“ท่าน...ท่านมันหมอเก๊ หลอกลวง ท่านไม่มีวิชาแพทย์ด้วยซ้ำ ท่านคิดจะฆ่าลูกของข้า”
สตรีนางนี้กอดเด็กสาวไว้แน่น ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่เด็กสาวหายใจออกทว่าไม่หายใจเข้า แม้จะเป็เด็กสาวที่แข็งแรง หากถูกกอดแน่นเช่นนั้น ย่อมขาดอากาศหายใจจนตายเป็แน่
“เ้าปล่อยเด็กคนนั้นเสีย นางถูกเ้ากอดเสียแน่นจนใกล้จะตายอยู่แล้ว เ้าเป็แม่แท้ๆ หรือไม่กันแน่!”
กู้ิเยวี่ยทนมองต่อไปไม่ได้ นางยื่นมือออกไปทันที คิดจะให้เด็กสาวได้หายใจ
ทว่ามือของนางยังไม่ทันััตัวเด็กสาว สตรีตรงหน้าก็กรีดร้องขึ้นมา
“ช่วยด้วย แย่งลูกไปแล้ว ฆ่าคนแล้ว!”
จู่ๆ ผู้คนที่ยืนมุงก็กรูกันเข้ามาลากตัวกู้ิเยวี่ยออกไปราวกับฝูงผึ้งที่โถมลงไปในสายน้ำ
ดังคำกล่าวที่ว่า กฎหมายไม่อาจสู้สาธารณชนได้
ขอเพียงพวกเขามีความสามัคคีมากพอ พระชายาที่ชั่วร้ายตรงหน้าผู้นี้ย่อมไม่มีทางสังหารพวกเขา!
ไป๋เซี่ยเหอกอดอกยืนมองอยู่ด้านข้างอย่างเ็า นางเอ่ยกับกู้ิเยวี่ย “ไม่ต้องไปสนใจ ในเวลาเช่นนี้ทุกคนล้วนเลือกที่จะเห็นอกเห็นใจพวกนาง คิดไปเองว่าเป็คนอ่อนแอ”
“ไร้การศึกษา คนอย่างพวกเ้ากำลังทำลายชีวิตคนอยู่ รู้หรือไม่?”
กู้ิเยวี่ยไม่อาจสงบใจได้อย่างไป๋เซี่ยเหอ นางโมโหจนหน้าแดง ปากพ่นคำด่าออกมา
เมื่อเด็กสาวในอ้อมแขนของสตรีถูกกอดแน่นเช่นนั้น นางก็หายใจไม่ออกโดยสิ้นเชิง
“พี่สาว ลูกของเ้าไม่หายใจแล้ว”
ในที่สุดก็มีคนจับจ้องไปที่เด็กสาว ทุกคนจึงหันไปมองและพบว่า...
ท่วงท่าการอุ้มเด็กสาวของสตรีนางนี้...ทำให้รูจมูกของเด็กสาวแนบติดกับอกของนางอย่างแ่า
“อา...”
สตรีกรีดร้องขึ้นมาทันที โยนร่างของเด็กสาวทิ้งไป
เด็กสาวที่นอนอยู่บนพื้นไร้พลังชีวิตแล้ว
“ลูกของข้า...”
เสียงกรีดร้องของนางเจือไปด้วยความเศร้าสร้อย
คนน่าสงสารที่ทำตัวเองย่อมไม่ควรค่าแก่การสงสาร
“เฮอะ”
กู้ิเยวี่ยถลึงตามองคนที่ลากตัวนางออกไปเมื่อครู่ เมื่อถูกสายตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารของนางจับจ้อง อีกฝ่ายก็ปล่อยมือโดยไม่รู้ตัว
“นายท่าน พวกเรากลับกันเถิดเ้าค่ะ”
ไป๋เซี่ยเหอพยักหน้า ก่อนจะหมุนกายเตรียมจะจากไป
“ข้าไม่อนุญาตให้ไป!”
ดวงตาของสตรีนางนั้นแดงก่ำและเต็มไปด้วยเส้นเื นางพุ่งมาตรงหน้าของไป๋เซี่ยเหอราวกับผีห่าซาตาน
“ฆ่าคนแล้วยังคิดจะหนีอีกหรือ?”
นางคว้าข้อมือของไป๋เซี่ยเหอเอาไว้แน่น เล็บสีดำเปื้อนฝุ่นจิกเข้าไปในเนื้อของไป๋เซี่ยเหออย่างแรง
“หากไม่ปล่อยมือ ข้าจะตัดมือของเ้าทิ้ง”
ใบหน้าเล็กที่ดูห่างเหินและเ็าของไป๋เซี่ยเหอแผ่ไอสังหารออกมาอย่างเข้มข้น นิ้วมือขาวผ่องดุจหยกของนางคว้าข้อมือของสตรีนางนั้นเอาไว้
ไป๋เซี่ยเหอดูเหมือนไม่มีแรง ทว่ามีเพียงสตรีนางนี้ที่รู้ดีว่าตนเองเจ็บข้อมืออย่างแสนสาหัสจนกระดูกแทบหัก นางจึงปล่อยมือของไป๋เซี่ยเหอโดยไม่รู้ตัว
“ฆ่าคนแล้ว ทุบตีคนแล้ว จวนเซ่อเจิ้งอ๋องยังมีขื่อมีแปอยู่หรือไม่?”
ไป๋เซี่ยเหอหัวเราะหยัน “เ้าแน่ใจหรือว่าจะลากเอาจวนเซ่อเจิ้งอ๋องมาเกี่ยวข้องด้วย?”
น้ำเสียงของนางเ็าราวกับผีร้าย ชวนให้ผู้คนหายใจติดขัด สตรีนางนั้นหน้าซีดเผือดทันที
“ท่านเป็ฆาตกรสังหารคน”
ขณะที่นางกล่าววาจาร้ายกาจ นางกลับไม่ได้สังเกตว่าครั้งนี้ทุกคนล้วนเงียบกริบ
“เป็ตัวเ้าเองชัดๆ ที่กอดลูกของตนเองแน่นจนนางขาดใจตาย!”
“ข้าไม่ได้ทำ” นางปิดหน้าร้องห่มร้องไห้ “หากพวกท่านไม่ได้คิดที่จะสังหารลูกของข้า ข้าคงไม่กอดนางแน่นถึงเพียงนั้น”
“เหตุใดพวกท่านถึงต้องแย่งลูกของข้าไปด้วย?”
“คนอื่นพูดอะไรเ้าก็เชื่อแล้วหรือ? เ้าสมองหมูหรือไม่?”
น้ำเสียงของไป๋เซี่ยเหอเย็นเยียบจนถึงขีดสุด
“ข้าคือพระชายาเซ่อเจิ้งอ๋องที่มีเกียรติ แล้วเหตุใดข้าถึงต้องสังหารลูกของเ้าด้วย? หากพูดอย่างไม่น่าฟังก็คือ ถึงแม้ข้าคิดจะสังหาร นางคู่ควรให้ข้าลงมือเองด้วยหรือ?”
“ข้า...ข้า...”
สตรีนางนี้ชะงักงัน ก่อนจะได้สติทันที หญิงสาวตรงหน้าคือว่าที่พระชายาเซ่อเจิ้งอ๋องที่ฮ่องเต้พระราชทานด้วยพระองค์เอง
เซ่อเจิ้งอ๋องอยู่ใต้คนผู้เดียว ทว่าอยู่เหนือคนนับหมื่น พระชายาของเขาอยากได้สิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น
ชาวบ้านอย่างนาง แม้แต่คุณสมบัติให้อีกฝ่ายลงมือเองยังไม่มี
“เ้ารู้โทษหรือไม่?”
เมื่อประโยคนี้ถูกโพล่งออกมา นางก็ตัวสั่น “ไม่รู้”
“เ้าิ่เบื้องสูง มีสถานะต่ำกว่าแต่กลับว่าร้ายผู้มีสถานะสูงกว่า ทั้งยังสบประมาทพระชายา”
โทษทั้งสามอย่างนี้ ล้วนเพียงพอให้ถูกปะาเก้าชั่วโคตร
ไป๋เซี่ยเหอยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเ็า ทั่วสรรพางค์กายแผ่รัศมีเย็นเยียบและสูงส่ง
“ข้า...ข้าไม่ได้ทำนะเ้าคะ”
นางใช้สายตาวิงวอนไปยังฝูงชน หวังให้มีคนโผล่หน้าออกมากล่าววาจาช่วยเหลือนางสักประโยค
ทว่านางกะพริบตาจนแทบเป็ตะคริวแล้ว ทุกคนกลับก้มหน้าลง
นางส่งเสียงเพ้ยในใจ พลางก่นด่าและสาปแช่ง พวกหญ้าบนแพง[1] สมควรแล้วที่เป็ได้เพียงชาวบ้าน
“วิชาแพทย์ของเปิ่นหวังเฟยฝ่าาทรงยืนยันด้วยตัวเอง ทว่าเ้ากลับรู้สึกแคลงใจต่อหน้าสาธารณชน ไม่ใช่ิ่เบื้องสูงแล้วจะเป็อะไร?”
“มีสถานะต่ำกว่าแต่กลับว่าร้ายผู้มีสถานะสูงกว่า...”
ไป๋เซี่ยเหอเลิกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นคราบเืจากาแรอยพระจันทร์เสี้ยวบนแขน “หลักฐานเท่านี้เพียงพอหรือไม่?”
“เ้าสบประมาทเปิ่นหวังเฟย ทุกคนในที่นี่ล้วนเห็นกับตา ไม่ต้องให้เปิ่นหวังเฟยอธิบายอีกกระมัง”
ทุกประโยคที่ไป๋เซี่ยเหอเอ่ยออกมา ทำให้สตรีนางนี้ตัวสั่นอย่างรุนแรง นางกวาดสายตาไปทางกู้ิเยวี่ยอย่างมาดร้าย ทว่ากลับพบว่าร่างของกู้ิเยวี่ยไม่อยู่แล้ว
ระหว่างที่ไป๋เซี่ยเหอหยิบยกโทษสามอย่างนี้ขึ้นมา กู้ิเยวี่ยได้พาบ่าวไพร่ของตนเองแอบหนีออกไปแล้ว
นางคิดว่าตนเองเล็ดลอดออกไปอย่างเทพไม่รู้ผีไม่เห็น และไม่มีผู้ใดจดจำนางได้ ทว่ากลับไม่คิดว่าการกระทำของนางล้วนตกอยู่ในสายตาของไป๋เซี่ยเหอทั้งหมด
“ข้า...ข้า...ข้าสำนึกผิดแล้ว”
ไป๋เซี่ยเหอกวาดสายตาไปรอบๆ อย่างเงียบเชียบ ทุกคนล้วนอกสั่นขวัญแขวน และเป็กังวลกับสถานการณ์ตรงหน้า
“แม้ว่าเ้าจะไม่เคารพเปิ่นหวังเฟย แต่เห็นแก่ที่เ้าเพิ่งสูญเสียลูกสาวไป เปิ่นหวังเฟยก็จะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเ้าแล้วกัน”
ฝูงชนที่ยืนอยู่เื้ัส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทันที
“ว่าที่พระชายาเป็คนดีจริงๆ ถูกคนว่าร้ายเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าจะปล่อยไปอีก”
“ถูกต้อง ช่างใจบุญจริงๆ”
“...”
จิตใจคนคือสิ่งที่ไม่อาจเชื่อถือที่สุดบนโลกนี้
ฝูเอ๋อร์รีบพุ่งเข้ามา นางหยิบน้ำ ผงยา และผ้าพันแผลออกมาจากถุงผ้าใบเล็ก จากนั้นก็ทำแผลที่แขนให้ไป๋เซี่ยเหอ
ในอดีตนางกับไป๋เซี่ยเหอถูกรังแกอยู่บ่อยครั้ง ทุกวันต้องได้แผล ดังนั้นนางจึงเตรียมผงยากับผ้าพันแผลเอาไว้
ส่วนตอนนี้...
แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดรังแกพวกนางตามอำเภอใจอีกแล้ว ทว่าความเคยชินนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“แผลลึกเพียงนี้ได้อย่างไร? คุณหนูเจ็บหรือไม่เ้าคะ?”
ฝูเอ๋อร์ปวดใจจนอยากตายแทนคุณหนู ต้องโทษที่นางอยู่ดีๆ ก็เกิดมีเมตตา อยากช่วยเหลือคนขึ้นมา มีแผลเท่านี้ถือว่าดีมากแล้ว หากร้ายแรงกว่านี้คุณหนูคงถูกทำร้ายเป็แน่
ฝูเอ๋อร์ก้มหน้าลง นางกัดริมฝีปากล่างแน่นจนโลหิตค่อยๆ ไหลซึมออกมา
หลังจากสตรีนางนี้โขกศีรษะขอบคุณ ก็นั่งอยู่บนพื้นอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ข้าไม่เหลือคนในครอบครัวแล้ว มีเพียงลูกสาวคนนี้คนเดียว แต่ตอนนี้นางตายไปแล้ว วันหน้าข้าไม่มีความหวัง ไม่มีผู้ใดเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าอีกต่อไป”
ไป๋เซี่ยเหอคิ้วกระตุก นางหมุนกายเตรียมจะจากไป
เสียงรองเท้าเหยียบพื้นดังแว่วมา ตามมาด้วยเสียงของสตรี นางเดินตามมาอย่างหน้าไม่อาย
“พระชายา ท่านเป็คนดีนัก ในเมื่อท่านช่วยคนก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด โปรดพาข้ากลับไปที่จวนเซ่อเจิ้งอ๋องด้วยเถิด จะให้ข้ากวาดพื้นก็ย่อมได้ อย่างน้อยก็ให้ข้ามีข้าวกินเถิด”
------------------------
[1] หญ้าบนแพง หมายถึง คนที่เปลี่ยนจุดยืนตามสถานการณ์