“สำคัญเยี่ยงไรเล่า ตำหนักนี้ช่างน่ากลัวนัก หรือท่านมิรู้หรือว่าใต้ตำหนักมีจระเข้อยู่เต็มไปหมด”
“นั่นคือความเ็ปที่ท่านอ๋องต้องสูญเสียพระบิดาและเ้ากับองค์ชายาก็มิมีวันเข้าใจ ข้ามิมีเวลาพูดกับเ้ามากนัก”
“ท่านโม่โฉว ข้ารู้ว่าท่านเป็องรักษ์เอกของหลู่อ๋อง แต่...ท่านก็เห็นว่าพระธิดาเป็เพียงหญิงตัวเล็กที่ไม่มีวันต่อกรกับเหล่าทหารและอ๋องแคว้นหลู่ได้เลย ทำเยี่ยงไรถึงจะช่วยเบาโทษให้นางได้"
“บัญชาของหลู่อ๋องนั้นเทียบเท่าชีวิต พระองค์คือผู้อยู่เหนือสิ่งใด และข้าก็มิอาจขัดพระประสงค์ของพระองค์ได้”
“ได้โปรด...ได้โปรดเถิดเ้าค่ะ ทัณฑ์ลงแส้ถึงร้อยครั้ง แม้แต่ชายอกสามศอกก็ยังมิทานไหว แล้วพระธิดาจะทนได้หรือเ้าคะ และหากว่า...นางเป็อะไรไปต้องเกิดศึกใหญ่ระหว่างแคว้นอย่างแน่นอน”
ถึงนางร้องขอหากโม่โฉวก็ยังมิแสดงท่าทีใด ๆ ออกมา ราชองครักษ์เอกก้าวออกจากห้องนั้นอย่างเยือกเย็นทิ้งไว้แต่หลินเจินที่ร้องไห้คร่ำครวญเื้ั
“พระธิดา...อภัยให้ข้าด้วย หลินเจินผิดเอง หลินเจินผิดเอง”
คุกหลวง ชั้นในสุด
เหล่าทหารและผู้คุมต่างถวายความเคารพเมื่ออ๋องหลี่เจี๋ยและนายทหารคู่พระทัยก้าวผ่านลงไปตามเส้นทางคดเคี้ยวและซับซ้อนของคุกหลวงกระทั่งถึงชั้นในสุด ภายในนั้นมืดและอับทึบ มีเพียงแสงสว่างจากคบเพลิงสาดส่องผนังหินแข็งแกร่ง เมื่อไปถึงที่นั่นเขาก็เห็นว่าพระธิดาจางลี่นั่งติดอยู่ตรงลางห้อง มือเรียวบางของนางถูกพันธนาการด้วยผ้าเนื้อหยาบมัดติดอยู่กับเสาต้นใหญ่ มันคือลานที่มีไว้ลงทัณฑ์นักโทษ รอบห้องนั้นเต็มไปด้วยเครื่องมือทรมานที่เห็นแล้วน่าหดหู่ มิรู้ว่ามีนักโทษต้องตายมาแล้วสักกี่ชีวิตและนางอาจเป็คนต่อไป
ขณะนั้นหลี่เจี๋ยย่างเท้าเข้าไปหยุดตรงหน้าพระญาติผู้น้อง นางมิยอมเงยหน้าขึ้นมองทั้งที่รู้ว่าผู้ใดเข้ามาขณะที่ราชองรักษ์โม่โฉวยืนมองอยู่ห่างๆ ร่างสูงงามสง่าจ้องมองใบหน้าสวยซึ้งของจางลี่นั้นปราศจากความหวาดหวั่นแม้บนไหล่ข้างหนึ่งของนางจะเต็มไปด้วยคราบเืจากการเอาตัวเข้ารับปลายดาบคมแทนนางสนมคนสนิท หลี่เจี๋ยหยัดมุมปากขึ้น
“จางลี่...ข้าจะลงทันฑ์โทษฐานที่เ้าขัดคำสั่งข้า”
“เพคะ”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าแท้แล้วผู้ก่อเหตุร้ายแรงวางเพลิงไม่ว่าจะเป็ที่ใดในเขตพระราชฐานนั้นโทษตายสถานเดียว เ้ามิเกรงกลัวถึงได้กล้าขัดคำสั่งและกล้าทำสิ่งร้ายแรง”
“สำหรับหม่อมฉันสิ่งใดจะน่าหวาดหวั่นเท่าความความชิงชังที่พระองค์มีต่อคนแคว้นฉี ถึงหม่อมฉันไม่ทำเยี่ยงนี้วันหนึ่งก็อาจตายทั้งที่มิได้กระทำความผิด มันแตกต่างกันหรือเพคะหากพระองค์มิเคยพอพระทัยไม่ว่าหม่อมฉันจะทำเยี่ยงไร”
“ข้าทำตามกฎต่างหาก และเห็นชัดแล้วบัดนี้ว่าธิดาของฉีอ๋องทั้งดื้อรั้นและอวดดีแค่ไหน ทหาร! นำแส้มาให้ข้า”
เสียงบัญชากึกก้องในห้องนั้น ทหารร่างใหญ่ผู้คุมเวรยามในคุกหลวงก้าวเข้ามาแล้วคุกเข่าลงเพื่อถวายแส้เส้นใหญ่แก่ปาอ๋อง หลี่เจี๋ยรับมันมากุมไว้ในมือมั่น มือของเขาเย็นเฉียบกว่าทุกครั้งที่รู้สึก น่าประหลาดที่ครานี้หัวใจของเขามิได้เต้นด้วยจังหวะมั่นคงดั่งทุกครั้งที่ลงทัณฑ์คนผิด เคยทรมานนักโทษให้ถึงตายหากก็มิเคยหวั่นไหวต่อความเหี้ยมหาญของตัวเองแม้เพียงสักครั้ง จางลี่กัดฟันตัวเองแน่น มือทั้งสองที่ถูกมัดไว้กับเสาต้นใหญ่กำหมัดจนปลายเล็บจิกลงในอุ้งมือเืไหลซิบ นางเชิดคางขึ้นและสบั์ตาดำยาวรีของหลี่เจี๋ยราวไม่เกรงกลัว
“หม่อมฉันหร้อมรับโทษเพคะ และหากหม่อมฉันตายไปก็ขอพระองค์โยนร่างของหม่อมฉันลงไปที่ใต้ตำหนักร้อยไหมให้จระเข้ของพระองค์ฉีกทึ้ง มิต้องเหลือซากแม้กระดูกกลับคืนแผ่นดินฉี”
ควับ!!
“ฮึก!”
จางลี่สะดุ้ง หลังของนางแอ่นเมื่อหลี่เจี๋ยหวดแส้ลงบนหลังบอบบางหนแรกจนชุดผ้าแพรเป็รอยแยกบางๆ หากนางกลับมิส่งเสียงร้องออกมาเพียงสักแอะ หลู่อ๋องขบกรมแน่นก่อนลงแส้เป็ครั้งที่สอง คราวนี้เนื้อผ้าบนแผ่นหลังของนางขาดออกจากกันหากจางลี่ก็มิยอมส่งเสียงร้องออกมาดังเดิม
4
บุปผาเดียวดาย
ยิ่งจางลี่ไม่ส่งเสียงร้องก็เหมือนเป็การยั่วยุโทสะอ๋องหลี่เจี๋ย เขาตวัดปลายแส้ลงไปอีกสามครั้งแผ่นหลังของนางก็เป็รอยแผลปริแยก โลหิตซึมออกมาหากนางก็ยังกัดฟันแต่ใบหน้าของนางกดเกร็ง คิ้วขมวดมุ่น
ควับ!!
เสียงปลายแส้สะบัดลงบนแผ่นหลังของนางอีกครั้งคราวนี้โลหิตสาดกระเซ็น แต่ก่อนที่หลี่เจี๋ยจะเงื้อมือเพื่อลงแส้ซ้ำลงไปอีกเขาต้องชะงักเมื่อโม่โฉวปราดเข้ามาคุกเข่าตรงหน้า
“พอก่อนเถิดพระองค์...เกรงว่าหากลงแส้จนครบร้อยครั้งนางอาจทนไม่ไหวและต้องสิ้นใจในคุกหลวงนี้เป็แน่”
ราชองครักษ์เอกกราบทูลด้วยเสียงแน่นหนักทั้งที่เขาไม่เคยขัดต่อพระประสงค์ของหลู่อ๋องมาก่อน หลี่เจี๋ยลดมือที่กำแส้ลง เขานิ่วหน้าและขบกรามเหมือนรู้สึกเ็ปขณะปรายดวงตาคมไปยังร่างของจางลี่ซึ่งบัดนี้นางซบหน้าแน่นิ่งไปแล้ว ร่างสูงใหญ่หอบหายใจ สีหน้าโกรธขึ้นราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้หากก็ยังเสียงแข็งกร้าวไม่แปลงเปลี่ยน
“เ้าอยากจะร้องขอให้ข้าละเว้นโทษต่อพระธิดาฉีอ๋องเช่นนั้นหรือ?”
“หามิได้...กระหม่อมรู้ว่านี่คือการลงทัณฑ์ที่มิอาจเลี่ยง หากแต่พระธิดานั้นเป็เพียงหญิงตัวเล็ก แม้แต่นักโทษชายยังทานทนมิไหว บ้างก็ตายั้แ่ยังลงแส้มิถึงกึ่งหนึ่งของโทษที่ได้รับ และที่สำคัญมากไปกว่านั้น หม่อมฉันอยากให้พระองค์ทรงตรองให้หนักว่าพระธิดาเพิ่งเดินทางมาถึงแคว้นหลู่เพียงมิกี่ราตรี หากนางต้องมีอันเป็ไปเกรงว่าจะเกิดเื่ใหญ่โตบานปลายไปกว่านี้ อย่าลืมว่ายังมีทหารและคนของแคว้นฉีที่ติดตามนางมาด้วยนะพะย่ะค่ะ”
คำกล่าวที่ไม่เกินความจริงขององครักษ์ราวกับว่าได้ฉุดอารมณ์ของหลู่อ๋องให้ดิ่งลง หลี่เจี๋ยก้มลงมองแส้ในมือก่อนโยนมันลงตรงหน้าโม่โฉว
“คราวหน้าหากนางทำผิดอีก ข้าจักให้เ้าเป็คนลงทัณฑ์ และคราวนี้จักมิมีการผ่อนโทษแม้แต่คราเดียว!”
ร่างสูงสง่าของผู้ครองแคว้นก้าวฉับ ๆ ออกไป โม่โฉวถอนหายใจโล่ง แต่เมื่อเขาลุกขึ้นผู้คุมคุกหลวงร่างใหญ่อย่างั์ปักหลั่นก็เข้ามาและเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านโม่โฉว...ท่านกล้าเหลือเกินที่ยับยั้งการลงทัณฑ์ของหลู่อ๋องในครานี้ แต่...ข้ามิเคยเห็นพระองค์ทรงลดหย่อนโทษให้ผู้ใดเลย ทุกคนต่างรู้ว่าหลู่อ๋องนั้นเหี้ยมหาญและเด็ดขาดนัก”
“หากข้ามิมีเหตุผลเพียงพอก็คงต้องถูกบั่นหัวโทษฐานขัดพระประสงค์ของพระองค์เป็แน่”
ผู้คุมได้ฟังดังนั้นก็หันกลับไปมองร่างของจางลี่ที่แผ่นหลังของนางชุ่มด้วยโลหิตและแน่นิ่งไปแล้ว เขาส่ายหน้าไปมา
“องค์ชายาช่างงดงามนัก นางบอบบางราวกับบุปผาในสรวง์”
“หากนางก็เป็เช่นบุปผาเดียวดาย ที่นี่หาใช่สรวงสรรค์สำหรับนางไม่”
“ข้ายอมใจพระธิดา ตอนหลู่อ๋องลงแส้นางใจเด็ดนัก ไม่ยอมร้องออกมาเลย...แล้วนี่ข้าต้องทำอย่างไรต่อไปท่านโม่โฉว”
“เรียกทหารและนางกำนัลอีกเพียงสองสามนางมาพาพระธิดากลับไปที่ตำหนักร้อยไหม เก็บเื่นี้ไว้อย่าได้แพร่งพรายออกไปเพราะหากทหารแคว้นฉีที่ติดตามนางมารู้เข้าอาจเกิดเื่ใหญ่”
“ขอรับท่านโม่โฉว”
ผู้คุมรับคำก่อนหันไปออกคำสั่งทหารยามที่ยืนเฝ้าประตู โม่โฉวนึกถึงคำพูดของผู้คุมอีกครั้ง ชายอกสามศอกเยี่ยงเขาก็ยังนึกไปไม่ถึงว่าพระธิดาของฉีหวนกงจะใจเด็ดได้ถึงขนาดนี้ นางไม่ร้องขอและอดกลั้นต่อการลงทัณฑ์ร้ายแรงได้อย่างน่าประหลาดใจแท้
