ้า เสียงแค่นในลำคอก็ดังขึ้น พร้อมกับเ้าของเสียงสะบัดมือส่งไอพลังปราณเย็นจัดประดุจน้ำแข็งพุ่งเข้าปะทะกับเข็มเงินจนมันเปลี่ยนทิศทาง เฉียดตัวซูว่านฉีไปอย่างหวุดหวิด และพุ่งเข้าหาต้นลวงโฉมเบื้องหน้าแทน
หนิงเมิ่งหลานรีบพุ่งมาทันทีที่รับรู้ว่าสมบัติป้องกันถูกกระตุ้น เขามองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ ต้วนจื่อเหวยที่แทบจะมาหาเื่ที่ยอดเขาว่านเจี้ยนวันละสามรอบก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด มือที่ถือถุงมิติสั่นระริก อีกนิดเดียว ซูว่านฉีก็เกือบจะ...
ทว่าในขณะที่ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ซูว่านฉีที่ควรจะปลอดภัยแล้ว กลับยกมือซ้ายขึ้นขวางทิศทางของเข็มเงินโดยไม่ลังเล! เสียงเข็มแทงทะลุิันั้นแ่เบา แต่ในหูของพวกเขากลับดังราวกับเสียงอสนีบาต เืสดๆ ย้อมแขนเสื้อของนางจนเป็สีแดงฉานในพริบตา
ต้วนจื่อเหวยที่ยืนอยู่หน้าประตูรูม่านตาหดเกร็ง วินาทีนี้เขาเพิ่งรู้สึกว่าสีแดงช่างน่าหวาดกลัวเพียงใด แต่ซูว่านฉียังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง นางไม่แม้แต่จะมองาแของตัวเอง แต่กลับมองไปที่ต้นลวงโฉมเบื้องหน้าด้วยสัญชาตญาณ
เมื่อเห็นว่าต้นไม้ไม่ได้รับความเสียหาย นางก็ถอยหลังก้าวหนึ่งราวกับยกูเาออกจากอก จากนั้นราวกับนึกอะไรได้ นางจึงหลุบตาลงและยิ้มเยาะเย้ยตัวเองอย่างขมขื่น
เมื่อเห็นสีหน้าของนาง ต้วนจื่อเหวยก็เหมือนจะถือของในมือไม่ไหวอีกต่อไป เขาปล่อยมือจนถุงมิติร่วงกระจายเต็มพื้น
วินาทีนั้นเขาดูเหมือนจะเข้าใจเหตุผลที่นางทำเช่นนี้ และความรู้สึกซับซ้อนก็ถาโถมเข้าใส่ใจ
นั่น... ไม่ใช่คนคนนั้น นั่น... เป็เพียงแค่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ต้นลวงโฉม... ที่เขาสามารถหามาให้นางได้เป็ร้อยเป็พันต้นก็ได้...
