สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในตอนใกล้เ็าร์ลส์รอรถม้าอยู่ที่หน้าบ้านด้วยชุดเสื้อผ้าชั้นดีที่ซื้อมาใหม่ ตอนนี้เขาปรึกษากับโจเซฟ โจเซฟเสนอว่าจะส่งรถม้ามารับ ส่วนโจเซฟจะขอไปรับอิซาเบลก่อน แล้วไปเจอกันที่งานเลี้ยง
เมื่อรถม้ามาถึงจอดรับเขา ชาร์ลส์ได้ขึ้นรถม้าไปที่เขตราชอำนาจชั้นในทันที เสียงกีบม้าดังกึกก้อง สะท้อนไปตามถนนที่เงียบสงบ รถม้างดงามแล่นออกจากถนนย่านที่พักอาศัยสู่ถนนหลัก เข้าสู่เขตราชอำนาจชั้นนอก อันเป็สถานที่ตั้งของหน่วยงานทางการต่าง ๆ มุ่งสู่เขตราชอำนาจชั้นใน อันเป็สถานที่พักของเหล่าขุนนาง และเชื้อพระวงศ์
รถม้าได้มาถึงที่หมายคฤหาสน์หลังใหญ่โต ชายหนุ่มเดินลงจากรถม้า มองดูคฤหาสน์และงานเลี้ยงอันแสนอลังการ เหล่าบุคคลชั้นสูงแต่งตัวดี ต่างเดินเข้างานด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หน้าประตูคฤหาสน์มีคนคอยตรวจบัตรเชิญ เหล่าชนชั้นสูงที่เดินเข้าไปต่างส่งจดหมายเชิญให้คนตรวจก่อน พร้อมประกาศนามและตำแหน่งอันทรงเกียรติด้วยเสียงกึกก้อง ก่อนจะเชิญแขกผู้มีเกียรติเข้าสู่งานเลี้ยง
"ท่านเฮนรี่ แบลคเวลล์" เสียงประกาศดังกังวาน
ชาร์ลส์หันไปมองตามเสียงประกาศ เห็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมสูงใหญ่ในชุดสีเข้มหรูหรา ชื่อของเฮนรี่ไม่ใช่เื่แปลกสำหรับชาร์ลส์ เขาเคยได้ยินกิตติศัพท์ของเศรษฐีผู้ใจบุญคนนี้มาก่อน โดยเฉพาะการบริจาคเงินก้อนใหญ่ให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลายแห่งในเมือง และการจัดตั้งมูลนิธิช่วยเหลือคนยากไร้ ใบหน้าของเฮนรี่ฉายแววอ่อนโยนและมีเมตตา เขายิ้มทักทายผู้คนรอบข้างอย่างเป็มิตร ขณะที่เดินผ่านเข้าไปในงาน
ชาร์ลส์ยืนอยู่ด้านนอกคฤหาสน์สักพัก รอเพื่อนซี้ของเขาให้มาถึง แต่ก็เผื่อใจไว้ด้วยว่าถ้าโจเซฟมาถึงก่อนอาจเข้าไปในงานแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงกำหนดเวลารอเอาไว้
แต่แล้วเวลาก็ผ่านไปไม่นานนัก รถม้าของตระกูลคาเว็นดิชแล่นมาถึงทางเข้าพอดี ประตูรถม้าเปิดออก คนสองคนเดินลงมาเป็ลำดับแรก คือโจเซฟและรีเบคก้าภรรยาของเขา จากนั้นมิแรนดาพี่สาวของโจเซฟ และอิซาเบลลูกสาวของเอ็ดเวิร์ดลงจากรถม้าตามกัน
โจเซฟเดินมาหาชาร์ลส์ที่ยืนรออยู่ ร่างสูงสง่าสวมเสื้อตัวนอกผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลวดลายสีทอง ด้านในเป็เสื้อผ้าลินินสีขาว ผมที่หยักศกเล็กน้อยสีทองเหลืองอร่ามถูกมัดไว้อย่างเรียบร้อย ดวงตาสีฟ้าอ่อนเป็ประกายเจิดจ้า
"เป็ไงบ้าง รอนานหรือเปล่า?" โจเซฟเอ่ยถาม ก่อนจะทักทายเพื่อนรักอย่างคุ้นเคย
"ไม่หรอก ฉันเพิ่งมาถึงเหมือนกัน" ชาร์ลส์ทักทายเพื่อนกลับ พร้อมกับเหลือบมองเหล่าสุภาพสตรีที่มากับโจเซฟด้วยสายตาและความรู้สึกแตกต่างกันไป
เขาส่งยิ้มทักทายอบอุ่นให้รีเบคก้า หญิงสาวที่เคยช่วยเหลือเขายามที่สูญเสียความทรงจำและต้องพักอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลคาเว็นดิช ทั้งคู่จึงสนิทกันเหมือนเพื่อน
เธอสวมชุดกระโปรงยาวสีครีมอ่อนแต่งลายปักทองละเอียดอ่อน ผ้าไหมเนื้อนุ่มบางเบาทิ้งตัวพลิ้วไหวไปกับทุกการเคลื่อนไหว ประดับด้วยลูกไม้เนื้อละเอียดเพิ่มความอ่อนหวาน เรือนผมของรีเบคก้าถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีต ปล่อยปอยผมเล็กน้อยให้ไหลลงมาเคลียไหล่ สวมต่างหูไข่มุกเม็ดเล็กเข้ากับสร้อยคอเส้นบางที่มีจี้ประดับด้วยอัญมณีสีอ่อนรับกับสีชุด
รีเบคก้าทักทายตอบกลับตามธรรมเนียมของอาณาจักรพร้อมกับรอยยิ้มเป็มิตร ก่อนจะเอ่ยเสริมว่า "ดีใจที่ได้เจอคุณอีกครั้งนะคะชาร์ลส์ คุณดูสุขภาพแข็งแรงดี"
จากนั้นสายตาของชาร์ลส์ก็เลื่อนไปยังสตรีอีกคน มิแรนดายืนอยู่อย่างสง่างาม ชุดกระโปรงยาวผ้าไหมสีแดงเืนกตัดเย็บวิจิตรบรรจง ผมยาวสีดำสลวยถูกจัดเก็บอย่างเรียบร้อยและจัดแต่งอย่างสวยงาม ใบหน้าคมคายเปี่ยมเสน่ห์พร้อมดวงตาสีฟ้าประกายทองที่ได้รับมาจากผู้เป็ย่าประดับรอยยิ้มเ็า ชาร์ลส์เกือบมองไปที่มือของเธอ ยังคงสังเกตเห็นเส้นเืที่ปูดขึ้นมา
ท่าทางของชายหนุ่มดูเกร็งและสุภาพขึ้นมาทันที เขารีบโค้งคำนับให้มิแรนดาอย่างนอบน้อม เพื่อแสดงความเคารพต่อหญิงสาวผู้มีอิทธิพล แต่ก็แอบหวังว่าคงจะไม่มีเื่ให้ต้องข้องเกี่ยวกันมากนัก
สุดท้ายเขาจึงได้มองไปที่อิซาเบล สาวน้อยในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนลายดอกไม้ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสดใสเมื่อเห็นเขา ชาร์ลส์จึงคลี่ยิ้มกว้างอย่างเอ็นดู ก่อนจะโบกมือทักทายอย่างสนิทสนม
"อิซาเบล วันนี้ดูสวยขึ้นนะ" ชาร์ลส์ชมเชยเสียงอบอุ่น
"ขอบคุณค่ะคุณชาร์ลส์ แล้วอาการของคุณดีขึ้นหรือยังคะ"
"ไม่ต้องห่วง ฉันหายแล้วล่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นก็แสดงความยินดีด้วยนะคะ" อิซาเบลตอบยิ้มอ่อนหวาน
จากนั้นโจเซฟก็นำทางทุกคนเข้าสู่งานเลี้ยง พาครอบครัวเดินนำหน้าชาร์ลส์ไปที่ประตูทางเข้าคฤหาสน์ เขาส่งจดหมายเชิญให้คนเฝ้าที่ยืนคอยอยู่
"โจเซฟ คาเว็นดิช พร้อมด้วยครอบครัว และแขกผู้มีเกียรติ ขอเข้าร่วมงานเลี้ยงตามคำเชิญครับ" โจเซฟเอ่ยเสียงดังฟังชัด สง่างามดุจขุนนางชั้นสูง
คนเฝ้าตรวจดูจดหมายอย่างละเอียด ก่อนจะคำนับให้อย่างนอบน้อม "ขอต้อนรับนายท่านโจเซฟ ท่านหญิงรีเบคก้า พลตรีมิแรนดา และคุณหนูอิซาเบล สู่คฤหาสน์ดาร์ซี่ เชิญขึ้นไปที่โถงงานเลี้ยงได้เลยครับ แขกทุกท่านรอคอยการมาถึงของท่านอยู่"
ครอบครัวคาเว็นดิชสาวเท้าเข้าไปในตัวคฤหาสน์อย่างมั่นใจ บรรดาสุภาพสตรีก็เดินไปอย่างแช่มช้อย
ชาร์ลส์ที่ตามมาติด ๆ ก็ยื่นจดหมายเชิญของตนให้คนเฝ้าตรวจบ้าง ทำตามโจเซฟแบบก่อนหน้านี้
"ชาร์ลส์ เรเวนส์ครอฟต์ นักสืบ ผู้ได้รับเชิญในงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ครับ" เขาแนะนำตัวพร้อมกับโค้งคำนับเล็กน้อย คนเฝ้ารับจดหมายไปพินิจพิเคราะห์สักครู่ ก่อนจะพยักหน้าเชิญเข้างาน
"ยินดีต้อนรับสู่งานเลี้ยงที่คฤหาสน์ดาร์ซี่ครับ นายท่านชาร์ลส์ เชิญทางนี้เลยครับ" คนเฝ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ ก่อนจะนำทางชาร์ลส์ไปยังโถงงานเลี้ยงใหญ่ภายในคฤหาสน์
เมื่อเดินเข้าไปในโถงงานเลี้ยง ภาพตรงหน้าทำเอาชาร์ลส์ต้องตะลึงงัน เขารู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงขึ้น ความประหม่าแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แม้จะสวมชุดดีที่สุดแล้ว แต่เขาก็อดรู้สึกเหมือนเป็คนนอกไม่ได้ เหล่าแเื่อันมีชื่อเสียงทั้งหลาย จากชนชั้นขุนนางไปจนถึงพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ต่างพากันมาในชุดหรูหรางดงามที่สุด
บรรยากาศโอ่อ่าหรูหราเต็มไปด้วยแสงระยิบระยับจากโคมไฟระย้า โถงกว้างใหญ่ประดับประดาด้วยภาพวาดเหมือนบรรพบุรุษบนผนัง พื้นหินอ่อนขัดมันวาววับ มีเสียงดนตรีแสนไพเราะจากวงใหญ่ที่นั่งบรรเลงอยู่หัวโถง
ชาร์ลส์รู้สึกประหม่าเมื่อเห็นความยิ่งใหญ่ของสังคมชั้นสูง เขากลืนน้ำลายแล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ เตรียมเผชิญหน้ากับสังคมที่แสนแตกต่างจากที่คุ้นเคย
ชายหนุ่มสังเกตเห็นผู้ที่ดูเหมือนจะเป็เ้าภาพของงาน คริสโตเฟอร์ ดาร์ซี่ กำลังต้อนรับแขกอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง ชายวัยกลางคนร่างสูงโปร่งในชุดสูทหรู ผมสีเทาเงินตัดสั้นเรียบร้อย ใบหน้าอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาด ท่าทางการพูดคุยของเขาสุภาพและเป็กันเอง ผิดกับขุนนางส่วนใหญ่ที่มักรักษาระยะห่างกับผู้อื่น
ชาร์ลส์เคยได้ยินชื่อเสียงของคริสโตเฟอร์มาก่อน ในฐานะเ้ากรมคลังที่กล้าเสนอการปฏิรูปภาษีและระบบการค้า แม้จะถูกต่อต้านจากกลุ่มขุนนางอนุรักษนิยม แต่เขาก็ยังยืนหยัดในอุดมการณ์ของตน ความซื่อตรงและความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของอาณาจักรทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากกษัตริย์ แม้จะไม่ได้มาจากตระกูลขุนนางเก่าแก่
ทันใดนั้น โจเซฟที่เดินนำหน้าไปก่อนหันมาตามหาชาร์ลส์ เมื่อเห็นเพื่อนรักยืนนิ่ง จึงรีบเดินกลับมาหา
"เป็อะไรหรือเปล่า?" โจเซฟถามพร้อมกับจับไหล่ชาร์ลส์อย่างให้กำลังใจ
ชาร์ลส์มองหน้าเพื่อน ยิ้มเจื่อน ๆ "เปล่า แค่ไม่ชินเท่านั้นเอง กับงานเลี้ยงคนรวยนะ"
"ไม่ต้องกังวล นายเอาตัวรอดได้ตลอดอยู่แล้ว มาเถอะ เดี๋ยวจะพานายไปแนะนำให้รู้จักกับคนอื่น ๆ" โจเซฟว่าแล้วพาชาร์ลส์เดินไปหากลุ่มแขกที่น่าจะเป็บุคคลสำคัญในงาน
ชาร์ลส์ยกยิ้มทักทายขณะที่โจเซฟช่วยแนะนำตัวเขาให้ทุกคนรู้จัก บางคนทำหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินชื่อเขา
"คุณคือนักสืบชื่อดังคนนั้นใช่ไหม ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณเรเวนส์ครอฟต์" ชายคนหนึ่งกล่าวด้วยความกระตือรือร้น "ผมได้ยินเื่ราวของคุณมามากทีเดียว โดยเฉพาะคดีของโรเบิร์ตและหญิงรับใช้ของเขา"
"ใช่ครับ ผมเองก็จำได้ว่าเคยอ่านข่าวนั้น" อีกคนเสริมขึ้น "แล้วยังมีคดีปริศนาการตายที่หมู่บ้านชนบทด้วย ได้ยินว่าคุณเป็คนไขปริศนานั้นได้"
ชาร์ลส์ยิ้มอย่างถ่อมตัว "ผมแค่ทำหน้าที่ที่ได้รับว่าจ้างมาก็เท่านั้น"
"ถ่อมตัวไปได้" ขุนนางอีกคนเอ่ยขึ้น "ความสามารถแบบนี้หาได้ยากนะ ที่ทำงานสำเร็จลุล่วงได้อย่างน่าทึ่ง"
"จริงอย่างที่ท่านว่า" โจเซฟเสริม พลางตบไหล่เพื่อนรัก "ชาร์ลส์เป็คนที่เก่งมาก ทุกคดีของเขามักจะหาคนร้ายได้เสมอ ไม่ว่าคนร้ายคนนั้นจะเป็ใครก็ตาม"
ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจที่ชื่อเสียงของเขาค่อนข้างโด่งดังในหมู่ชนชั้นสูง และยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีกที่พวกเขาชื่นชมในวิธีการทำงานของเขา การสนทนาดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นอย่างที่เขากังวลไว้
หลังจากที่โจเซฟพาชาร์ลส์ไปทักทายกลุ่มแขกผู้มีเกียรติแล้ว เหล่าสุภาพสตรีทั้งสามก็แยกย้ายกันไปตามทิศทางต่าง ๆ ของงาน
รีเบคก้าเดินเข้าไปในวงสนทนาของเหล่าสตรีชั้นสูง เธอรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาจากทุกทิศทาง โดยเฉพาะจากกลุ่มสตรีที่ยังไม่ได้แต่งงานที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน พวกเธอมองรีเบคก้าด้วยสายตาเหยียดหยามปนริษยา พึมพำซุบซิบถึงชาติกำเนิดของเธอที่เป็เพียงสามัญชน ไม่คู่ควรกับโจเซฟ คาเว็นดิช ผู้เพียบพร้อมทั้งรูปลักษณ์และคุณสมบัติ
เสียงซุบซิบนินทาแว่วมาเป็ระยะ "นางโชคดีเกินไป ที่ได้แต่งงานกับคุณชายโจเซฟ"
"ดูสิ แค่ลูกสาวคนขายขนมปัง จะมาวางตัวเป็คุณหญิงผู้ดี"
รีเบคก้ารู้สึกเ็ปกับคำพูดเ่าั้ แต่เธอพยายามกลั้นน้ำตาและรักษารอยยิ้มไว้ ไม่ให้ใครเห็นความอ่อนแอ และรอยยิ้มของเธอยังคงถูกรักษาไว้อย่างสง่างาม
ขณะที่โจเซฟกำลังสนทนากับกลุ่มแขกผู้มีเกียรติ เขาสังเกตเห็นสายตาเหยียดหยามและได้ยินเสียงซุบซิบนินทาที่มีต่อภรรยาของเขา ดวงตาสีฟ้าฉายแววไม่พอใจ แต่ด้วยการวางตัวอันสง่างาม เขาจึงไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจน
แต่เมื่อมีโอกาส โจเซฟก็เดินแทรกตัวเข้าไปในวงสนทนาของเหล่าสตรี ยืนเคียงข้างรีเบคก้าอย่างภาคภูมิ
"ภรรยาของผมเป็สตรีที่เต็มไปด้วยความอารี" โจเซฟกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เธอไม่เพียงแต่ช่วยดูแลกิจการของตระกูล แต่ยังมีส่วนร่วมในงานการกุศลหลายงาน"
เขาจงใจพูดให้ดังพอที่กลุ่มสตรีที่กำลังนินทาจะได้ยิน บรรดาสตรีที่เคยซุบซิบนินทาต่างพากันหน้าแดง บางคนรีบเดินจากไปด้วยความอับอาย
รีเบคก้ามองสามีด้วยความซาบซึ้ง แม้เธอจะไม่้าให้เขาต้องมาปกป้อง แต่การกระทำของเขาก็ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจ
โจเซฟโน้มตัวกระซิบข้างหูภรรยา "อย่าไปใส่ใจคำพูดของพวกเขาเลย สำหรับผม คุณคือสตรีที่วิเศษที่สุด"
รีเบคก้ายิ้มบาง ก่อนจะพยักหน้ารับ เธอรู้ดีว่าตราบใดที่มีโจเซฟอยู่เคียงข้าง เธอก็ไม่จำเป็จะต้องกลัวคำพูดเ่าั้
อย่างไรก็ตาม บรรดาสตรีชั้นสูงที่แต่งงานแล้วกลับมีท่าทีเป็มิตรกับเธอมากกว่า พวกเธอต้อนรับรีเบคก้าเข้าร่วมวงสนทนาด้วยมารยาทอันดี แม้จะไม่ถึงกับสนิทสนม แต่ก็สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างราบรื่น
ทางด้านมิแรนดา เธอกวาดตามองไปรอบ ๆ งานจนสะดุดกับใบหน้าคุ้นเคย เป็เอลิซาเบธ เพื่อนสนิทเก่าของเธอ มิแรนดารีบเดินเข้าไปทักทาย
"เอลิซาเบธ ฉันต้องขอโทษด้วยที่จากไปกะทันหันในครั้งก่อน" มิแรนดาเอ่ยขึ้นก่อน
เลดี้เอลิซาเบธยิ้มกว้าง "ไม่เป็ไรหรอกจ้ะ ฉันเข้าใจดี เป็พลตรีก็คงงานยุ่งอยู่แล้ว"
ไม่นานนัก วงสนทนาของพวกเธอก็ขยายใหญ่ขึ้น เมื่อเหล่าเพื่อนเก่าที่รู้จักมิแรนดาก่อนที่เธอจะเข้ารับราชการทหารทยอยเข้ามาร่วมวง พวกเธอพูดคุยถึงความหลังและเื่ราวในชีวิต
"นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน? ั้แ่งานเลี้ยงฉลองวันเกิดของท่านริชาร์ดใช่ไหม?" หนึ่งในเพื่อนเก่ากล่าว
"ใช่ ตอนนั้นพวกเรายังฝันกันว่าจะทำอะไรในอนาคต" มิแรนดายิ้มน้อย ๆ
"และตอนนี้เธอก็ทำสำเร็จแล้ว"
"ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งจะได้เห็นผู้หญิงในตำแหน่งสำคัญของกองทัพ"
"อย่างเอลิซาเบธนี่ก็เหมือนกัน" เพื่อนอีกคนเอ่ยขึ้น "ได้ยินว่าเพิ่งได้รับตำแหน่งเป็ที่ปรึกษาในสภาทูต เห็นทีพวกเราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในไม่ช้า"
ส่วนอิซาเบล สาวน้อยวัยใสเลือกที่จะเดินไปยังระเบียงด้านนอก ที่นั่นมีกลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังพูดคุยสนุกสนาน เสียงหัวเราะใส ๆ ของพวกเขาดังแว่วมาตามสายลม อิซาเบลเข้าร่วมวงสนทนาอย่างร่าเริง แลกเปลี่ยนเื่ราวและความสนใจของคนรุ่นใหม่ ทั้งเื่ดนตรี การเต้นรำ และศิลปะ เธอดูมีความสุขที่ได้อยู่ท่ามกลางผู้คนที่เข้าใจกัน ไม่ต้องเคร่งครัดกับมารยาทมากนักเหมือนในห้องโถงใหญ่
ทางด้านชาร์ลส์ระหว่างสนทนา เขาเหลือบไปเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตา เป็ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูง จึงขอตัวจากวงสนทนาเพื่อไปทักทาย
"สวัสดีครับคุณแมทธิว ไม่คิดว่าจะได้เจอกันที่นี่" ชาร์ลส์ทักทาย
"โอ้ ชาร์ลส์ สวัสดี ผมก็แปลกใจเหมือนกันที่เจอคุณ" แมทธิวตอบ
"จริง ๆ แล้วผมถูกเชิญมา จะปฏิเสธโดยไม่มีเหตุจำเป็ก็เป็การเสียมารยาทอีก"
"อ้อ งั้นสินะ"
"ทางเื่คดีเป็ยังไงบ้างครับ?" ชาร์ลส์ถามขึ้น
แมทธิวนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจเฮือก "ยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่... มีปัญหาติดขัดอยู่น่ะ"
"เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?"
"คือว่า..." แมทธิวลดเสียงลง "คดีที่ผมกำลังสืบอยู่ ฝ่ายตรงข้ามเป็ผู้มีอิทธิพล พวกเขาใช้ทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางการสืบสวน"
"หมายความว่า?" ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว
"พวกเขาข่มขู่พยาน ใช้เส้นสายปิดปาก..." แมทธิวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไหล่ห่อลงอย่างหมดหวัง "คนธรรมดาอย่างผม ไม่มีกำลังมากพอจะสู้กับพวกเขาหรอก"
ชาร์ลส์ครุ่นคิดสักครู่ ก่อนจะนึกถึงโจเซฟ "ผมว่าผมพอจะมีทางช่วยได้ คุณแมทธิว ตามผมมาเถอะ"
เขาพาแมทธิวเดินฝ่าฝูงชนไปยังอีกมุมหนึ่งของงาน ที่โจเซฟกำลังยืนสนทนากับกลุ่มแขกผู้มีเกียรติ
"ขอโทษที่รบกวนครับ" ชาร์ลส์แทรกเข้าไปในวงสนทนา "โจเซฟ ผมขอแนะนำให้รู้จักกับคุณแมทธิว นักสืบที่ผมนับถือคนหนึ่ง"
โจเซฟหันมามองด้วยความสนใจ "ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
"เช่นกันครับ" แมทธิวโค้งคำนับอย่างสุภาพ
หลังจากทักทายตามมารยาทแล้ว ชาร์ลส์ก็เล่าถึงคดีที่แมทธิวกำลังประสบปัญหาอยู่ให้โจเซฟฟัง แววตาของโจเซฟฉายแววไม่พอใจขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเื่ราว
"เื่นี้น่าสนใจทีเดียว" โจเซฟพูดพลางครุ่นคิด "บางทีผมอาจจะช่วยอะไรได้บ้าง เรามาคุยรายละเอียดกันให้มากกว่านี้ดีกว่า"
ทั้งสามคนแยกตัวออกมาคุยกันในมุมที่เป็ส่วนตัวมากขึ้น ขณะที่งานเลี้ยงดำเนินต่อไป เสียงพูดคุยและหัวเราะของแเื่ดังแว่วมามิขาดสาย
