เล่มที่ 4 บทที่ 118 พักรักษาตัว
หลังจากที่ถามออกไปก็ได้คำตอบว่า “หุบเขาเสินมู่เป็สถานที่ที่เงียบสงบที่สุดในรัศมีหมื่นลี้นี้แล้ว…”
ทะเลอู่ไห่ไม่เหมือนกับหน้าผาอวิ๋น…
เพราะหน้าผาอวิ๋นถือว่าเป็เขตในการดูแลของสำนักเวิ่นเจี้ยน ที่นั่นนอกจากมีมารปีศาจที่ออกอาละวาดอยู่บ่อยๆแล้ว ทุกอย่างล้วนไม่ต่างอะไรกับที่พิภพหลัวฝูเลยแม้แต่น้อย
แต่ทะเลอูไห่นั้น…
อำนาจของสำนักเชียนซานเองก็กำลังถดถอยลงเรื่อยๆ ทำให้กฎที่ทะเลอูไห่ไม่เข้มงวดเช่นเดิม นอกจากเหล่ามารปีศาจออกอาละวาดแล้ว สำนักต่างๆยังทะเลาะกันเองอีกด้วย ทำให้ทะเลอูไห่มีแต่เื่ราวปั่นป่วนเกิดขึ้น การหาสถานที่สงบๆสักที่จึงไม่ใช่เื่ง่ายนัก
มีเพียงแถบหุบเขาเสินมู่ที่อยู่ใกล้ๆสำนักเชียนซานเท่านั้นที่พอจะเรียกว่าสงบได้บ้าง
หลังจากศิษย์สำนักหลิงติ่งจากไป หลินเฟยก็สำรวจบริเวณหุบเขาเสินมู่ ก่อนจะพบถ้ำรกร้างแห่งหนึ่งที่อยู่บนหน้าผา…
“ไปดูรอบๆหน่อยดีกว่า” หลังจากเข้ามายังถ้ำ หลินเฟยก็ปล่อยเทียนกุ่ยออกไปสำรวจ หลังจากแน่ใจว่าถ้ำนี้ไม่มีอันตราย จึงสลายพลังปราณที่สะกดอาการาเ็ออก…
จากนั้นหลินเฟยก็กระอักเืออกมาทันที…
ครั้งนี้ถือว่าาเ็สาหัสมากทีเดียว
เพราะตอนที่ใช้หินตงจี๋รับมือกับอสุรกายขั้นกุ่ยหวังนั้น หลินเฟยมีขั้นบำเพ็ญเพียงย่างหยวนเท่านั้น เมื่อเทียบกับอสุรกายขั้นกุ่ยหวังที่มีขั้นบำเพ็ญเทียบเท่าผู้บำเพ็ญจิงตันแล้ว ถือว่าต่างกันถึงสองขั้นบำเพ็ญเต็มๆ หากไม่ใช่เพราะมีหินตงจี๋ละก็ เกรงว่าป่านนี้คงได้ตายด้วยกรงเล็บอสูรไปแล้ว
แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น…
แรงอัดกระแทกของหินตงจี๋กับกรงเล็บปีศาจก็ะเืจนอวัยวะภายในแทบแตกละเอียด ที่ยังฝืนอยู่ได้จนถึงตอนนี้ก็เพราะใช้พลังปราณสะกดเอาไว้
เมื่อสลายพลังออกไป อาการาเ็ก็ทรุดหนักลงไป
หลังจากกระอักเือึกใหญ่ออกมา ใบหน้าหลินเฟยก็ขาวซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ร่างทั้งร่างโงนเงนไปมา เพียงเดินไม่กี่ก้าวก็เหมือนจะล้มลงได้ง่ายๆ หลินเฟยจึงต้องโคจรพลังปราณอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ฤทธิ์ยาเผยหยวนที่กินลงไปก่อนหน้านี้ทำงาน เพียงพริบตาเดียวก็มีกระแสอุ่นร้อนสายหนึ่งไหลเวียนไปทั่วร่างกาย…
ทุกจุดที่กระแสอุ่นร้อนสายนี้ไหลผ่าน กำลังค่อยๆซ่อมแซมตัวเอง ใบหน้าที่ขาวซีดในตอนแรกก็เริ่มขึ้นสีเล็กน้อย แต่หลินเฟยรู้ดีว่ายาลูกกลอนเผยหยวนที่กินเข้าไปนั้นไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะมันไม่มีใช่ยาวิเศษที่สามารถรักษาคนตายให้กลับมาเป็คนเป็ได้ มันทำได้เพียงประคองอาการไว้เท่านั้น
หลินเฟยเองก็ไม่รีบร้อน หลังจากที่ยาออกฤทธิ์เต็มที่ จนสามารถประคองอาการาเ็ไว้ได้แล้ว เขาจึงโคจรพลังปล่อยปราณกระบี่สามสายออกมา ปราณกระบี่ไท่อี๋ อิ๋นเหวิน และทงโยวล้วนเป็รากฐานบำเพ็ญของหลินเฟย เมื่อปล่อยออกมา จึงเห็นชัดว่าบนปราณกระบี่ทั้งสามมีรอยร้าวปรากฏขึ้นมามากมาย โดยเฉพาะปราณกระบี่อิ๋นเหวินและทงโยว ที่เริ่มมีสภาพราวกับจะแตกสลายได้ตลอดเวลา…
นี่ต่างหากที่เป็อาการาเ็อย่างแท้จริง
แรงอัดกระแทกของหินตงจี๋กับกรงเล็บอสูรนอกจากชนกระแทกจนอวัยวะภายในบอบช้ำแล้ว ยังะเืไปถึงรากฐานบำเพ็ญอีกด้วย หากไม่รีบซ่อมแซมละก็ เกรงว่าต่อให้กินยาเผยหยวนนับหมื่นขวดก็ช่วยอะไรไม่ได้
หลังจากปล่อยปราณกระบี่ทั้งสามสายออกมา หลินเฟยก็เริ่มโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนอีกครั้ง เขาค่อยๆใช้ปราณโลหะสีทองซ่อมแซมรอยร้าวเ่าั้ ในตอนนี้เขาต้องขอบคุณปราณโลหะทั้งหลายที่เกิดจากแร่จิงซ่าจากหุบเขากระบี่จริงๆ ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา หลินเฟยได้เก็บสะสมมาได้ไม่น้อยเลย อีกทั้งยังได้หลอมมันเข้ากับพลังปราณของตน บัดนี้จึงสามารถดึงมันออกมาจากพลังปราณก็ได้ง่ายๆแล้ว…
รอยร้าวบริเวณรากฐานนั้น ไม่สามารถซ่อมแซมกันได้ง่ายๆ หลินเฟยใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็มๆ จึงจะรักษารอยร้าวบนปราณกระบี่ไท่อี๋ได้ประมาณสามสิบกว่าจุดเท่านั้น หากคิดจะซ่อมแซมรอยร้าวจุดใหญ่ๆของปราณกระบี่ทั้งสามละก็ เกรงว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนเลยทีเดียว ส่วนรอยร้าวเล็กๆที่เหลือ ก็ยังต้องใช้เวลาค่อยๆซ่อมแซมไปอีกนานเลย
เจ็ดวันผ่านไป รอยร้าวบนปราณกระบี่ไท่อี๋ก็ถูกซ่อมแซมจนเกือบหมด
“ในที่สุดก็รอดตายแล้ว…” ปราณกระบี่ทั้งสามสายนี้ มีปราณกระบี่ไท่อี๋เป็หลัก ปราณกระบี่อิ๋นเหวินและทงโยวเป็รอง หรือจะพูดง่ายๆก็คือ ปราณกระบี่ไท่อี๋เป็รากฐานสำคัญที่สุด ขอแค่ปราณกระบี่ไท่อี๋ดีขึ้น หลินเฟยเองก็จะพ้นขีดอันตรายไปได้
หลังจากซ่อมแซมปราณกระบี่ไท่อี๋สำเร็จ หลินเฟยก็ผ่อนความเร็วลง ทุกๆวันจะใช้เวลาเพียงครึ่งวันในการซ่อมแซมปราณกระบี่อิ๋นเหวินและทงโยว ส่วนที่เหลืออีกครึ่งวัน จะใช้โคจรเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถู เพื่อหลอมละลายหินอุกกาบาตต่อ…
และก็เป็อย่างนี้อยู่อีกกว่าหนึ่งเดือน
ตอนนี้หลินเฟยซ่อมแซมรอยร้าวบนปราณกระบี่ทงโยวจนเกือบหมดแล้ว อาการาเ็ในตัวก็ดีขึ้นเกือบแปดในสิบส่วนก็ว่าได้ ตอนที่เดินออกจากถ้ำมาก็ไม่มีวี่แววอาการาเ็แม้แต่น้อย หลังจากปล่อยปราณกระบี่สามสายออกมา ก็พบว่าพวกมันเรืองแสงเจิดจ้ายิ่งกว่าตอนเข้าหุบเขากระบี่เสียอีก หลินเฟยรู้ดีว่าที่เป็เช่นนี้ก็เพราะตนเองได้ใช้ปราณโลหะสีทองจำนวนมากซ่อมแซมหล่อเลี้ยงพวกมัน
“ได้เวลาผ่าหินแล้วล่ะ…” หลินเฟยเก็บปราณกระบี่ทั้งสามสายกลับมาเหมือนเดิม ก่อนจะกลับเข้าไปในถ้ำอีกครั้ง หินอุกกาบาตขนาดใหญ่รัศมีนับร้อยจ้าง ที่ถูกเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูหลอมมาเป็เวลากว่าหนึ่งเดือน บัดนี้มีขนาดรัศมีเหลือไม่ถึงสามฉื่อเท่านั้น ทว่าเปลวไฟและความร้อนที่พวยพุ่งออกมา กลับรุนแรงยิ่งกว่าเดิมนับร้อยเท่า
ต่อให้มีขั้นบำเพ็ญย่างหยวนระดับสูงสุด แต่ตอนที่หลินเฟยก้าวเข้ามาในถ้ำก็มิวายถูกกระแสความร้อนจู่โจมจนหายใจไม่ออก จึงต้องโคจรพลังปราณคุ้มกายเอาไว้ ก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้าอุกกาบาตที่หดเล็กเหลือเพียงไม่ถึงสามฉื่อ
‘เกรงว่าตอนนี้คงจะเรียกมันว่าอุกกาบาตไม่ได้แล้วล่ะ’
เพราะหลังจากถูกเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูหลอมละลายมาเดือนกว่า ผิวด้านนอกของมันก็ถูกชำระล้างออกไปเกือบหมด เหลือแค่ชั้นบางๆเท่านั้น ทำให้ดูผิวเผินละม้ายคล้ายกับลูกไฟดวงหนึ่งเท่านั้น แต่เปลวไฟอันร้อนแรงของมันก็ยังคงทำให้อุณหภูมิในถ้ำสูงราวกับเตาหลอมอยู่ดี
“แตก!”
หลินเฟยจ้องมันอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะปล่อยปราณกระบี่อิ๋นเหวินออกมา ทันใดนั้นกระแสไอเย็นเสียดกระดูกก็ะเิออกมา เพียงพริบตาเดียวก็แช่แข็งถ้ำที่เมื่อครู่ยังมีอุณหภูมิสูงราวกับเตาหลอมจนกลายเป็น้ำแข็งไปทั่วทั้งบริเวณ แม้แต่ลูกไฟอุกกาบาตยังถูกกระแสไอเย็นนี้แช่จนกลายเป็น้ำแข็ง
แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น...
เพราะต่อมาเปลวไฟร้อนแรงก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง น้ำแข็งที่ปกคลุมก็ละลายกลายเป็น้ำทันที
ขณะนั้นเองหลินเฟยก็ปล่อยปราณกระบี่ไท่อี๋ออกมา
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
